หญิงสาวในร้านกาแฟ
1
ทุกๆ เช้าที่ไปซื้อกาแฟที่ร้านแห่งนั้นผมจะเจอเธอเสมอ 

เธอจะนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของร้าน ในมือมีสมุดบันทึก เสียบหูฟัง ข้างๆ มีกาแฟหนึ่งแก้ว เมื่อนึกอะไรสักอย่างออกเธอจะจดมันลงไป ผมชอบแอบมองเธอ จนหลายครั้งที่เธอผิดสังเกต ผมต้องรีบเบือนหน้าหนี ทว่าเธอก็รู้ตัวและเอามือมาบังสมุดเรียบร้อยแล้ว

ผมไม่รู้ว่าเธอเขียนอะไรอยู่ อาจเป็นบันทึกเล็กน้อยประจำวัน เขียนกลอน แต่งนิยาย เรื่องสั้น หรือบางที่อาจเป็นบทภาพยนตร์สักเรื่องก็ได้ แน่นอนว่าผมไม่มีทางรู้และไม่อาจรู้

ส่วนสาเหตุที่ผมชอบมองเธอ ไม่ใช่เพราะเธอสวย แต่เป็นเพราะสิ่งที่เธอทำ ตอนอายุ 26-27 ปีแบบเธอ ผมก็ทำสิ่งนี้อยู่ที่มุมหนึ่งของร้านกาแฟสักแห่งเหมือนกัน

ตอนนี้เธอคงกำลังสร้างโลกของเธออยู่ เธอกำลังใช้ความพยายามเปลี่ยนความคิดเป็นตัวอักษร แล้วบันทึกลงบนกระดาษ เธอน่าจะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ จึงอยากลองเขียนมันดู และถ้าเปลี่ยนความชอบเป็นอาชีพได้ ก็คงจะดีไม่น้อย

2
ทุกสัปดาห์บริษัทที่ผมสังกัดอยู่ จะมีประชุมเสนอต้นฉบับสัปดาห์ละครั้ง
ที่ห้องแห่งนี้จะมีบรรณาธิการกว่า 30 ชีวิต จาก 14-15 สำนักพิมพ์ในเครือหมุนวนผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาเสนอต้นฉบับ

โดยมีทั้งงานแปลที่อยากซื้อลิขสิทธิ์ ต้นฉบับงานไทยที่นักเขียนส่งไปรษณีย์มาจากทางบ้าน ต้นฉบับงานเขียนที่บรรณาธิการหามาเอง หรือนักเขียนออนไลน์ที่เผยแพร่งานอยู่บนโซเชียลต่างๆ คุณหมอที่อยากเขียนหนังสือ นักวิชาการหรือคนมีชื่อเสียงแวดวงต่างๆ และอีกมากมายนับไม่ถ้วน

ก่อนจะมาถึงห้องประชุมนี้ ต้นฉบับต่างๆ ผ่านการคัดเลือกจากบรรณาธิการในระดับหนึ่งแล้วว่าจะมีโอกาสทำหนังสือออกมาวางขายได้ แต่โอกาสที่จะผ่านจากที่ประชุมก็มีเพียง 30-50%

แม้จะเป็นต้นฉบับที่บรรณาธิการคนนั้นๆ ชอบ หลงรัก หรือดีงามมากแค่ไหน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านการพิจารณา เพราะในห้องประชุมนี้ จะมีทั้งฝ่ายการตลาด ฝ่ายลิขสิทธิ์ อีคอมเมิร์ช บรรณาธิการอำนวยการ รองบรรณาธิการอำนวยการ และบรรณาธิการสำนักพิมพ์อื่นๆ รอมอบความเห็นว่างานเขียนชิ้นนี้น่าทำหรือไม่น่าทำ

ต้นฉบับทุกชิ้นจะถูกโยนขึ้นสู่หน้าจอทีวีขนาด 48 นิ้ว และไม่มีใครบอกได้ว่าต้นฉบับดังกล่าวจะผ่านหรือไม่

แม้แต่นักเขียนที่เคยออกหนังสือมาแล้ว ก็ไม่การันตีว่าจะผ่านวงประชุมนี้ เพราะโลกยุคใหม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กระแส Disrupt ของเทคโนโลยี ทำให้ทุกวงการต้องเปลี่ยนแปลง ปรับตัว เพื่อหาทิศทางใหม่ และวงการหนังสือก็เช่นกัน

ทุกครั้งที่เสนอต้นฉบับ ผมไม่เคยพกความ "คาดหวัง" เข้าไป เพราะแปดปีที่ผ่านมา ต้นฉบับที่ผมชอบมากๆ มักจะไม่ผ่าน และผมก็รู้อีกเช่นกันว่า หากมันผ่านและตีพิมพ์จริง โอกาสขายได้ก็จะไม่มาก เพราะผมทำงานหนังสือมาสิบเอ็ดปี พอจะรู้ว่าตลาดนักอ่านไทยเป็นแบบไหน ขณะที่ความชอบและความสนใจส่วนตัวของผม หรือต้นฉบับของนักเขียนที่ว่าอาจจะเฉพาะตัวมากๆ

ไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่หรือโรงหนังชื่นชอบหนังแอคชั่นอย่าง Fast หรือ Mavelสตูดิโอ ทว่าเราชอบหนังญีุ่ปุ่น หนังเล็กๆ จากเทศกาลซันแดนซ์ หรือลูกโลกทองคำ ที่แทบจะไม่มีรอบฉายเลย

3
แล้วจะทำยังไงให้งานเขียนผ่านที่ประชุมแห่งนี้ได้(รวมถึงเสนอผ่านสำนักพิมพ์อื่นๆ )
อันที่จริงสิ่งนี้ก็เป็นปัญหาและโจทย์ของคนที่สนใจเขียนหนังสือมาทุกยุคสมัย ว่าจะทำยังไงให้งานได้ตีพิมพ์ออกมา(และสม่ำเสมอ)

นักเขียนบางคนยุคนี้บอกว่าไม่ง้อสำนักพิมพ์แล้วก็ได้ เขียนเอง และทำขายเอง ซึ่งก็ได้นะ แต่เอาจริงๆ แล้ว ถ้าจะเป็นนักเขียนอาชีพ การที่มีหลายๆ สำนักพิมพ์รอคอย พร้อมจะพิมพ์ต้นฉบับ และทำการตลาดให้ โดยที่เราแค่เขียนต้นฉบับอย่างเดียวไม่ดีกว่าหรือ?

นักเขียนต่างประเทศที่ดังๆ ทุกคนผมไม่เห็นเขาทำสำนักพิมพ์เอง อย่างแดน บราวน์ สำนักพิมพ์ยอมจ่ายเงินล่วงหน้าให้ไปเก็บตัวเขียนต้นฉบับด้วยซ้ำ

นั่นสินะ นักเขียนไทยและนักเขียนรุ่นใหม่จะไปถึงจุดนั้นได้ยังไง ในกรณีที่นักเขียนรุ่นพี่ก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้น มันเป็นคำถามที่น่าหาคำตอบเหลือเกิน

4
สาเหตุหนึึ่งที่ผมคิดว่างานเขียนจากออนไลน์หรือโซเชียล กลายเป็นหนังสือเพิ่มขึ้นมากในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่งานเขียนจากกระทู้พันทิปยุคแรกๆ หรือบล็อกเอ็กทีน เพราะมันการันตีได้ว่าสำนักพิมพ์จะมีโอกาสขาดทุนน้อยลง

เพราะงานเขียนที่เผยแพร่ผ่านออนไลน์มีการลองผิดลองถูกมาแล้ว 1-2 ปี ที่สำคัญมีการสร้างฐานคนอ่าน ผู้ติดตาม หรือแฟนคลับ ตลอดเวลาที่เผยแพร่อยู่ พอหนังสือได้รับการตีพิมพ์ นักอ่านที่ชอบงานเหล่านั้นก็พร้อมจะมาซื้อหนังสือ หรือสนับสนุนนักเขียนที่พวกเขาชอบ

ในเวลาเพียงเดือนถึงสองเดือนแรก ก็สร้างยอดขายผ่านการขาดทุนมาได้ ต่างจากต้นฉบับที่นักเขียนซุ่มเขียนอยู่เป็นปีๆ แล้วส่งไปรษณีย์หรืออีเมลมาเสนอสำนักพิมพ์ พอไปวางขายจริง กว่าที่นักอ่านจะรู้จัก กว่าที่คนจะไปซื้อ กว่าที่นักอ่านจะบอกต่อกัน ก็ใช้เวลาเป็นปีๆ ทำให้หนังสือหกเดือนแรกอยู่ในภาวะขาดทุน

ทำให้ถูกตัดสินว่างานแนวนี้ขายไม่ดี(ขายช้า) แม้เมื่อครบปีจะมียอดขายไม่ขาดทุน แต่เมื่อเทียบกันแล้ว สำนักพิมพ์ต่างๆ และร้านหนังสือก็อยากจะได้งานที่ขายดี ขายเร็ว และทำกำไรมากๆ ให้กับพวกเขามากกว่า

ต้นฉบับที่ขายช้า ใช้เวลาในการอ่านและบอกต่อนาน จึงมักจะไม่ได้รับการต้อนรับ

5
แล้วจะทำยังไงให้ต้นฉบับมีโอกาสผ่านการพิจารณาได้มากขึ้น การเขียนต้นฉบับไปด้วย โดยเผยแพร่งานออนไลน์ไปด้วย สร้างกลุ่มคนอ่านและแฟนคลับของตัวเองไว้ในระดับนึง น่าจะเป็นทางออกเล็กๆ เพื่อช่วยให้ต้นฉบับเหล่านั้นผ่านการพิจารณาและได้รับการตีพิมพ์ง่ายขึ้น

ซึ่งก็อยู่ที่ว่า นักเขียนแต่ละคนจะสม่ำเสมอกับการสร้างงานเขียนของตัวเองมากน้อยเพียงไร จะสร้างคุณค่าให้กับกลุ่มนักอ่านเล็กๆ ของตัวเองได้มากเพียงพอจนเขาพร้อมจะบอกต่อหรือไม่

ส่วนการเสนอต้นฉบับให้ผ่าน 100% และทุกสำนักพิมพ์อยากจะพิมพ์งานของเรานั้น
นักเขียนแต่ละคนก็คงต้องหาคำตอบกันต่อไป ผ่านประสบการณ์ของตัวเอง

หรือบางทีอาจจะเป็นเช่นที่บ็อบ ดีแลน บอกไว้ว่า
"คำตอบอยู่ในสายลม...เพื่อนเอย"

SHARE
Writer
Low_Profile
Editor
สถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ springbooks และ สำนักพิมพ์ shortcut (2555-ปัจจุบัน) / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / เรื่องนี้พี่บอกเธอคนเดียว / ไม่เอาน่ะ อย่าคิดมาก / สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / โตขึ้นจึงรู้ว่า / นักสะสมความรู้สึก / ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ / โลกนี้สอนให้รู้ว่า... ฯลฯ

Comments

Jungjune
3 months ago
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะคะ ที่ทำให้รู้แนวทางการเป็นนักเขียนมากขึ้น 😃
Reply
Low_Profile
3 months ago
ลองดูนะครับ อันนี้ก็เป็นประสบการณ์จริงที่แบ่งปันสำหรับคนที่สนใจครับ