เราจะเป็นคน Proactive ได้ยังไง
1
คุณเริ่มทำงานตอนใกล้เดดไลน์ อ่านหนังสือสอบสัปดาห์สุดท้าย ทำรายงานก่อนส่ง ไปทันนัดแบบฉิวเฉียด ไปงานแต่งเพื่อนเป็นคนท้ายๆ

ไม่ว่าจะทำอะไรหากไม่ใกล้เดดไลน์หรือจวนตัวจริงๆ จะยังไม่มีแรงบันดาลใจในการทำงานนั้นเลย แม้ว่าการทำงานก่อนส่ง จะทำให้ทุกข์ทรมานและสร้างผลงานไม่ดีมาหลายครั้งก็ตาม

แม้จะตั้งใจว่าครั้งหน้าจะปรับปรุงตัวใหม่ ทำงานล่วงหน้าไว้เนิ่นๆ ทว่าก็ไม่เคยทำสำเร็จ เพราะความรับผิดชอบและกิจกรรมอื่นมาเบียดบังเวลาไปหมด

สุดท้ายคุณยังติดอยู่ในเมทริกเดดไลน์เสมอ เพราะเดดไลน์เป็นแรงบันดาลใจ เป็นแรงผลักดันให้ทำงานเสร็จทุกครั้งไป แม้จะเกลียดเดดไลน์ แต่แอบหลงรักมันเช่นกัน ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งจะหลุดพ้นจากมัน รอวันที่มอร์เฟียสจะมอบยาเม็ดสีแดง ให้ตื่นจากโลกของเดดไลน์

2
เคยเจอเหตุการณ์ดังกล่าวที่ว่าไหมครับ
ผมนี่ติดอยู่ในโลกของเดดไลน์ เหมือนที่นีโอติดอยู่ในโลกแมทริกซ์เลย เสพติดมันมาตั้งแต่สมัยเรียน เพราะต้องส่งงานอาจารย์ทุกเช้า พอทำงานก็ยังไม่เลิกนิสัยนี้ ส่งต้นฉบับวันสุดท้ายทุกที

ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าสิ่งนี้เรียกพฤติกรรม Reactive คือพฤติกรรมที่เรารอตอบสนองเหตุการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต เป็นกลยุทธหรือแนวทางการใช้ชีวิตเชิงรับ

หากเป็นฟุตบอล ก็เล่นแบบเลสเตอร์หรือแอตแลนติโกมาริด คือ เล่นเกมรับเหนียวแน่น แล้วรอสวนกลับนานๆ ครั้ง ซึ่งการเล่นเกมรับก็ไม่ผิด แต่กลายเป็นว่าเราเปิดโอกาสให้คนอื่นครองบอลบุกเข้ามาเป็นส่วนใหญ่

และต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการตอบสนอง จัดการ และแก้ไข เหตุการณ์ที่คนอื่นทำไว้ตลอดเวลา ทำให้เราไม่มีเวลาวางแผน และจัดระบบชีวิตตัวเอง ว่าจะทำ หรือไม่ทำอะไร เพราะรอตอบสนองเหตุการณ์ต่างๆ ตลอด

หลายครั้งเหตุการณ์ต่างๆ ก็พาเราไปเสียเวลากับเรื่องคนอื่นหลายวัน พอจะกลับมาทำงานที่สำคัญของตัวเอง ก็เจอเดดไลน์แล้ว และเราก็เร่งตัวเองจนเหนื่อย ไม่สนุก ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้จะกลับมาอีกเสมอ หากเรายังใช้แนวทาง Reactive ในการดำเนินชีวิต ซึ่งเราจะหลุดพ้นจากมันได้ด้วยการฝึกพฤติกรรม Proactive

3
ตอนที่ผมเข้ามาทำงานที่ springbooks แรกๆ ทางแพรวสำนักพิมพ์มีโปรเจกต์ฉลอง 20 ปี ที่จะจัดทำหนังสือพิเศษชื่อ "อ่านเถิดชาวไทย" โดยเชิญ 100 คนดังแนะนำหนังสือ 100 เล่ม ซึ่งเป็นงานใหญ่ทำให้ต้องเรียกประชุมบรรณาธิการในฝ่ายทั้ง 15 สำนักพิมพ์จำนวน 30 กว่าคนมาประชุมกัน เพื่อแบ่งหน้าที่ไปสัมภาษณ์คนดังเหล่านั้น

ผมรับหน้าที่ไปสัมภาษณ์พี่โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ หัวหน้าเก่าที่ตอนนั้นยังคงอยู่อะเดย์ และพี่จอบ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตบก.นิตยสารสารคดี ที่ตอนนั้นเป็นรองผู้อำนวยการไทยพีบีเอส

หลังออกจากห้องประชุมผมมีเวลา 7 วันในการติดต่อ ผมจึงวางมันไว้ก่อนเพื่อไปทำงานอื่นที่ค้างคา ไว้ใกล้ๆ ค่อยเริ่มลงเมือ ทว่าขณะเดียวกัน พี่เมย์ บก. สนพ.How to ที่อยู่ในกลุ่มงานเดียวกัน กลับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรคุยกับคุณหนูดี วนิษา เรซ และคนดังคนอื่นในลิสต์ของเธอ จนได้คิวสัมภาษณ์ในเวลาไม่เกิน 10 นาที

ทำให้ผมรู้ว่าพี่เมย์มีพฤติกรรม Proactive หรือพฤติกรรมเชิงรุกในการดำเนินชีวิต เธอไม่รอให้ถึงเดดนไลน์แล้วค่อยทำ ทว่างานไหนที่ทำได้เธอจะทำทันที

นอกจากนั้น ผมยังเห็นเธอมี To do list ในแต่ละวัน ว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง และค่อยๆ ขีดฆ่างานที่เสร็จทีละชิ้นทิ้งไป ต่างจากผมที่ไม่เคยมี To do list มีแต่ตรูไม่ทำลิสต์ และุถึงมีก็ไม่ชอบทำตาม "แสดงว่าตัวเอง ยังสั่งตัวเองไม่ได้เลยนะ" พี่เมย์แซวผมตอนที่คุยกัน ซึ่งก็เป็นความจริง เพราะผมใช้วิธีตอบสนองต่อสิ่งต่าๆ ที่เข้ามาตลอด เรียกว่าเป็นคน Reactive นั่นเอง ทำให้ผมตั้งใจว่าวันหนึ่งจะเป็นคน Proactive เพิ่มขึ้น

4
สาเหตุที่บาร์เซโลน่า ลิเวอร์พูล แมนยู(ยุคที่แล้ว) มีแฟนบอลติดตามมากมายทั่วโลก เพราะทั้งสามทีม ต่างเล่นฟุตบอลด้วยการบุกตลอด พวกเขาเปิดเกมรุกมากกว่าเกมรับ ทุกครั้งที่เสียบอล พวกเขาจะแย่งคืนมาเพื่อเปิดเกมรุกอีก ทำให้หลายเกมครองบอลกว่า 80%

ข้อดีของการเล่นเกมรุก คือทำให้มีโอกาสจบสกอร์มากกว่า อาจยิงไม่เข้าถึง 20 ครั้งทว่าสุดท้ายก็จะยิงได้ 2-3 ประตูเป็นอย่างน้อย ทำให้แฟนบอลชื่นชอบ เพราะสนุกและตื่นเต้น ต่างจากทีมที่เล่นเกมรับ 

การเล่นเกมรับก็ไม่ผิด แต่ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำก็ต้องเปิดเกมบุก เหมือนสำนวนไทยที่ว่า "ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือก็ไม่ได้ลูกเสือ"

5
แล้วเราจะเป็นคน Proactive ได้ยังไง

สิ่งแรกคือต้องยอมรับก่อนว่าตัวเองมีพฤติกรรม Reactive ตอบสนองต่อคนอื่น ปัจจัยภายนอก และสิ่งแวดล้อมโดยไม่รู้ตัว จึงไม่ค่อยกล้าปฏิเสธคนอื่น

ขณะที่คน Proactive จะรู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร รู้ว่าตัวเองจะทำอะไร ไม่ทำอะไร ยอมรับข้อดี และข้อเสียของตัวเอง เพราะรู้จักตัวเองดี ก็เลยมีเป้าหมายในชีวิต(ซึ่งจะทำให้มีเป้าหมายในแต่ละวัน เดือน และปีด้วย)

ความชัดเจนนี้จึงทำให้กล้าปฏิเสธคนอื่น เวลาถูกชวนให้ไปทำเรื่องที่ไม่ชอบและไม่สนใจ ขณะที่คน Proactive ก็เป็นคนที่ชอบชวนคนอื่นไปทำสิ่งต่างๆ มาก แต่เวลาที่ถูกปฏิเสธก็จะเฉยๆ เพราะเข้าใจว่า คนอื่นก็อาจมีสิ่งที่อยากทำ จึงเป็นคนที่พร้อมจะถูกคนอื่นปฏิเสธด้วยเช่นกัน

เพราะสิ่งต่างๆ ที่เขาทำล้วนเกิดมาจากความต้องการภายในของเขาทั้งสิ้น จึงไม่ค่อยสนใจสายตาคนอื่น และความคาดหวังของสังคม

แน่นอนคงมีคนแย้งว่า บางทีเราต้องทำตามความต้องการของครอบครัวก่อน ซึ่งก็ถูกครับ หากเรายังไม่มีรายได้ของตัวเอง แต่ในวันและวัยที่เราทำงานหาเงินเองแล้ว ก็น่าจะถึงเวลาทำตามความต้องการของตัวเอง ค่อยๆ เลิกการตอบสนองต่อคนอื่นและสิ่งแวดล้อมลงไปทีละน้อย

เพราะถ้าเราตอบสนองคนอื่น ก็จะได้ตามความต้องการของเขา
แต่ถ้าเราตอบสนองตัวเอง ก็ได้ชีวิตตามความต้องการของตัวเอง

Proactive เริ่มง่ายๆ ด้วยการรู้จักความต้องการของตัวเอง และค่อยๆ สร้างมันให้เติบโตในชีวิต
เพราะถ้าเรามีสิ่งที่ต้องทำและต้องไปแล้ว เราก็ไม่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตที่เหลือไปกับการตอบสนองความต้องการของคนอื่น
SHARE
Writer
porglon
Editor
พอกลอน ซาเสียง จบสถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ เริ่มทำงานหนังสือด้วยการเป็น กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ springbooks และ สำนักพิมพ์ shortcut / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / เรื่องนี้พี่บอกเธอคนเดียว / ไม่เอาน่ะ อย่าคิดมาก / สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / โตขึ้นจึงรู้ว่า / นักสะสมความรู้สึก / ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ / โลกนี้สอนให้รู้ว่า... ฯลฯ

Comments

bb12
13 days ago
ขอบคุณมากครับ รู้สึกอยากเปลี่ยนตัวเองเลย หลังจากอ่านบทความนี้จบ
Reply
porglon
9 days ago
Proactive ฝึกฝนได้ครับ ผมก็ฝึกอยู่เหมือนกัน
Bento789
13 days ago
คงต้องลิสท์ไว้ ตามเช็คๆ สินะ
ต่อไปนี้จะเปลี่ยนนิสัยเเล้วค่ะ
Reply
porglon
9 days ago
ฝึกฝนปรับปรุงนิสัยไปด้วยกันนะครับ
BBBUN
13 days ago
อ่านแล้วได้กำลังใจในการอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองมากเลย
Reply
porglon
9 days ago
ฝึกฝนและพัฒนากันได้ครับ ตอนนี้ผมก็พัฒนาอยู่เช่นกันฮะ
GGP
13 days ago
บางที ความต้องการของเราก็คือการตอบสนองต่อความต้องการของคนอื่น
ใน To do list ของเรา เต็มไปด้วยสิ่งที่คนอื่นร้องขอ
(แต่เราก็เลือกที่จะทำนะ ไม่ได้รับหมด)
ไม่ใช่เพราะไม่กล้าปฏิเสธ แต่เรารู้ว่าถ้าปฎิเสธเราจะรู้สึกไม่สบายใจมากกว่า
ไม่แน่ใจว่าเป็นคนละเรื่องกับ Re-Productive ไหม?
Reply
porglon
9 days ago
น่าจะเป็นไทด์ที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นมากกว่าครับ
เป็นคนที่ยึดโยงกับความต้องการคนอื่นเป็นหลัก
ข้อเสียคือ เราอาจเสียเวลาไปกับการเอาใจคนอื่นหมด
จนลืมความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง(ที่ไม่เกี่ยวกับอีกฝ่าย)
คนละเรื่องกับ proactive ครับ
ลองฝึกปฏิเสธดู แล้วจ้องมองความรู้สึกไม่สบายใจนั้นครับ

อาการนี้คล้ายคนลาหยุดงานแล้วรู้สึกผิดนะครับ(ผมเป็นบ่อย ฮ่าๆ)
จริงๆ การปฏิเสธคนอื่น (ให้เขาช่วยตัวเองบ้าง)
ก็ไม่ใช่ว่าเป้นเรื่องที่เราจะต้องไม่สบายใจไปเสียหมดนะครับ
เราช่วยเขาตลอด เขาเคยตัวมากไปด้วยซ้ำ (ฮา)
การปฏิเสธนี่ละ จะทำให้เขาได้ฝึกฝน
กราปฏิเสธก็มีความหมายในแง่บวกซ่อนอยู่นะครับ

GGP
6 days ago
ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ
จะทำดูค่ะ
porglon
2 days ago
ค่อยๆ ฝึกจากเรื่องเล็กๆ หรือปฏิเสธคนที่ไม่สำคัญมากก่อนก็ได้ครับ
Reply