เมื่อฉันโดนแท็กซี่ปฏิเสธ: ถึงเวลาสังคายนาแท็กซีไทยแล้ว
ในเวลานี้ถ้ามีคนไทยคนไหนที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์นี้ นั่นหมายความว่าคุณช่างมีแต้มบุญสูงเหลือเกินค่ะ

เราไม่ค่อยได้เจอเหตุการณ์แท็กซี่ปฏิเสธเท่าไหร่นะ เราโดนปฏิเสธแทบนับครั้งได้ เราเจอแท็กซี่ดีๆเยอะมาก มากถึงขนาดที่ว่า ตอนที่เหล่าคนขับแท็กซี่ออกมาประท้วงบริษัทให้บริการแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่นรายหนึ่ง เราไม่คิดต่อว่าคนเหล่านั้นเลย เราสงสารและเห็นใจเขาด้วย แต่เราก็ไม่รู้ว่าทำไม เวลาโดนแท็กซี่ปฏิเสธ เราก็ยังทำใจไม่ได้ ไม่เคยทำใจได้เลยจริงๆ เรายังโกรธมากๆทุกครั้ง  เราด่าแท็กซี่ที่ปฏิเสธเราทุกครั้ง ด่าแบบด่าแรงสุดในชีวิตเลยแหละ
  
ในชีวิตเรา พูดได้ว่า เราไม่ค่อยจะเสียใจหรือโกรธอะไรแบบจริงจังเลย มีแค่รำคาญหรือเสียอารมณ์กับสถานการณ์ต่างๆบ้าง แต่สีหน้าที่คนขับตอนที่เขาปฏิเสธเราสร้างความเจ็บปวดให้เราได้อย่างไม่มีอะไรมาเทียบได้ มันยิ่งกว่าการถูกดูถูกเหยียดหยาม ยิ่งกว่าการด่าว่าเราเป็นคนไม่มีคุณค่า และที่เกลียดที่สุด คือการที่พอสิ้นเสียงชื่อสถานที่ที่เราจะไป คนขับทำหน้าเมินใส่เรา! เมินแบบ 
เหยียดดดดด แบบที่ตีออกมาเป็นคำพูดได้ว่า เราคิดว่าเราเป็นใคร สะเออะจะไปขึ้นรถเขา ทำไมถึงคิดว่าเขาจะรับ และความโกรธมันมาจากคำถามของเราที่ว่า คนขับกล้าดียังไงถึงทำหน้าอย่างนั้นใส่ผู้ให้บริการ ไม่ไปก็บอกดีๆสิ อย่างเมื่อวาน เราโบกจากเยาวราชเพื่อแค่จะข้ามมาฝั่งธน เราเห็นแล้วคนขับเปิดแค่กระจกหน้า ซึ่งมีแนวโน้มที่จะรับแค่ 0.1% และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่รับแล้วยังทำหน้าเมินใส่! เกลียดที่สุด เกลียดจริงๆ!

เราเข้าใจนะ ที่คนขับหลายคนบอกว่า “ไปแล้วไม่คุ้ม” ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการปฏิเสธของแท็กซี่เลยก็ว่าได้ แต่ๆๆ ทำไมแท็กซี่อีกกว่า 80% ที่เราเจอ กลับบอกเราว่า “ไปทุกที่” ซึ่งแท็กซี่ทุกคนที่พูดคำนี้จะมีลักษณะร่วมกันอยู่คือ

1) มีอายุค่อนข้างมากแล้ว เป็นวัยกลางคนขึ้นไป มีครอบครัว มีลูกแล้ว และมักมีลูกมากกว่า 1 คน

2) ขับแท็กซี่ส่งลูกเรียนจนจบระดับปริญญาตรี หรือส่งลูกเรียนเพื่อเป็นตำรวจ ทหาร พยาบาล

3) รู้เส้นทาง ทั้งทางตรง และทางลัดในกรุงเทพเป็นอย่างดี ไม่มีงง ไม่มีมาถามทาง ไม่พูดมาก ตรงไปจุดหมายเลย

พอเราเจอแบบนี้ เราก็แปลกใจนะ ถ้าหากว่าการ “ไปแล้วไม่คุ้ม” มันเป็นเรื่องจริง แล้วทำไมถึงมีคนที่ “ไปทุกที่” อยู่ล่ะ และที่สำคัญคือคนที่ไปทุกที่ กลับไปได้ดีในอาชีพการขับแท็กซี่ ดีมากขนาดที่ส่งลูกเรียนจนจบการศึกษาระดับสูงได้มากกว่าหนึ่งคนด้วยรายได้จากการขับแท็กซี่ด้วย 

แท็กซี่กลุ่มหลังนี้จะมีความภาคภูมิใจมาก เวลาเล่าถึงการ "ไปทุกที่" ของพวกเขา ที่มักจะเป็นการขับรถข้ามเมืองจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่ง เช่นจากเลียบด่วนไปรังสิต หรือฝั่งธน ไป อีกด้านหนึ่ง ที่ไกลๆ และทุกคนที่เล่ายืนยันว่า ไม่ได้คิดคาดหวังอะไรกับค่าโดยสารแต่มักไม่ค่อยต้องตีรถเปล่ากลับเลยสักที คือตอนที่ผู้โดยสารเรียกก็ไปแบบไม่คิดไรมาก ไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องตีรถกลับหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ได้ผู้โดยสารขากลับมาแบบไม่ตั้งใจ นี่ไง ความต่าง คนขับที่คิดเยอะ ไม่ไปส่ง คิดว่าต้องตีรถเปล่า ไม่คุ้ม สุดท้าย ก็มีคนขับอีกส่วนหนึ่งที่ไปส่ง (เพราะอีกพวกไม่ยอมไป) แล้วก็ได้คนทั้งขาไปและขากลับ 

อ่านมาถึงตรงนี้ ขอยืนยันว่า นี่ไม่ใช่จักรวาลคู่ขนานใน Marvel Cinematic Universe นี่คือคนขับแท็กซี่สองประเทภที่มีอยู่จริงในเมืองหลวงของเรา  ดังนั้น งานนี้มันต้องมีอะไรผิดปกติแน่เลยค่ะหมวด!
 
แล้วปัญหามันอยู่ที่ตรงไหนล่ะ? นี่คือเรื่อง Attitude ของผู้ให้บริการเพียงอย่างเดียวหรือเปล่า หรือมันมีอะไรมากกว่านั้น?

แล้วทางออกที่เป็นไปได้ที่จะช่วยบรรเทาปัญหานี้พอมีมั้ย? 
 
ประชาชนคนใช้แท็กซี่ธรรมดาอย่างเราก็คิดไม่ออกหรอก 55 แต่เราคิดว่า ทางออกที่จะมีได้ต้องเป็นทางออกที่ผ่านการหารือร่วมกันจากทุกส่วนได้ส่วนเสียขององคาพยพนี้ มันจึงจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนได้ แต่เท่าที่ดู เราว่ามันมีหนทางไปสู่ทางออกร่วมกันได้หากเราเอาเทคโนโลยีมาช่วย ตัวอย่างเช่น

แท็กซี่ทุกคนต้องขึ้นทะเบียนและเข้าสู่ระบบการคิดคำควณค่าโดยสารที่นอกเหนือไปจากมิเตอร์ การต้องไปในที่ที่มีรถติด หรือต้องอ้อมและมีโอกาสตีรถเปล่า หรืออะไรก็ตามที่แท็กซี่คิดว่ามันจะวิ่งไปแล้วไม่คุ้มคนขับจะคิดค่าโดยสารจากการคำนวณนี้ โดยจะใช้ AI หรือเทคโนโลยีการคำนวณระยะทางบวกกับระยะเวลา หารเฉลี่ยออกมา และทำให้ค่าโดยสารมีราคาที่ทำให้ คนขับไม่ขาดทุน โดยเงินที่ได้ทั้งหมดเข้ากระเป๋าแท็กซี่นะ ไม่ใช่เหมือนปัจจุบันที่บริษัทเจ้าของแอพพลิเคชั่นได้รายได้ค่าหัวคิวไปส่วนหนึ่ง 

ถ้าเป็นแบบนี้แท็กซี่จะมีการคำนวณสองระบบ หรือในท้ายที่สุดแล้วจะยกเลิกมิเตอร์ไปเลย แล้วเอาระบบคำนวณนี้เข้ามาแทนที่ก็ได้ แต่แน่นอนว่า การคำนวณต้องไม่ทำให้คนขับได้เปรียบหรือเสียเปรียบผู้โดยสารมากเกินไป เมื่อเป็นแบบนี้ ผู้โดยสารที่เรียกรถไปที่ไกลๆก็จะได้รถ ตัดปัญหาปฏิเสธผู้โดยสารไปได้อีกหนึ่ง

ข้อเสนอแนะนี้เราเอามาจากประสบการณ์ตรงของเราเลย มื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (วันที่มีวางระเบิดทั่วกรุงนั่นล่ะ) เรานั่ง JustGrab  จากออฟฟิศ เพราะการใช้ขนส่งมวลชนไม่ปลอดภัย เรานั่งผ่านกรุงเทพช่วงที่มีรถติดหลายช่วง ค่ารถที่ระบบคำนวณให้คือ 231 บาท และ เราจ่ายให้คนขับ 250 บาท จริงอยู่ที่ว่าระยะเวลา หนึ่งชั่วโมงครึ่งที่อยู่บนถนนนั้น ค่าโดยสาร 250 บาท อาจไม่เรียกได้ว่าคุ้มแต่ก็น่าจะดีกว่าการกดมิเตอร์แน่นอน รายได้ 231 อย่างน้อยเป็นการการันตีรายได้ให้กับแท็กซี่ได้ทางหนึ่ง
 
หากมีการจ่ายค่าโดยสารที่มากพอที่จะทำให้แท็กซี่ไม่ขาดทุน การออกกฏหมายบังคับให้แท็กซี่ห้ามปฏิเสธผู้โดยสารก็น่าจะพอเป็นไปได้ ทีนี้ แท็กซี่บางคนที่คิดว่า แบบนี้มันก็ไม่คุ้ม ก็ไม่ไปอีก อย่างนี้ถึงที่สุดแล้วก็อาจเป็นการคัดสรรตามธรรมชาติ คือคนข้บบางท่านอาจต้องออกจากธุรกิจนี้ไปเลย

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องนี้จะแก้ได้มั้ย แต่ยังไงๆขอให้ได้สัมผัสประสบการณ์ “แท็กซี่ไทยไม่ปฏิเสธผู้โดยสาร” ในชาตินี้ละกัน

คุณล่ะ คิดว่าปัญหาแท็กซีไทยจะได้รับการแก้ไขภายในชั่วชีวิตของเราหรือไม่? 






SHARE

Comments