Invisible mirror
มิติกระจกเลือนลางเยี่ยงกว่าดอกซ่อนกลิ่นมันจะซ่อนความลับที่แพร่งพรายได้อยู่รึเปล่า              ฉันได้เดินเข้ามายันดินแดนที่ฉันกลับมาคุ้นเคยอีกครั้ง สิ่งรอบข้างรอบเมืองคงอาจจะเหมือนเดิม หมายถึงคลั่งวัตถุนิยมไม่ลืมหูลืมตา  ยาสร้างความสุขจอมปลอมก็ยังคงเสพย์สมเมามาย หน้ากากย้อมแมวก็อาจยังสวมใส่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่ฉันสัมผัสว่าสิ่งนั้นเหมือนเดิมได้อย่างไรคงเป็นเพราะว่า 

                       "เสียงหัวเราะจากการที่ฉันทักทายและได้ถ่ายรูปบันทึกไว้"
            
             ตอนนี้อาจเหลือเวลาไม่มากแล้ว แต่สิ่งที่ฉันได้ไขข้อสงสัยจากการที่กลับมาแดนเนรมิตนี้อีกครั้งก็คงไม่พ้นกลิ่นน้ำหอมจากซากศพ หรือ สิ่งที่คนยังเสพย์สมในโทมนัสจนสร้างความโสมนัสจากจิตใจด้วยตัวเอง ก็มาจากต้น'แตรนางฟ้า' ทั้งนั้น ซึ่งแปลกมากๆคนที่นี่ไม่เป็นอะไรหรือจะเป็นอัมพาตที่จิตใจไปแล้วก็ได้ 

'เดี๊ยนอยากขอบใจหล่อนมากนะยะที่รูปของฉันมีชื่อเสียงได้'
'โอ้ว ดูกระผมซิครับ กระผมดูดีในชุดที่คุณถ่ายให้มากเลยขอรับ'
'ดีใจเสียจริงหล่อนก็ได้เรื่องนิ ขอให้หล่อนตามหาหนุ่มในฝันให้เจอละกัน' 

 
ส่วนกล้องของชายนิรนามก็เป็นกล้องที่สามารถล้างฟิล์มได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่นำไปจุ่มกับน้ำดื่มสาธารณะก็สามารถเอารูปต่างๆไปอวดให้แก่คนที่ถ่ายรูปได้ ช่างเป็นกล้องที่แฟนตาซีเสียจริง แต่ฉันก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าคนที่ให้กล้องนั้นเขาเป็รใครกันแน่ ใต้ฐานกล้องก็ระบุถึงชื่อว่า 'Zake d. McCrey'  ซึ่งฉันก็ไม่ได้ใส่ใจนอกจากจะเอากล้องไปคืนเขาให้ได้ก็พอ


'โล่งใจซะจริงนึกว่าจะโดนจับได้ซะแล้ว' เสียงในใจของฉันก็ยังเพรียกหาอะไรบางสิ่งบางอย่างเหมือนเด็กสาวที่ไร้เดียงสา 

           ม้วนฟิล์มที่เหลือไม่กี่เฟรมก็ทำให้ฉันยิ่งจนมุมโดยเฉพาะตอนเลื่อนฟิล์มเมื่อฉันหยิบกล้องฟิล์มขึ้นมาถ่ายรูปขึ้นมาสลักความทรงจำอีกครั้ง ทุกสิ่งกลับตาลปัตรหายไปดั่งสถานที่ไม่มีที่มา ทางเดินข้างหน้าเต็มไปด้วยหนาม หรือ พื้นหญ้า ก็ล่องหนดั่งมิติกระจกที่จะรอคอยการกลับไป 

         ระหว่างที่ฉันหลงทางก็พลางนับม้วนฟิล์มว่าเหลือกี่เฟรมที่จะถ่ายได้ ปรากฎการณ์แสงอำไพก็ทำให้เจอกับคนในฝัน ไม่สิคนที่ฉันอยากย้อนกลับไปหา เขายืนรออยู่จุดสิ้นสุดของทางที่ฉันมองไม่เห็นเสียจริงๆด้วย  เขารอฉันอยู่จริงๆ  
  
'ไม่จริงใช่ไหม.....'
'แน่นอนมันเป็นความจริงครับ'
'ฉันขอกอดคุณได้ไหม'
'ทำไมละ'
'ก็เพราะฉันรักคุณไง'
         กลิ่นอ้อมกอดช่างอบอุ่นแต่ทำไมกลิ่นที่เสื้อผ้าฉันแปลกๆเหมือนโลหิตกลีบบุปฝากำลังไหลออกจากตัวฉัน... 

'ทำไมเธอถึงทำกับฉันแบบนี้?....'
'เขาหลอกให้ฉันกอดทำไม?'

      เสียงอันแปลกประหลาดนี่มันอะไรกันนะ?
       
 'เธออย่าลืมสิฉันเป็นแค่ภาพลวงตาที่เธอสร้างขึ้น.....ฮะๆ ฉันไม่มีวันกลับไปรักคนอย่างเธอได้อีกแล้ว เธอก็แค่กลีบดอกไม้โง่เง่าที่ฉันเคยหลงจนหัวปักหัวปำเท่านั้นแหละ'  

แท้ที่จริงเขากลับเป็นคนของทางการที่มาคอยดักเก็บศพของพวกไม่รักดีเท่านั้นแหละ 

    ระหว่างสติที่กำลังเลือนลางฉันกลับใช้กล้องฟิล์มตัวนี้ถ่ายภาพบันทึกเขาไว้เป็นชุดสุดท้าย ก่อนที่ใครสักคนมาเจอศพฉัน ลาก่อนชีวิตอันเส็งเคร็งของฉัน.... 

ร่างกายของฉันค่อยชาจากไปช้าๆ 
เสียงที่ฉันกลับมองไม่เห็นค่อยๆกลับมา
ดวงตาที่ฉันกลับไม่ได้ยินทำให้ฉันตื่นขึ้นมา 
ก็พบกับร่างของฉันที่ยังมีลมหายใจในห้องสมุดใกล้บ้านของตัวเอง

อ่าวฉันฝันไปหรอกหรอ? 
กล้องฟิล์มตัวนี้มาจากไหนกันนะ? 

นั่นเป็นคำถามที่ฉันยังงุนงง และขอบคุณชีวิตที่ทำให้ฉันได้อยู่ต่อ ขอบคุณจริงๆ.....

'ขอโทษนะครับ กล้องฟิล์มที่คุณถือไว้นั่นของผมน่ะครับ' 
'ขอโทษนะคะ ฉันดันหลับนานไปหน่อย'
'ไม่เป็นไรครับ ผมยินดีอย่างมากถ้าคุณจะเป็นเจ้าของกล้องตัวนี้'
'ทำไมล่ะคะ?'
'หึๆ...'

เขาได้ให้โน้ตเล็กๆแล้วเดินจากไป แถมนำสมุดสีชมพูตัวจี๊ดของฉันคืนมาให้ เนื่องจากเขาได้บอกกับฉันว่าคุณทำตกไว้สักแห่ง....นั่นคุณก็รู้ดีอยู่แล้ว อย่าลืมไปล่ะ เพราะชื่อของผมก็คือ... สิ่งที่เขียนไว้ใต้กล้องนั่นแหละ 

เสียงวารีจากวิหารฝนก็มิอาจทำให้ใจฉันชุ่มชื้นได้
มีกาลวิญญูที่คอยปกปักพสุธา ณ เบื้องนภา 
เสียงสดับในอุราก็ทำให้ฉันกลับรื่นภิรมย์ 
แล้วดวงฤทัยของฉันเขาอยู่ในกล้องฟิล์มนี่แล้ว

มิติกระจกของคุณ ขอให้ผมได้เป็นคนซ่อมหัวใจคุณอีกครั้ง
  



                          
SHARE
Written in this book
Letter form the past - tell to the Future
จดหมายฉบับนี้หวังว่าจะกล่าวเธอในวันที่เธอเติบโตขึ้น 
Writer
Clichez
Writer
กลิ่นอายจางๆจากอดีตย่อมผ่านและจากไปแต่อนาคตอันเลือนลางคอยส่งความรู้สึกไปยันปัจจุบันเสมอ มีแค่การเล่าเพียงสิ่งเดียวคอยเติมเต็มหัวใจให้มีชีวิตอีกครั้ง

Comments