วัยรุ่นวัย50ของฉัน
สวัสดีค่ะ ทุกคน เรื่องราวต่อไปนี้ เราขอพูดถึง ผู้หญิงคนนึงที่เราเกิดมาก็เรียกเขาว่าหม่าม๊า หรือแม่ นั่นเอง ตอนเด็กๆแม่เราเป็นคนดุมาก จอมเนี๊ยบ ตอนเด็กๆเราสองคนพี่น้องจะเล่นเป็นเวลา นอนเป็นเวลา จนเราโตขึ้นมาหน่อย เราก็ต้องมาช่วยแม่ขายของ และไม่ได้เวลาคุยเรื่องส่วนตัวให้กันฟังเท่าไหร่ เรื่องผู้ชายนี่ไม่ต้องพูดถึงแม่เราเบรคตลอด ยังเรียนไม่จบ อย่าพึ่งมีแฟนนะ อยากลำบากหรอ

เนี่ยยยยย ประโยคเดิมที่ได้ยินมาตั้งแต่ม.ต้น จนจบม.6 แล้วพอเราเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย อยู่หอไม่ค่อยได้กลับบ้า ปี1เป็นวัยของความสนุก สังคมเรากว้างขึ้นมีเพื่อนเยอะขึ้น และที่จำได้ เรากลับบ้านน้อยลง..... หลังจากนั้นไม่กี่เดือน เราก็รู้ว่าแม่เป็นเบาหวานขึ้นตาจนเป็นต้อกระจก 

หลังจากนั้นมา เราก็ต้องหาเวลากลับบ้านไปดูแลแม่บ้าง พาแม่ไปหาหมอบ้าง เพราะคนที่บ้านก็ไม่มีใครว่างพาไป ทำแบบนี้มาเรื่อยๆจนถึงปี2 แม่ได้ผ่าตัดโดยการใช้เลเซอร์ และเราสองคนพี่น้องก็ต้องผลัดกันดูแลแบบนี้เรื่อยๆ หมอบอกว่าอย่าให้ใช้แรงทำอะไรเยอะจนกระทบกระเทือนดวงตาเด็ดขาด แต่หม่าม๊าคือดื้อของคนดื้อ ยังทำงานงกๆ ปกติ แต่เราก็เริ่มพูดและเข้าหาทีละนิด จนเราสนิทกันมากๆ คุยกันทุกเรื่อง ขนาดอกหักยังคุยโทรหากันปกติ ปลอบเราทุกนาทีจริงๆ คำพูดที่ได้ยินครั้งนั้นและจำมาจนทุกวันนี้คือ ไม่มีใครรักเรา แต่เราต้องรักตัวเอง สุดท้ายแล้วเราต้องเดินต่อ อย่าเก็บมาเป็นขยะ  เชี่ยยยยย ทรงพลังหว่ะ ........
และความสนิทของวัยรุ่นวัย50 กับเด็กหญิงวัย22ปี ก็เริ่มซี้กันขึ้นเรื่อยๆ เราคุยกันแต่เรื่องตลก เล่าว่าไปทำอะไรมาบ้าง เครียดนั่นนี่ ต่างคนต่างเจออะไรแย่ๆ แต่เราคุยกันคือ โอเค สบายใจ แต่เรื่องสุขภาพก็ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ 

ช่วงฝึกงานก่อนขึ้นปี4 เราค่อยข้างยุ่งๆกับชีวิตมาก จนเราเกือบลืมวัยรุ่นวัย50ของเราไปสนิท จนอาทิตย์นั้นเราไม่ไหว เหนื่อยและคิดถึงมากๆ และกลับบ้าน วันนั้นเราอยู่บ้านดูทีวี คุยกันปกติ แต่หม่าม๊ามีอาการหายใจติดขัด จนไม่ไหว เรากับพ่อและน้อง ตัดสินใจพาไปโรงพยาบาล จังหวะนั้นคือ คิดว่า อาจจะไม่เป็นอะไรมาก แต่ผลที่ออกมาคือ ตัวบวมเพราะเป็นโรคไต น้ำท่วมปอด..... คุณพระ คือ อาการบวมที่เราเห็น เราคิดว่าแม่อาจจะอ้วนขึ้น หรือ อาหารอร่อย และอาการหายใจไม่สะดวกเพราะน้ำท่วมปอด ทำให้เหนื่อยง่ายไปหมด อาการหนักจนหมอให้แอดมิทเอาน้ำออกจากปอด เกือบครึ่งเดือน สภาพที่เราเห็นแม่ตัวเองใส่สายออกซิเจนช่วยหายใจ ใส่ท่อปัสสวะ ห้ามขยับตัว นอนได้เฉยๆ ยืนพูดข้างๆเตียงด้วยความรู้สึก

อยากร้องไห้แต่ทำได้แค่บอกว่า ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หายแล้วเนอะ
  และพอออกมาจากโรงพยาบาลแล้ว ห้ามทำอะไรให้เหนื่อยมาก ต้องระวังเรื่องการกิน จำกัดน้ำที่ดื่มใน1วัน เชี่ยยยยย ทรมานสัสๆ สงสารแม่ตัวเอง หลังจากนั้น เราพยายามกลับบ้านบ่อยขึ้น ทำกับข้าวให้กิน พาไปชอปปิ้งบ้างนิดๆหน่อยๆ คอยบอกว่าให้ทำงานน้อยลง ไม่ไหวก็พัก และก็พาไปหาหมอตามนัดอย่างทุกครั้ง 
ครั้งล่าสุด แม่นอนโรงพยาบาลในวันที่เรามีประชุม น้องเรารีบกลับไปดูเพราะเรากลับไม่ได้ เราโทรหาหม่าม๊า และถามอาการ 
เรา : ม๊าเป็นไงมั่ง โอเคไหม ?????
ม๊า : กำลังขึ้นไปพัก เขาพึ่งไปเอกซเรย์มา 
เรา : หมอว่าไงมั่งอะ 
ม๊า : ก็เหมือนเดิม (น้ำท่วมปอด ) ต้องนอนเอาน้ำออก
เรา : หื้มมมม นอนกี่วัน 
ม๊า : ยาวไปยาวไป.........
เรา : 55555555 รู้เรื่อง

 และหมอให้ตรวจคลื่นหัวใจ เพื่อเช็คว่ามีอาการแทรกซ้อนจากโรคที่เป็นอยู่ไหม สรุปคือ ผลออกมาว่าเป็นโรคหัวใจจริงๆ คือเราก็แอบอึ้งไปนิดๆว่า มันจะเป็นกันง่ายขนาดนั้นเลยหรอ มันอยู่ใกล้กันมากๆ อาจจะเป็นผลข้างเคียง แต่เราโอเคนะ 
เราถามเหมือนเดิมแหละว่า 
เรา : หมอว่าไง 
ม๊า : ให้มาอีกทีนึง 
เรา : สรุปเป็นจริงๆหรอ? 
ม๊า : เอ้าก็มันเป็นนี่นา 
เรา : ตื่นเต้นหว่ะ 55555

พอแม่เราเป็นแบบนี้เราได้คุยกันเยอะขึ้น หลายๆเรื่อง มุมมองความคิด ไม่ค่อยปรับเปลี่ยนไปเยอะ อาจเป็นเพราะเราถูกสอนมาแบบนี้ตั้งแต่แรกๆ เราเลยอาจจะสนิทกันได้ง่าย

จริงๆ เป็นแบบนี้ก็ไม่ได้แย่นะ ยิ่งรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมอีกที่เราได้อยู่ด้วยกันบ่อยๆ ไม่เป็นไร สู้ไปด้วยกันนะวัยรุ่น
เก่งอยู่แล้ว 💛

ปล. ใครที่กำลังเป็นแบบเรา อยากให้สู้และเรียนรู้ที่จะสู้ไปกับคนที่เรารัก เพราะสุดท้าย กำลังใจนี่แหละคือยาที่โคตรวิเศษเลย

SHARE
Writer
Aliebebest
Writer,LifeDesigner
I'm Thai citizen in the world🌍 Believe in myself. Freezing a moment ❄️ - Efforts is always rewarded. -

Comments