บันทึกของผู้ป่วย page 27
วันอาทิตย์ ที่4 สิงหาคม พ.ศ.2562
คุณใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสีน้ำเงินลายตารางสีขาวใหญ่ๆ
มือคุณยังใหญ่เหมือนเดิมเลย...
คุณยังคงน่ารักเหมือนเดิม...
รอยยิ้มทุกครั้งที่เราเจอกัน

พอมานั่งเรื่องแรกที่คุณถามคือเรื่องเล็บของฉัน
คุณถามว่าเป็นอะไรมาทำไมต้องตัดเล็บแบบนั้น
ฉันก็ตอบว่าฉันเป็นเล็บขบต้องถอดเล็บ
คุณก็ทำท่าสยองเล็กๆทำเอาฉันหัวเราะ
คุณถามว่ามันต้องฉีดยาชาที่เล็บใช่ไหม
ฉันก็บอกว่าใช่
คุณถามต่อว่ามันเจ็บรึเปล่า
ฉันเลยตอบไปแบบกวนๆว่า “หมอต้นก็ลองดูสิคะ”
ต่อมาคุณก็คุยเรื่องเรียน
ต่อมาคือเรื่องพ่อแล้วก็เรื่องแม่
ซึ่งฉันก็ตอบไปตามความเป็นจริง
คือฉันมีงานแก้เยอะมากในช่วงนี้ และเครียดเรื่องการเรียนที่สุดคุณก็แนะนำให้ฉันเรียนแบบชิวๆไป
ซึ่งเอาตรงๆในหัวใจฉันก็แอบต่อต้านอยู่
เพราะจริงๆฉันอยากเรียนแบบจริงจัง
แต่ถ้าคุณขอ...ฉันจะทำให้ก็ได้

ส่วนเรื่องพ่อคุณถามว่าเขาดีขึ้นไหม
ฉันก็ตอบไปว่าเขาดีขึ้นในของเขา
คุณก็ถามต่อว่า ดีขึ้นเป็นที่พอใจของฉันรึยัง
ฉันเลยตอบว่า ฉันไม่ได้คาดหวัง

เรื่องแม่คุณถามฉันเรื่องที่คราวที่แล้วฉันงอนกับแม่เรื่องซื้อไอแพด คุณถามว่าตอนนี้ฉันได้ไอแพดรึยัง
ฉันหัวเราะแล้วก็ตอบว่า“ชาติหน้ามั้ง เกิดอีก10ชาติยังไม่ได้เลย”

พอเราไม่มีท็อปปิกคุยกัน ความอึดอัดมันก็เริ่มก่อตัวขึ้นช้าๆ
จนคุณถามเรื่องจัดฟัน คุณถามว่าไม่คิดจะจัดฟันบ้างหรอ
ฉันก็ตอบคุณไปว่าฉันก็อยากจัดแต่ของฉันมันต้องถอนฟันแล้วก็ผ่าตัดเลื่อนฟันเข้าไป
คุณก็ทำท่าเหมือนมันคือความรู้ใหม่สำหรับคุณ
คุณก็พูดต่อว่าคุณกำลังจะไปจัดฟันเพราะว่าฟันคุณห่าง
ฉันเลยถามว่าทำไมต้องจัด
คุณก็ตอบว่า ตอนแก่กลัวฟันเหยินแล้วก็เรื่องบุคลิกภาพเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักจิตวิทยา
สักพักคุณก็พูดกับฉันเรื่องความรัก
คุณถามถึงสาวอีสาน
ซึ่ง...คุณแซวฉันก็รู้
คุณถามว่าฉันชอบใครอยู่กันแน่
ฉันไม่ได้ตอบคำถามไป แต่คุณก็ถามถึงแฟนเก่า
คุณถามว่าเลิกกันได้ยังไง
ฉันก็ตอบไปว่า“ก็มัน...ก็มันนอกใจอ่ะ”
คุณหัวเราะเล็กๆก่อนจะหันไปจดอะไรใส่กระดาษ
“ห้ามบอกแม่กับป๊านะ”ฉันพูดดักคุณไว้ก่อนที่คุณจะเอามันไปบอกพ่อกับแม่ว่าฉันมีแฟน
คุณไม่ได้รับปากแต่ถามต่อว่า แล้วยังมีความรู้สึกอะไรอยู่ไหม
ฉันก็ตอบไปตรงๆว่า ฉันไม่ได้มีความรู้สึกอะไรแล้ว เพราะเขาก็มีแฟนใหม่ ฉันเองก็คุยกับเขาเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง แล้วฉันก็ไม่ได้ชอบเขาแล้วด้วย
คุณถามอีกครั้งว่าฉันชอบใคร
ฉันไม่ตอบ คุณจึงพูดขึ้นมา“แสดงว่าเรากำลังมีความลับ”
“ใช่!”ฉันตอบเสียงแข็ง(ถึงมันจะสั่นก็ตาม ฉันจะถือว่านั่นเป็นเสียงแข็งสำหรับฉันนะ)
“แล้วเราคิดว่าการที่เรามีความลับแบบนี้ มีผลต่อการรักษารึเปล่า”คุณถามพร้อมกับถอดแว่นออกมาแล้วมองหน้าฉัน
“ไม่”ฉันตอบ
“โอเค”เขายักไหล่พร้อมกับสวมแว่นที่ถอดออกมา
“แล้วเรื่องเกี่ยวกับตัวเราล่ะ”เขาถาม
“...”ฉันเงียบ มันมีหลายหมื่นล้านคำที่อยู่ในหัวสมองของฉัน ฉันไม่ได้พูดอะไรแต่น้ำตามันไหลออกมาเองโดยที่ฉันบังคับมันไม่ได้
“เรามีเรื่องอะไรก็มาแชร์กันได้นะ”เขาบอกแล้วขยับตัวเข้ามาใกล้ฉัน หัวเข่าของเราสองคนชนกันและคุณก็ยกมือขอโทษเล็กๆ
ฉันก็ร้องไห้พร้อมกับเล่าเรื่องที่หมอจอมไม่ฟังฉัน
ฉันเล่าว่าฉันอึดอัดแค่ไหนที่ต้องระบายโดยที่เขาไม่ได้มีความสนใจฉัน
คุณเหมือนพยายามแก้ต่าง
ฉันได้แต่กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งอยู่ในหัวตัวเอง
ฉันไม่อยากพูด...
เพราะฉันแค่ไม่อยากเป็นบ้าต่อหน้าคุณ...ที่รัก
คุณดีเกินกว่าจะมาเห็นเธอออกมาอาละวาด
คุณเป็นคนที่ไม่ควรจะมากังวลกับเรื่องฉัน
ฉันบอกคุณไปว่าฉันจะไม่บอกคุณทั้งหมด
เพราะถ้าบอกทั้งหมดคุณได้จับฉันยัดเข้าโรงพยาบาลแน่ๆ
คุณบอกว่า ถ้าฉันไม่ชอบโรงพยาบาลที่นี่ก็ไปอยู่ที่อื่นได้
ฉันส่ายหัวแล้วบอกว่าฉันไม่อยากทำให้แม่เสียเงินอีกแล้ว
สุดท้ายก่อนออกจากห้องคุณบอกให้ฉันโทรเบอร์ฮอตไลน์จิตเวชถ้าไม่ไหว หรือไม่ก็โทรมาที่นี่แล้วถ้าคุณอยู่คุณจะโทรกลับ
ฉันแอบตัดพ้อไปเล็กๆว่ายังไงก็ไม่มีใครฟัง
คุณยิ้มบางๆแล้วก็บอกว่าไปเถอะคนไข้คนต่อไปรออยู่
ฉันพยักหน้าและขอกอดคุณ
อ้อมกอดคุณยังคงอบอุ่นเหมือนเดิมที่ได้เข้าไปซุกอยู่ในนั้น
น้ำหอมของคุณยังเป็นกลิ่นเดิม
คุณก็ยังเป็นคนเดิมที่กระซิบให้กำลังใจฉัน

คุณสัญญาแล้วนะ...
คุณสัญญาว่าจะอยู่ฟังฉัน
ไม่ว่าตอนฉันจะทุกข์ใจหรือแม้ว่า...
ตอนฉันตาย
SHARE
Written in this book
บันทึกของผู้ป่วย
บันทึกของผู้ป่วยคนหนึ่งที่หลงรักนักจิตวิทยาประจำตัว
Writer
peachful
patient
คนคิดมาก

Comments