คุยกับหนังสือ : The Behavior Gap
คุณรู้ตัวรึเปล่าว่าวิธีที่คุณพยายามทำให้เงินงอกเงยขึ้นมาความจริงแล้วมันทำให้เงินของคุณลดลง

ความรู้สึกของคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้อาจจะต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าความรู้ในการลงทุนของคุณมีมากขนาดไหน

ถ้าคุณเป็นคนที่พึ่งมีความคิดที่จะเริ่มต้นออมเงินและไม่เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนเล่มไหนเลย แม้แต่ชื่อของ Warren Buffett ก็ยังไม่รู้จัก คุณจะอ่านหนังสือเล่มนี้ได้อย่างสบายๆ แต่ถ้าคุณเคยลงทุนมาบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์แบบไหนก็ตาม แถมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนเป็นตั้งๆ คุณอาจจะรู้สึกหงุดหงิดกับหนังสือเล่มนี้

ไม่ใช่เพราะว่ามันพูดแต่เรื่องพื้นฐานจนน่าเบื่อหรอก แต่เหมือนคนเขียนกำลังชี้หน้าบอกว่าสิ่งที่เราทำทั้งหมดมันไม่ได้เรื่อง

หนังสือเล่มนี้มีทั้งหมด 10 บท ชื่อแต่ละบทก็คือชื่อวิธีที่เราคิดว่าถ้าทำแล้วเงินของเราจะงอกเงย เช่น ‘มองหาการลงทุนที่ยอดเยี่ยม’ ‘ติดตามข่าวสาร’ ‘วางแผนการเงิน’ ‘ลงทุนกับสิ่งที่คุ้นเคย’ ‘หาเคล็ดลับของคนที่ประสบความสำเร็จ’ ซึ่งวิธีที่ว่ามาทั้งหมดนี้ล้วนแต่ทำให้เงินของเราค่อยๆหายไปเรื่อยๆ บางทีอาจหนักถึงขั้นถังแตก

อย่างบทแรกชื่อว่า ‘ยืดหยุ่นตามตลาด’ ก็คือการที่นักลงทุนทั้งหลายพยายามที่สับเปลี่ยนทรัพย์สินที่ลงทุนตลอดเวลาเพื่อไล่ล่าผลตอบแทนให้ได้ทุกสภาพตลาด นักลงทุนบางคนเลือกลงทุนในกองทุนรวมแต่ใช้วิธีซื้อมาขายไปเพื่อทำกำไรจากส่วนต่าง แต่ปัญหาคือพวกเขาเลือกจังหวะการลงทุนได้แย่มาก ถ้าพวกเขาลงทุนในแบบที่ควรจะเป็นคือ ซื้อหน่วยลงทุนแล้วทิ้งไว้อย่างนั้น นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก

Carl Richards จึงคิดค้นคำว่า หลุมดำของพฤติกรรม (behavior gap) ขึ้นมาเพื่อใช้เรียกความแตกต่างระหว่างผลตอบแทนที่นักลงทุนทำได้กับผลตอบแทนที่การลงทุนทำได้ เป็นการตอกย้ำว่าวิธีที่ต่างๆที่นักลงทุนใช้ล่าผลตอบแทนนั้นจริงๆแล้วมันทำผลงานได้ห่วยกว่าวิธีลงทุนแบบเรียบง่ายซะอีก

เราอาจจะคิดว่าเราฉลาดพอที่จะสร้างผลตอบแทนอย่างโดดเด่นได้จากการลงทุน แต่คนเก่งๆอย่างผู้จัดการกองทุน LTCM หรือแม้กระทั่ง Alan Greenspan ก็เคยผิดพลาดจนสร้างความเสียหายขนาดใหญ่ ดังนั้น Richards จึงแนะนำว่าอันดับแรกเราควรตระหนักว่า เราไม่ได้ฉลาดอย่างที่คิด ความจริงแล้วนักลงทุนที่ฉลาดที่สุดคือคนที่ยอมรับว่าตัวเองยังไม่ฉลาดพอที่จะทำนายเหตุการณ์ในอนาคต

บทที่ 2 นี่ทำให้ผมหงุดหงิดมาก แต่พอเริ่มคิดได้กลายเป็นว่าบทนี้เป็นคำแนะนำชั้นเยี่ยมเลยล่ะ

เมื่อเข้ามาในโลกของการเงินการลงทุน เราต่างถูกกรอกหูว่าผลตอบแทนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ยิ่งหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนได้มากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เรามั่งคั่งเร็วขึ้นมากเท่านั้น ผมเองก็ลงมืออ่านหนังสือการลงทุนเพื่อหาวิธีที่สร้างผลตอบแทนชั้นเยี่ยมเพราะคิดว่านี่แหละคือหนทางสู่ความรวย แต่ Richards กลับบอกว่าเรื่องของผลตอบแทนมันไม่ได้สำคัญอะไรมากมาย

Richards บอกว่าการวางแผนอนาคตทางการเงินมันเป็นเรื่องของการได้อย่างเสียอย่าง คุณต้องเลือกระหว่างการใช้ชีวิตในปัจจุบันกับการออมเงินสำหรับอนาคต มันอาจจะดูซับซ้อนแต่มันก็คือการหาจุดสมดุลซึ่งคุณสามารถทำได้ด้วยการตอบคำถามต่อไปนี้

คุณสามารถออมเงินได้เท่าไหร่
คุณต้องการผลตอบแทนในอัตราเท่าไหร่
คุณต้องออมเงินให้ได้เท่าไหร่
คุณต้องใช้เงินก้อนนั้นเมื่อไหร่

สังเกตว่าอัตราผลตอบแทนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการเท่านั้น การแสวงหาผลตอบแทนสูงๆย่อมทำให้อนาคตของเราดูสดใส ถ้าสิ่งต่างๆเป็นไปตามที่เราหวัง

แต่ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่เราสามารถทำได้และได้ผลพอๆกัน และมีความแน่นอนกว่าด้วย เพียงแค่ออมเงินให้มากขึ้นอีกนิด เลื่อนการเกษียณออกไปอีกหน่อย หรือหางานพิเศษทำก็พอ  

วิธีเรียบง่ายแบบนี้แหละที่เรามองข้ามและหลักใหญ่ใจความของหนังสือเล่มนี้ก็พยายามที่จะทำให้เราพยายามทำสิ่งที่เรียบง่ายเหล่านี้

ทางออกของปัญหามันเรียบง่ายกว่าที่เราคิด แต่พอผู้คนได้ยินคำแนะนำที่เรียบง่ายในการลงทุนหรือวางแผนทางการเงินก็มักจะผิดหวัง พวกเขาจะอุ่นใจมากกว่าถ้าได้รายงานเล่มหนาเตอะที่เต็มไปด้วยตารางและกราฟ

ในบทที่ 10 Richards เล่าว่าเพื่อนที่เป็นหมอของเขาคนหนึ่งบอกว่าคนไข้ผิดหวังมากเมื่อเขาแนะนำวิธีรักษาที่ค่อนข้างเรียบง่าย เช่น ‘กลับบ้านไปนอนพักผ่อน’ หรือ ‘เลิกสูบบุหรี่และกินอาหารขยะให้น้อยลง’ พวกเขาไม่อยากเชื่อว่ามีวิธีรักษาที่เรียบง่ายแบบนี้อยู่ พวกเขาต้องการรับการรักษาที่ดูยุ่งยากอย่างการผ่าตัด

ทำไมคนเราถึงผิดหวังกับวิธีเรียบง่าย ก็เพราะมันบอกให้เราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเอง  
 
Jim Roger กล่าวว่า “ใครก็ตามที่เน้นเรื่องการออมเงิน การลงทุน และการทำงานหนักจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่เน้นเรื่องการบริโภค การกู้ยืม และการใช้จ่าย”  

เรียบง่าย แต่ไม่ง่าย

หนังสือเล่มนี้พยายามให้เราใส่ใจว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นเรื่องการเงินส่วนบุคคล ดังนั้นเวลาที่ฟังกลยุทธ์การลงทุนที่พวกนักลงทุนรายใหญ่หรือสถาบันใช้ คุณอาจจะต้องคิดทบทวนก่อนที่จะลองทำตาม อย่างบทที่ 3 Richards ยกตัวอย่างของ Harvard กับ Yale ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าทั้งสองมหาวิทยาลัยนั้นใช้กลยุทธ์อะไรในการลงทุน แต่ที่แน่ๆเป้าหมายในการลงทุนของสถาบันการศึกษาย่อมแตกต่างจากเป้าหมายของคนทั่วไป

Harvard อาจจะตั้งเป้าหมายโดยดูจากอะไรหลายอย่าง ไล่ตั้งแต่มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนในปัจจุบันไปจนถึงการตัดสินใจสร้างวิทยาเขตแห่งใหม่ในเอกวาดอร์

ส่วนเป้าหมายของคนทั่วไปล่ะ ก็อาจจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการศึกษาของลูกๆ หรือไม่ก็การช่วยพ่อแม่ที่อายุมากแล้วมีเงินใช้โดยไม่ต้องทำงาน

คุณไม่จำเป็นต้องลงทุนแบบ Harvard เพราะพวกเขามีขนาดพอร์ตการลงทุน เป้าหมาย และระดับความเสี่ยงที่รับได้ต่างจากคุณ พวกเขาอาจจะให้บทเรียนบางอย่างได้ แต่คุณก็ต้องมีกลยุทธ์ที่คิดขึ้นโดยตัวคุณเองโดยเฉพาะ

การติดตามข่าวสารสามารถส่งผลลบต่อการตัดสินใจทางการเงินได้ โดยปกติเวลาที่เราขอคำแนะนำการลงทุน เราก็มักจะมองหาผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน คำถามอาจจะเป็นตลาดตอนนี้เป็นยังไง ตลาดจะเป็นยังไงต่อ 

Richards เองก็เจอคำถามประเภทนี้และเขาก็มักจะตอบว่าไม่รู้ แถมไม่ค่อยติดตามตลาดหุ้นด้วย ซึ่งทำให้อีกฝ่ายอึ้งจนถามว่าจริงๆแล้วนายทำงานอะไรกันแน่ เป็นผู้เชี่ยวชาญการวางแผนทางการเงินประเภทไหนกันถึงไม่ยอมติดตามตลาด

เขาอธิบายว่า “ผมช่วยให้ผู้คนตัดสินใจเรื่องเงินอย่างชาญฉลาดเพื่อที่พวกเขาจะได้สร้างและรักษาความมั่งคั่งเอาไว้ได้ การทำงานนี้ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าตลาดหุ้นเป็นอย่างไรบ้างไม่ว่าจะเป็นปัจจุบันหรือในอนาคต”  

ตลอดทั้งเล่ม Richards จะพยายามทำให้เรามีมุมมองการลงทุนที่ดีขึ้น บางทีการลงทุนที่ดีอาจจะไม่ได้มาจากการเอาเงินไปลงในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ กองทุน หรือตราสารพิสดารต่างๆ บางทีการลงทุนที่ดีก็มาจากการลงทุนในตัวเรา
 
เช่น ชายคนหนึ่งที่เป็นโรคซึมเศร้า เขาตัดสินใจทำเรื่องกล้าหาญอย่างหนึ่งนั่นคือเอาบ้านไปจำนองเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบำบัดอย่างจริงจัง

5 ปีหลังจากนั้น เขารักตัวเองมากขึ้นและลาออกจากงานที่ไม่มีแววรุ่งเพื่อเริ่มต้นอาชีพนักเขียน หนังสือของเขาขายได้ 5 แสนเล่มและยังเขียนบทความอีกนับไม่ถ้วน เขาเล่าว่าการบำบัดครั้งนั้นเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในชีวิต

มุมมองแบบนี้เราคงไม่เจอในหนังสือกลยุทธ์การลงทุนแน่ๆ
ถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะเป็นเรื่องการเงิน แต่มันไม่ได้บอกเราเลยว่าเราควรเอาเงินไปลงทุนอะไร อย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้จะให้กรอบความคิดที่จะทำให้เราตัดสินใจทางการเงินดีขึ้น

Richards อยากให้เราตะหนักว่าเรามีเวลาและพลังงานจำกัด ดังนั้นเราต้องใช้อย่างชาญฉลาด โลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลสามารถทำให้เราเหนื่อยล้า แต่ Richards มีกฎอันเรียบง่ายที่จะช่วยเราไว้ นั่นคือ ให้จดจ่อเฉพาะเรื่องที่มีความสำคัญกับคุณและเป็นสิ่งที่คุณควบคุมได้  

เมื่อคุณรับข้อมูลเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นข่าวการก่อการร้ายในต่างประเทศ ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ย ผู้บริหารชั้นสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ถูกจับ ก็ขอให้คุณใช้กฎนี้ในการเลือกรับข้อมูล

ถ้ามันสำคัญกับคุณและคุณควบคุมได้ คุณก็ต้องจดจ่อกับมัน

แต่ถ้ามันเป็นเรื่องที่นอกเหนือจากนี้ ก็ช่างมันเถอะ 

SHARE
Writer
Stikpost
Readaholic / INFJ
เพจนี้เป็นเหมือน sandbox ของผมครับ เอาไว้ฝึกปรือการเขียน เอาไว้ทดลองเขียนแนวคิดต่างๆ เอาไว้แบ่งปันสิ่งที่ผมพบเจอ เพราะงั้นบางทีเนื้อหาอาจจะมีหลายๆแนว หวังว่างานเขียนของผมจะมีประโยชน์และทำให้ผู้อ่านเพลินไปกับมันนะครับ

Comments

BBBUN
2 months ago
ให้ข้อคิดที่ดีมากๆเลยค่ะ
Reply
ktyn
2 months ago
กำลังคิดเรื่องนี้อยู่พอดีเลย ได้อ่านแล้วได้ข้อคิดอะไรมากขึ้น
Reply
nananatte
1 month ago
ขอบคุณค่ะ :-)
Reply