เรื่องเล่าจากชายไร้ตัวตน

ติ๊ด

ติ๊ด

ติ๊ด


เสียงเครื่องมือทางการแพทย์ดังขึ้นเป็นระยะ ประกอบกับจอแสดงผลที่ทำให้รู้ว่าคนไข้ที่ใช้เครื่องนี้ยังมีชีวิตอยู่ อัตราการเต้นของหัวใจช่างแผ่วเบา ม่านสีขาว ผนังสีขาว ผ้าคลุมเตียงสีฟ้ากับชุดคนไข้ที่ใส่อย่างลวกๆนั้นเข้ากับคนบนเตียงเสียจริง



ใบหน้าของชายวัย19ปี ดูเงียบสงบ ริมฝีปากบางๆนั่นรับกับคางแหลมได้รูป สันจมูก แพขนตารวมไปถึงเส้นผมสีน้ำตาลเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ จริงๆแล้วจะพูดว่าเขาคือผู้ชายที่หน้าตาดีก็ได้ เพียงแต่ว่าเจ้าตัวคงไม่ตื่นขึ้นมาฟัง



เป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ที่ร่างของ ‘เจฟ’ ยังคงถูกดูแลโดยพยาบาลพิเศษ ทุกๆวันจะมีคนมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เช็ดตัว หรือเปลี่ยนถุงน้ำเกลือให้ แจกันดอกไม้ข้างหัวเตียงก็เช่นกันทุกครั้งที่มันเหี่ยวเฉาก็จะมีดอกใหม่มาเปลี่ยนอยู่เสมอ ซึ่งก็มาจากแม่ของเขาบางครั้งก็ครูอาจารย์ รวมไปถึงใครบางคนที่เฝ้าดูเจฟอยู่ห่างๆ แม้แต่ตอนนอนนิ่งเป็นร่างป่วยๆเขาก็ยังได้รับความสนใจอยู่ดี



“เจฟ”



“วันนี้แม่มานอนเป็นเพื่อนนะ พ่อแกเข้ากะดึก ส่วนพี่แกก็ไปเที่ยวกับแฟนที่ต่างประเทศ”



เหมือนพูดกับฟ้ากับฝน แต่ผู้เป็นแม่ก็ทำแบบนี้ทุกครั้ง คนอื่นๆก็เช่นกัน ทุกคนทำเหมือนว่าเจฟได้ยินในสิ่งที่เขาพูด เหมือนกับรอสัญญาณการตอบกลับจากร่างบนเตียง จะเป็นเพียงปลายนิ้วกะดิกหรือลืมตามายิ้มให้กันนั่นก็คือความหวัง



หวังว่าเจฟจะตื่นขึ้นมาจริงๆ



ไกลออกไปแค่สองช่วงแขนยังมีอีกคนที่อยู่ในห้องนี้ด้วย เก้าอี้ถูกจับจองเป็นที่ของเขา เจ้าตัวนั่งดูความเป็นไปของเวลาผ่านมุมนี้มาสักพักจนแม่ก้าวเท้าเข้ามาถึงได้ลุกขึ้นไปยืนอยู่ข้างหล่อน



ทั้งห้องเงียบสงบไม่มีแม้แต่เสียงลม ผ้าม่านไม่เคลื่อนไหว เสียงที่ดังที่สุดยังคงเป็นเสียงของเครื่องมือทางการแพทย์ มือเรียวได้รูปวางลงบนแผ่นหลังของผู้เป็นแม่อย่างแผ่วเบาแล้วลูบขึ้นลงราวกับคนคนนั้นจะรู้สึกถึงสิ่งที่เขาทำ



แต่ก็ไม่



แม่เดินไปทางโซฟา นั่งลงพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มาเช็คอย่างเป็นธรรมชาติ เจ้าของมือคู่นั้นทำได้เพียงลดมือลงแล้วยิ้มเจื่อนๆก่อนจะกลับไปนั่งบนเก้าอี้ตัวก่อนหน้านี้ ที่มุมเดิม มุมของวิญญาณแบบเขา



วิญญาณที่ไม่ยอมกลับเข้าร่างเสียที



.
.
.
.
.
.



ย้อนกลับไปเมื่อห้าหกวันก่อน ‘เจฟ’ ยังคงตกใจและช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาลืมตาตื่น ลุกยืน แต่ร่างของเขาไม่ตามมาด้วย เจฟเห็นตัวเองนอนนิ่งๆบนเตียง ข้างกายมีคนในครอบครัว หมอและพยาบาลที่กำลังอธิบายอะไรสักอย่าง เขาฟังไม่รู้เรื่องเท่าไหร่แต่จับใจความคร่าวๆได้ว่าซี่โครงหักแถมมีการกระทบกระเทือนทางสมองและอาจใช้เวลานานในการพักฟื้น



เจฟในตอนนั้นได้แต่เดินว่อนไปทั่วห้อง เขาพยายามที่จะกลับเข้าร่าง ทำทุกวิถีทางแต่ผลก็ออกมาเหมือนเดิม วันแรกๆเจฟสติแตกสุดๆ ชายหนุ่มในร่างวิญญาณร้องไห้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาได้ยินเรื่องราวตัวเองผ่านปากคนที่มาเยี่ยมในแต่ละวัน



เจฟถูกรถชน



เป็นอุบัติเหตุที่ร้ายแรงมากในชีวิตเขา



บางครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นได้เขาก็จะนั่งร้องไห้ที่มุมเดิมๆ



อ่อนแอจริงๆ



แต่ความเศร้าอยู่กับวิญญาณรักสนุกแบบเจฟได้ไม่นานหรอก เขาพึ่งรู้ว่าตัวเองสามารถออกไปจากห้องสี่เหลี่ยมนี่ได้ ไปที่ที่ตัวเองเคยไปได้แน่นอนว่าไม่ให้เสียโอกาสนั้น เจฟกลับไปยังสถานที่ที่เขาอยากจะไป บ้าน โรงเรียน สถานบันเทิง หรือย่านที่วัยรุ่นมักจะไปเดินกัน เจฟกลับไปที่เหล่านั้นและทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ



สิ่งที่เจฟอยากทำหรอ?



การลองเป็นคนไม่มีตัวตนนี่แหละ



เจฟในชุดของโรงพยาบาลหยุดนิ่งอยู่กลางถนนที่ขวักไขว่ไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ทุกคนเดินผ่านเขาไป ไม่มีใครเอะใจกับความรู้สึกแปลกๆ ณ ตอนเดินผ่านกลุ่มก้อนพลังงานที่เรียกว่าวิญญาณ



แขนสองข้างกางออกพร้อมกับตะโกนเสียงดังที่ไม่มีใครได้ยิน



“วู้วววว”



เจฟยิ้มจนลักยิ้มที่พระเจ้าประทานให้โผล่ขึ้นมาบนพวงแก้มทั้งสองข้าง เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก



การเป็นคนไม่มีตัวตนมันดีแบบนี้นี่เอง



ไม่ต้องกลัวคำพูดใคร ไม่ต้องสนใจสายตาใคร



นี่เป็นครั้งที่สองที่เขารู้สึกได้ถึงการเป็นตัวของตัวเองสุดๆ



ส่วนครั้งแรกน่ะหรอ



ครั้งแรกคงเป็นตอนที่เขาชอบคนคนนั้น



คนที่เป็นเจ้าของดอกกุหลาบขาวในห้องพักที่โรงพยาบาล



คนที่ทำให้เจฟรู้สึกถึงการมีชีวิตอยู่อีกครั้ง



.
.
.
.
.
.



นอกจากบ้านก็เป็นโรงเรียนที่เจฟนั้นกลับไปบ่อยๆ กิจกรรมของวิญญาณอย่างเขาไม่มีอะไรมากนอกจากการไปดูเพื่อนเรียนและแอบดูคนที่ตัวเองชอบ เอาจริงๆเหมือนเป็นพวกโรคจิตที่ชอบตามดูชาวบ้าน แต่พอนึกขึ้นได้ว่าไม่มีใครมองเห็นเจฟก็ทิ้งความคิดนั้นไป



เหมือนซื้อบัตรหกพันมานั่งใกล้ๆไอดอลที่เราชอบ สุดยอดจริงๆ



เจฟพึ่งรู้ว่าคนที่ตัวเองชอบมีแผลเป็นที่หางตา แต่มันไม่ได้ทำให้คนคนนี้น่ารักน้อยลงเลย หลายครั้งที่เจฟยื่นมือไปสัมผัสกับแผลเป็นนั่นบ่อยๆ เขาไม่รู้ว่าไปได้แผลนี่มาจากไหน แล้วก็คงไม่ได้มีโอกาสได้ถามในเร็วๆนี้หรอก



ถึงเวลาเลิกเรียนเป็นเวลาที่เจฟชอบมาก เอาจริงๆเขาไม่ได้ชอบโรงเรียนนี่สักเท่าไหร่เลยดีใจมากไปหน่อยตอนเสียงออดคาบสุดท้ายดังขึ้น เจฟเดินตามคนที่ชอบออกจากโรงเรียนไปเรื่อยๆ เท้าเปล่ากับชุดคนป่วยเดินเคียงข้างไปกับเด็กชายในชุดนักเรียนกระเป๋าจาคอป



เจฟรู้สึกมีความสุขจริงๆ



เด็กชายในชุดนักเรียนหยุดนิ่งที่ริมแม่น้ำสถานที่ยอดฮิตของวัยรุ่นในย่านนี้ เขาทำแค่เพียงมองดวงอาทิตย์ตกดิน มองสีท้องฟ้าและสีของน้ำเปลี่ยนไปตามระยะเวลา นกบินกลับรัง เสียงน้ำไหลและเสียงของคนรอบกายไม่ได้ทำให้ความสนใจของเขาเปลี่ยน



เจฟยืนอยู่ข้างเขา



เพียงแต่ไม่ได้มองไปที่ภาพด้านหน้า



เจฟมองภาพสะท้อนในดวงตาของอีกคน



ช่างเป็นสีสันที่สวยงาม ราวกับภาพวาดจากศิลปินชื่อดัง



เจฟเลื่อนมือไปแตะที่แผลเป็นของคนข้างกายซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขาหันมาทางเจฟพอดี



“นายเห็นฉันไหม”



คำพูดลอยๆที่เป็นเหมือนลมพัดผ่านไปราวกับไม่เคยอะไรเกิดขึ้น



ไม่มีคำตอบจากคนตรงหน้า



มีแต่เพียงรอยยิ้มบางๆเกิดขึ้นที่มุมปากกับการก้าวข้ามผ่านตัวของเจฟไปอย่างเชื่องช้า



ไม่รู้สึกอะไรเลย



ไม่มีแม้แต่เงาในตา



เจฟไม่มีตัวตนจริงๆด้วย




.
.
.
.
.
.



ก๊อกๆ



เสียงประตูดังขึ้นเป็นตัวเรียกความสนใจได้ดีในวันศุกร์เวลา5โมงเย็น ผู้เป็นแม่เปิดประตูต้อนรับเด็กหนุ่มที่มาพร้อมดอกกุหลาบขาว ชุดนักเรียน จำนวนดาวบนอกเป็นสิ่งที่ทำให้แม่รู้ว่านี่คือเพื่อนของลูกชายตัวเองจึงได้เอาผลไม้และขนมมาให้กินไปพลางๆ



ดอกไม้ถูกเปลี่ยนแล้ว มันดูสดใสและเข้ากับร่างบนเตียงมาก เจฟในร่างวิญญาณคิดแบบนั้นนะ



“วันนี้แม่มานอนเฝ้าคนเดียวหรอครับ”


“อ๋อใช่จ้ะ พอดีพ่อเค้าติดงาน พี่สาวก็ไปฮันนีมูนกับแฟน”


“งั้นวันนี้เดี๋ยวผมอยู่ด้วยจนถึงหนึ่งทุ่มเลยนะครับ”


“ไม่เป็นไรเลยลูก กลับบ้านดึกครอบครัวจะเป็นห่วงเอานะ”


“ไม่เป็นไรครับ บ้านผมอยู่ใกล้โรงพยาบาล ห่างไปแค่ไฟแดงเดียวเองครับ”


“อ๋อ ซอยที่เป็นย่านหมู่บ้านจัดสรรน่ะหรอลูก”


“ใช่ครับๆ”



บทสนทนาดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติจนวิญญาณรักสนุกแบบเจฟอดยิ้มไม่ได้ ถ้าแม่รู้ว่าเขาชอบเด็กผู้ชายคนนี้แค่ไหนแม่คงดีใจตายเลย เพราะนี่มันคนที่น่ารักที่สุดเท่าที่เจฟเคยปล่อยให้เข้ามามีบทบาทในชีวิต ถึงแม้ก่อนหน้านี้ยังไม่มีโอกาสได้แนะนำให้แม่รู้จักแต่ตอนนี้กลายเป็นว่าสนิทกันดี



หนึ่งสัปดาห์แล้วจริงๆที่ทุกคนต่างพากันแวะมาเยี่ยมเยียนแต่มันเทียบไม่ได้จริงๆกับคนคนนี้ ต่อให้มาแค่ดอกไม้ที่พยาบาลเอามาเปลี่ยนให้เขาก็ดีใจแล้ว



“ผมได้ยินว่ากระทบกับเรื่องสมองด้วยหรอครับ”


“ใช่จ้ะ แต่ไม่รู้จะออกมาแบบไหน หมอบอกว่าไม่เสียความทรงจำไปช่วงนึงก็คงจำอะไรไม่ได้อีกแล้ว”





“ว่าแต่วันนั้นหนูได้อยู่กับเขาไหม วันที่โดนรถชน”



เจฟตั้งใจฟังบทสนทนาวันนี้เป็นพิเศษ ทั้งๆที่เขาเลี่ยงจะฟังแล้วออกไปหาอย่างอื่นทำมาโดยตลอด



“ผม..”





“วิ่งตามเขาออกมาครับ”


.
.
.
.
.
.



ผู้เป็นแม่ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบสองแก้มแค่เพียงนึกถึงวันที่เห็นลูกในสภาพเต็มไปด้วยเลือดแม่ก็แทบทำใจไม่ได้ แต่สาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดเรื่องนี้หล่อนก็ไม่รู้แน่ชัด



“ที่โรงเรียนเจฟมีความสุขไหม” เอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเทา


“เรื่องนี้ผมไม่รู้จะตอบยังไงเลยครับ เจฟเรียนเก่ง แต่เหมือนว่าเพื่อนในห้องจะไม่ค่อยชอบเขา ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม”




“ที่โรงเรียนเขาเป็นคนในแสงไฟเลยนะครับ เขาเป็นที่รักของครูแต่กับเพื่อนผมไม่แน่ใจ”


“เขาไม่เคยเล่าให้แม่ฟังเลย”


“ปกติน่ะครับ เจฟเขาไม่ชอบเล่าอะไรแบบนี้ใครฟังที่ผมรู้ก็สังเกตเอานี่แหละครับ”



วิญญาณหนุ่มขมวดคิ้วกับบทสนทนานั่น ทำไมเขาไม่เห็นรู้ว่าเพื่อนไม่ชอบตัวเองเยอะขนาดนั้น ก็พอจะรู้ว่าเขามันเก่งเกินหน้าเกินตาใครไปมากแต่ก็ไม่เคยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบแล้วกดคนอื่นลงเพราะไอ้แสงไฟที่ว่านั่นมันยังส่องลงมาที่เขาอยู่



แค่ขยับนิดเดียวก็เหมือนเกิดแผ่นดินไหว




แบบทฤษฎี butterfly effect




เพราะแบบนั้นถึงได้เป็นคนอ่อนแอรึเปล่านะ




“วันนั้นเจฟเขาได้เป็นประธานชมรมฟุตบอลมั้งครับ ช่วงนั้นเขาพูดเรื่องนี้บ่อยๆ”




“แต่ครูเป็นคนเลือกไม่ใช่ว่าเขาได้เป็นเพราะคนในชมรมโหวต”



“เจฟเลยมีปัญหากับเพื่อน รองเท้าที่แม่ซื้อให้มันพังน่ะครับ แม่รู้ใช่ไหม”


“แม่พึ่งมาเห็นทีหลังนี่แหละ”


“ผมเข้าไปห้ามเจฟ เพราะตอนนั้นเขาสติแตกแล้ว”




“เจฟร้องไห้ตะโกนร้องสุดเสียงเหมือนคนที่ไม่เคยได้แสดงอารมณ์แบบนี้”




“จนครูเข้ามาห้าม แต่เจฟเขาผลักครูออกแล้วพุ่งไปต่อยคนที่มีเรื่องด้วย”




“แม่รู้ใช่ไหมครับว่าเขาพกใบมีดโกนอยู่ตลอด”


“…”





“แม่ครับ…”


“แปปนะจ้ะ”



ผู้เป็นแม่เดินมายังร่างของลูกชายที่นอนบนเตียง สองมือสั่นเทาด้วยความกลัว ความคิดที่ถูกฝังลึกเหมือนโดนขุดขึ้นมาใหม่ ผ้าห่มถูกเปิดออก แม่ถกกางเกงของเจฟขึ้นจนเผยให้เห็นถึงต้นขาที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากของมีคม



มันไม่ใช่ร่องรอยจากอุบัติเหตุรถชน



แต่เจฟทำร้ายตัวเอง



วิญญาณไร้น้ำหนักยืนน้ำตาไหลอยู่ที่มุมห้อง มุมเดิมที่เขาเฝ้ามองทุกคนเข้าออกจากห้อง มุมเดิมที่เห็นตัวเองนอนซีดเป็นไก่ต้มอยู่บนเตียงและเป็นมุมเดียวกันกับที่ความทรงจำก่อนออกจากร่างไหลรวมมากองกันจนเขารับมันแทบไม่ไหว



และนั่นทำให้เจฟนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ได้ประสบอุบัติเหตุ



แต่เขาวิ่งไปหารถเองต่างหาก



เจฟพยายามฆ่าตัวตายและมันไม่ใช่ครั้งแรก



“แม่ไหวไหมครับ” เด็กหนุ่มพยุงอีกคนมานั่งที่โซฟาดังเดิมก่อนจะยื่นทิชชู่ให้


“แม่ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาตั้งใจทำมัน”


“จริงๆเขาก็ยังไม่ได้จะทำมันหรอกครับ จนทุกคนยืนยันว่าเจฟเริ่มเรื่องนั้นก่อนแล้วก็เอาใบมีดออกมาขู่เพื่อน”



ผู้เป็นแม่กัดปากกับเรื่องราวที่ได้ฟังครั้งแรก ลูกเขาต้องเจ็บปวดขนาดไหนก่อนที่จะตัดสินใจทำเรื่องนี้



“หนูอยู่กับเขาทุกครั้งไหมที่เขาทำร้ายตัวเอง”


“ครับ”




“ผมหมายถึงทุกครั้งที่เขาทำมันไปแล้วนะครับ”




“เขาบอกผมว่าโลกนี้อยู่ยาก แต่เขาก็อยากให้ผมมีชีวิตอยู่ต่อ”




“ถ้าจะมีใครสักคนจากไปก็ขอให้เป็นเขา”




“เพราะเขาเหนื่อยเหลือเกินกับการมีตัวตนท่ามกลางแสงไฟ ถ้าเลือกได้เขาอยากให้ไม่มีใครเห็นเขาเลย”



“จนผมเริ่มกลัวว่าเขาจะทำมันสำเร็จจริงๆ”




เจฟปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อยู่ตรงนั้น เขารู้สึกได้ทุกอย่างในตอนนี้ทั้งเสียใจ โกรธและอยากขอโทษเพียงแต่ว่าไม่มีใครมองเห็นวิญญ่ณดวงนี้เลยสักคน เจฟร้องไห้เสียงดังตบตีตัวเองจนแดงไปหมดแต่ก็ยังไม่มีใครเดินมาปลอบเขา เสียงที่ดังแข่งตอนนี้มีแค่เสียงร้องไห้ของผู้เป็นแม่และนั่นยิ่งทำให้เจฟเจ็บปวดกว่าเดิม เพราะแม้แต่น้ำตาสักหยดเขาก็เข้าไปเช็ดให้ไม่ได้



จู่ๆก็รู้สึกอยากอ้วกขึ้นมาเป็นความรู้สึกแปลกๆที่เจฟก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ร่างบนเตียงนั้นดีดดิ้นราวกับโดนไฟฟ้าช็อต แม่และคนที่เจฟชอบมาช่วยกันกดตัวแล้วกดกริ่งเรียกพยาบาลมาให้ดูอาการ ภาพตรงหน้าพร่ามัวจนเจฟมองไม่เห็นอะไรนอกจากแสงสีขาวที่กลืนกินพื้นที่อย่างรวดเร็วจนเขาหมดสติไป



.
.
.
.
.




เป็นวันอาทิตย์ที่เงียบสงบอีกวัน เสียงรองเท้ากระทบทางเดินก้องดังไปทั่ว หมายเลขห้องแสนคุ้นตากับลูกบิดประตูโง่ๆที่เขาต้องถอนหายใจก่อนเปิดมันทุกครั้ง



ก๊อก ก๊อก ก๊อก



เคาะประตูพอเป็นพิธีแล้วเปิดเข้าไปอย่างไม่รีบร้อนเพราะรู้แกใจว่าวันนี้ไม่มีใครอยู่เฝ้าเจฟ อุณภูมิในห้องเย็นกว่าข้างนอกนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ทำให้หนาวมากนัก ดอกไม้ข้างหัวเตียงเป็นจุดหมายแรก กุหลาบสีขาวถูกใส่แทนที่ดอกทิวลิปเหี่ยวๆ เขาจัดมันเล็กน้อยก่อนจะเอาดอกไม้เก่าไปทิ้งแล้วกับมานั่งใกล้เตียง



เหมือนว่าจะปกติแต่วันนี้มันต่างออกไป ไม่มีเสียงของเครื่องช่วยหายใจ ไม่มีเสียงติ๊ดๆๆๆ ที่คอยบอกว่าคนบนเตียงยังมีชีวิตอยู่ไหม มันเงียบกว่าเดิม เงียบจนเขาใจหาย



ดวงตาทั้งคู่จับจ้องไปที่การหายใจของเจฟ มันดูติดขัด แผ่วเบา แต่ก็ยังแสดงให้เห็นว่าเจฟหายใจเองได้แล้ว



เกือบสองสัปดาห์หลังจากเรื่องวันนั้น หมอบอกว่าเป็นภาวะช็อคที่ร่างกายแสดงออกมา เขาไม่ค่อยเข้าใจมากนักแต่มันก็ดีกว่าการเห็นเจฟนอนโดยใช้เจ้าเครื่องเสียงดังนั่น



ชายหนุ่มเสื้อขาวหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งหน้าปกสีเหลืองกับเจ้ากระต่ายที่มีแก้วกาแฟอยู่ข้างๆเป็นสิ่งที่เขาเห็นมันบ่อยๆและจะเห็นทุกครั้งที่มาเยี่ยมเจฟ



ใช่ เขามาอ่านหนังสือให้เจฟฟัง



วันนี้เขาเลือกบทนี้มาเป็นพิเศษ บทที่ชื่อว่า จุดลึกและมืดที่สุด



“สิ่งที่อยู่ในตัวเรา แต่กว้างใหญ่ไพศาลดั่งจักรวาลจนยากที่จะเข้าใจรู้ซึ้งก็คือจิตใจนี่เอง…”




“มีทั้งจุดที่สาดส่องด้วยแสงตะวัน จุดสะท้อนแสงจันทร์เย็นชา และจุดที่มืดมิดไร้แสงสว่าง…”




“ณ ตรงนั้นอาจมีตัวเราที่เราไม่เคยเห็นซ่อนอยู่…”




เขาหยุดอ่านไปพักหนึ่ง




“นายเป็นแบบไหนเจฟ”




ไม่มีเสียงตอบรับจากคนตรงหน้า แต่เขาไม่ได้ผิดหวังอะไรเพราะมันมักจะเป็นแบบนี้เสมอ




“อย่าทิ้งขว้างตัวเองอีกเลยนะ…”




“ได้ยินรึเปล่าเจฟ”






“…”







“ถึงหน้าที่เท่าไหร่แล้ว…”



ดวงตาคู่นั้นที่เจฟรักมันเหลือเกินเบิกโพลงด้วยความตกใจ น้ำใสๆคลออยู่เต็มเบ้าขัดกับรอยยิ้มที่เกิดขึ้น



สวยงามอยู่เสมอ



ราวกับภาพวาด



“ให้เรียกหมอไหม” เจฟส่ายหัวก่อนจะพยายามยกมือขึ้นจับที่ใบหน้าของคนที่เขาชอบมาโดยตลอด



“โห…นึกว่าตายแล้วนะเนี่ย มีเทวดามานั่งตรงนี้ด้วย”



“บ้า…” รอยยิ้มของทั้งคู่เกิดขึ้นภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆนี่



เจฟหนักอึ้งไปทั้งตัวไม่ได้รู้สึกเบาสบายเหมือนตอนเป็นวิญญาณแต่มันก็อุ่นใจกว่าที่เขาได้มาคุยกับคนตรงหน้าจริงๆ แบบที่ว่ามีคนได้ยินเสียงของเขาบ้าง



อาการปวดหัวแทรกเข้ามาเป็นระยะแต่เจฟไม่ได้ใส่ใจมากนัก ความสนใจทั้งหมดตรงนี้ถูกเทไปให้คนที่นั่งอยู่ข้างเตียง



“ขอโทษนะ”




“ขอโทษที่พยายามหายไป”





คนตรงหน้ายิ้มก่อนจะจับมือของเจฟไว้






“ไม่เห็นเป็นไรเลย บางวันฉันก็อยากหายไป”




“เหนื่อยมามากแล้วนะเจฟ” เจฟพยักหน้ารับ เหตุการณ์ไหลเข้ามาเป็นฉากๆตั้งแต่ที่เขาเริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนนั่น ความสุขเดียวคือคนตรงหน้าเขา มีแค่นั้นจริงๆ



ที่จริงแล้วเจฟก็พอรู้ว่าตัวเองแปลกๆไปแต่เขาไม่คิดว่าตัวเองเป็นอะไร เพราะยังไงเขาก็ยังต้องทำหน้าที่ของคนมีตัวตนต่อไป



จะล้มไม่ได้



อ่อนแอไม่ได้



เจฟทำมันมาโดยตลอด



ยืนให้แสงไฟสาดส่องจนลืมไปว่าเขาไม่ได้ชอบมันสักนิด



และนั่นก็ไม่ใช่ตัวตนจริงๆของเขา



เจฟลูบแผลเป็นของคนตรงหน้า เขาพยายามมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น มองหาตัวเอง



มองหาเงาสะท้อนของผู้ชายที่ชื่อเจฟ



และเขาก็รู้ว่ามันช่างแตกต่างจากวันนั้นที่ริมแม่น้ำจริงๆ



เพราะเขาเห็นตัวเอง



เขายังมีตัวตนในสายตาของคนที่เขารัก



“รู้ไหมอะไรน่ากลัวที่สุด”


“…”


“การไร้ตัวตนในสายตาของคนที่เรารัก…”






รอยยิ้มนั้นเกิดขึ้นอีกครั้ง เจฟยิ้มตามถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดของตัวเอง พอนึกไปถึงวันนั้นสำหรับเขาแล้วมันน่ากลัวจริงๆ



“นายอยู่ในนี้เสมอเจฟ”


“…”


“ต่อให้ตรงนั้นเป็นที่ที่มืดที่สุด ฉันจะเห็นนายเป็นคนแรก เหมือนวันนั้นวันที่นายอยากหายไป ฉันอยู่ข้างนายเสมอ ต่อให้สภาพนายไม่กล้าเข้าใกล้เลยก็ตาม”



เจฟขำกับคำพูดนั่น เขาจำได้ลางๆว่ามีคนมาจับตัวจับหน้าพยายามเรียกชื่อของเขาจนความมืดเข้าครอบงำ จนถึงตอนนี้เจฟก็รู้แล้วว่ามันเป็นเสียงของคนคนนี้



คนที่เขารักด้วยความบริสุทธิ์ใจ



“ขอบคุณที่ยังอยู่ตรงนี้ะเจฟ”


“ขอบคุณเหมือนกันทาย”



ขอบคุณที่ทำให้รู้ความหมายของการมีชีวิตอยู่เพื่อรับความรักดีๆจากใครสักคน ขอบคุณที่ทำให้เขารู้สึกมีตัวตนขึ้นมาในวันที่แสงทั้งหลายนั้นหยุดสาดส่อง



ขอบคุณที่ทำให้เขาค้นพบตัวเองจริงๆ ตัวตนนั้นอยู่ลึกเหลือเกิน ลึกจนเขาเอื้อมมือไปจับไม่ถึง ต้องพึ่งมือของทายมาช่วย



ขอบคุณที่เป็นที่รัก




—————— เจฟ ชายผู้เคยไร้ตัวตน












.
.
.
ขอบคุณหนังสือ DON’T GET MY HEART HURT อย่าให้ใจเราเจ็บ



SHARE
Writer
loyalist
writer
be nice

Comments

bababa
8 days ago
ขอบคุณนะคะคุณ เรื่องนี้ดีมากเลย ^^
Reply
loyalist
7 days ago
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านเหมือนกันค่ะ:)