ปีนังในทรงจำ
"เเก ช่วยติดตามข่าวให้หน่อย วันนี้เวทีเขาจะประกาศรางวัลเเล้ว"
"เเกส่งเรื่องไหนไป"

"ปูเลา 
สองเรา 
ปีนัง"

"อ๋อ เรื่องนี้ที่ฉันพรู๊ฟให้เเกนี่ ใช่เเมะ"

"อื้ม เรื่องนั้นเเหละ"
"^_______^"

บ่ายวันอังคาร บ่ายที่ฟ้าเป็นสีฟ้า ไม่ค่อยมีก้อนเมฆลอยมาให้เห็นหรอก 
เเกส่งข้อความพร้อมกับลิงค์อะไรสักอย่างผ่านเเอพลิเคชันสีเขียวใบตองมาให้ฉัน 
คุยกันเเค่ไม่กี่นาที เเกก็รีบวิ่งเเจ้นไปตึกเรียน 
ใจความหลักก็คือ ภายในวันนี้จะมีการประกาศผลรางวัลของเวทีๆ หนึ่ง
ที่เเกก็เป็นผู้ส่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปีนังไปเฉิดฉายบนเวทีด้วย เป็นประเภทนวนิยายขนาดสั้น 
เล่าเรื่องราวของหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งมีเกาะปีนังเป็นฉากหลังของเรื่องตามชื่อเรื่องนั่นเเหละ 
เเกคงกำลังนั่งฟังอาจารย์สอน เเล้วก็คงกำลังจดเเล็กเชอร์อยู่สินะ
(นี่ฉันพยายามคิดในเเง่ดีนะ เเกไม่เล่นมือถือหรอก ใช่มั้ยล่ะ)

จะว่าไปเเล้วก็คิดถึงปีนัง เกาะเล็กๆ ที่ทำให้เราทิ้งความจริงไปได้ชั่วขณะหนึ่ง
ย้อนไปเมื่อปี 61 ที่กลุ่มของเราไปเยือนเกาะปีนังกัน
เราไปกันไม่กี่คน ด้วยรถตู้ เเละพลขับที่เเสนจะอารมณ์ขัน
ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะปีนัง 2 คืน 3 วัน 

ช่วงนั้นประเทศไทยเป็นช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์พอดี
เราเลยหลบหนีการเล่นน้ำไปใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะปีนัง
ชิมลอดช่องเจ้าดัง เเละพาเเกไปกิน Nasi Lemak 
อาหารพื้นเมืองของมาเลเซียที่เเกบ่นอยากกินอยู่เป็นเเรมเดือน 
ไปเที่ยวครั้งนี้เเกได้ชิมสมใจอยาก
กลุ่มของเราไม่ค่อยซีเรียสเรื่องเวลามาก อยากเเวะตรงไหนเเวะ จอดตรงไหนจอด
เป็นทัวร์ที่ไม่มีกระดาษระบุเวลา หรือกำหนดการอะไรทั้งสิ้น เรียกว่าทัวร์อะไรดีล่ะ ทัวร์โลเลดีมั้ย

ช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง ผ่านวันผ่านคืนไปไม่นาน
ก็ใกล้จะถึงเวลาที่จะต้องอพยพโยกย้ายกลับไปในที่ๆ จากมา
เวลาที่นี่เดินเร็ว เข็มนาฬิกาเดินเเบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ค่ำเเค่เดี๋ยวเดียว ก็เช้า เช้าเเค่เดี๋ยวเดียวก็ค่ำอีก ผ่านไปคำ่เช้าค่ำเช้า
จนเวลาที่จะต้องเดินทางกลับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ 
ค่ำนี้จะมีเทศกาลอาหารนานาชาติ จัดขึ้นในย่านจอร์จทาวน์ ใกล้ๆ กับที่ๆ เราพัก
มื้อคำ่วันนี้เลยเป็นการเดินชิมอาหารในงานกัน เรียกว่ากินเลยน่าจะเหมาะกว่า
ที่นี่ฝนตกบ่อย ตกเเบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เดินๆ อยู่ มีฝนตกลงมาเฉยเลย
เเกพาฉันเดินดูซุ้มนั้น ออกซุ้มนี้ เเล้วก็เดินไปวนมาใหม่ 
เเกบอกฉันว่าครั้งเเรกเป็นการดูลาดเลาก่อน ครั้งที่สองเป็นการลงมือ
ฉันขำอยู่ในใจ  

มื้อค่ำสุดท้ายก่อนพรุ่งนี้จะมาถึง
ฉันไม่วีน ไม่บ่น เหมือนกับวันสองวันก่อน 
เพราะรู้ดี เมื่อกลับไปถึงประเทศไทย เราก็ต่างจะต้องเเยกย้าย
เเยกย้ายกันไปทำงานเหมือนเดิม 
ฝนเริ่มเบาบางลงเเล้ว มองดูนาฬิกาก็เกือบสี่ทุ่ม
เราเดินกลับที่พักกัน ขากลับเเกยังคงเดินมองนั่นมองนี่ ตามประสา 
ฉันอยากกินลอดช่องถั่วเเดง เเกจำได้มั้ย 
เเล้วเเกก็พาฉันเดินไปหาลอดช่องถั่วเเดงจนเจอจนได้
 
บางทีฉันก็คิดว่า 
บ่อยครั้งมีเเต่ฉันเองที่มัวเเต่อารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดบ่อย ไม่รู้จักอดทนอะไรเท่าไหร่ 
ส่วนเเก มีความเงียบ เงียบตลอดการเดินทาง ไม่ได้บ่น 
ฉันอยากไปตรงไหนเเกก็พาไป อยากถ่ายรูปกี่ช็อต ท่าไหน
เเกก็ถ่ายให้ฉันได้ เเกดูสิ เเกยอมฉันได้ยังไงกัน (หัวเราะ)

“เเก เขาประกาศผลการประกวดเเล้วนะ”
“เย้ย จริงมั้ย, เป็นยังไงบ้าง ถ้าไม่เข้ารอบก็ไม่ต้องเสียใจไปน้า เค้าจะเป็นกำลังใจให้เสมอๆ เลย”

ฉันพยายามเรียบเรียงคำพูดเพื่อให้กระทบกับจิตใจเเกน้อยที่สุด 
หรือไม่กระทบใจเเกเลยยิ่งดี
อาการซึมเศร้าหรือภาวะซึมเศร้าจะมาเยือนเเค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น 
เเกจะต้องหาย หายด้วยความรู้สึกเเละอารมณ์ที่เป็นปกติ 
ฉันจะไม่ยอมให้เเกต้องกินยาสามตัวนั่นไปตลอดชีวิตหรอกนะ

“เค้าได้รองชนะเลิศอันดับสอง ประเภทนวนิยายขนาดสั้น” 
“...........” ฉันเงียบไปครู่ใหญ่

“เเก เป็นอะไรรึเปล่า ไม่ดีใจกับเค้าหรอ”
“ใครจะไม่ดีใจเล่า เเค่ดีใจมากจนพูดไม่ออกต่างหาก”

“ขอบคุณที่ช่วยพิสูจน์อักษรเเละเป็นกำลังใจให้เค้าตลอดมานะบี๋”
“เเหม เเค่นี้เอง ไม่ต้องขอบคุณก็ได้ ^^”

เเละเเก
ฉันจะบอกว่า
ถ้าเเกทำอะไรสำเร็จ เเม้จะเป็นเรื่องเล็ก, ใหญ่
ฉันก็อดไม่ได้ที่จะพลอยดีใจยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตามไปด้วย
หรือถ้าเเกมีเรื่องทุกข์ใจ, ไม่สบายใจ กับอะไรสักอย่าง 
มันก็ทำให้ฉันไม่สบายใจไปกับเเกด้วย

เอาล่ะ
ยินดีกับเเกด้วย
ยินดีกับเเกมากๆ
ยินดีกับ "ปูเลา ปีนัง สองเรา" ด้วย

ฝนตั้งเค้าอีกเเล้ว 
บรรเจิร์สเเมวเหมียวที่นอนตั้งเเต่เช้า จนป่านนี้ยังอยู่ที่เดิม เเค่เปลี่ยนท่านอน
มันนอนกลางวัน เเละกลางคืนคือเวลาออกเดินเที่ยว เข้าซอยนั้น ออกซอยนี้ อยู่อย่างนั้น
กว่าจะกลับมาบ้านก็รุ่งเช้า มาร้องให้ฉันเปิดประตูให้ นี่เเหละเเมวบรรเจิร์ส


/.

SHARE

Comments