ประติมากรรมไร้รูป
“ฉันอยากหายไปจากการดำรงอยู่ เพื่อที่จะไม่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ตัวเองเกลียดอีก”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่เธอกล่าวกับผมเมื่อห้าปีก่อน ก่อนหน้าที่เธอจะหายตัวไป เธอเอ่ยมันออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง ผมครุ่นคิดอย่างหนักถึงคำปลอบโยนที่พอจะทำให้เธอสบายใจขึ้นมาได้บ้าง ทว่าก็ไม่มีคำใดหลุดจากปาก

ความเงียบโรยตัวปกคลุมเราสองคน ไร้คำพูดและสรรพเสียงใดเข้ามาแทรกกลาง มีเพียงกลิ่นน้ำหอมจากเรือนร่างของเธอฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ แล้วเธอก็จากผมไปโดยไร้คำอำลา ทิ้งเพียงประโยคนั้นให้ผมคิดซ้ำทบทวนอย่างไร้หนทางออก

เธอไม่ได้บอกว่าจะไปไหน เสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องสำอาง นาฬิกา โทรศัพท์มือถือ สมบัติทุกชิ้นของเธอถูกทิ้งไว้ที่เดิมในห้องพัก เธอเพียงจากไปพร้อมกับชุดเดรสสีขาวที่สวมใส่ในวันนั้น

ผมกลับมาจมดิ่งลงไปในความคิดของตัวเอง ‘เราจะมีความสุขร่วมกันในพื้นที่เล็กๆ ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของโลกข้างนอกนั่น’ นั่นเป็นคำมั่นสัญญาที่ผมให้ไว้กับเธอ เมื่อครั้งเราตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ผมตั้งมั่นว่าจะปกป้องเธอจากความโหดร้ายของสิ่งที่อยู่ภายนอก สร้างภาพว่าตนเองจะสร้างโอเอซิสกลางทะเลทรายเวิ้งร้าง หากแท้จริงแล้วผมประเมินทุกสิ่งผิดไป ทะเลทรายแห้งแล้งเกินบรรยาย อาทิตย์แรงแสงเกินต้าน แม้ผมจะขุดทรายลงไปลึกเพียงใด ท้ายสุดแล้วบ่อน้ำก็จะระเหยกลายเป็นไอเสมอ

นั่นคงเป็นเหตุผลที่เธออยากหายไปจากการมีอยู่ มันเป็นเหตุผลที่ผมเก็บมาทบทวนอยู่บ่อยครั้งเช่นเดียวกัน ‘หากการมีชีวิตเป็นเรื่องทุกข์ทนเกินรับไหว การปลดระวางจากมันจะไม่เป็นทางเลือกที่ดีกว่าเหรอ’ ความคิดแบบนั้นคงแวบเข้ามาในห้วงคำนึงของเธอ แล้วท้ายที่สุดเธอก็ตัดสินใจหายลับไป หายไปจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ หายไปจากวังวนความรู้สึกเดิมๆ หายไปจากชีวิตของผม

แต่เธอคงลืมตระหนักถึงสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ทะเลทรายแห่งนี้กว้างใหญ่เหนือจินตนาการ การเดินทางในระยะเวลาหนึ่งชั่วชีวิตคนอาจไม่เพียงพอที่จะพ้นหลุดไปจากมัน... หรือแม้กระทั่งสามารถก้าวออกไปได้ เราก็ไม่อาจทราบว่ามีอะไรรออยู่ข้างนอกนั่น



ตลอดระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา การจากไปของเธอสร้างความเจ็บปวดเหลือคณานับให้กับผม หากในขณะเดียวกัน การใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวก็มอบความสุขสงบและช่วงเวลาในการทบทวนตัวเอง

ผมยังคงดำเนินชีวิตในเมืองมหานครต่อเนื่องไปอย่างซ้ำๆ ทุกสิ่งรอบตัวเคลื่อนผ่านไปในครรลองเดิมๆ เสียงนาฬิกาปลุก ข่าวสารในสื่อออนไลน์ การอาบน้ำล้างตัว อาหารเช้าอุ่นจากไมโครเวฟ การจราจรอันแออัด กองเอกสารบนโต๊ะทำงาน การพักผ่อนนอนหลับ... แม้ปราศจากเธอในชีวิต กิจวัตรของผมก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตามมีบางอย่างที่เพิ่มเติมขึ้นมา ผมใช้เวลาอยู่ตามลำพังมากขึ้นกว่าเดิม นั่นส่งผลให้จิตใจของผมจ้องมองลึกลงไปในตัวมันเองมากกว่าที่เคย ‘ชีวิตของผมกำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังหมุดหมายใดกันแน่’ นี่ดูเหมือนเป็นคำถามสำคัญที่ผมไม่อาจตอบได้ มันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดใจ เพราะหากผมตอบคำถามนี้ไม่ได้ ชีวิตก็คงเปรียบดั่งเรือใบที่ลอยเคว้งอยู่กลางมหาสมุทร เคลื่อนไปมาตามแรงลมที่กระทบผืนผ้าใบ ขาดไร้จุดหมายปลายทาง รอยคอยการจมดิ่งลงสู่ก้นทะเลลึกเมื่อสิ้นอายุขัย

อดีตที่ผ่านมาผมนำชีวิตตนเองไปผูกไว้กับเธอ ราวกับเธอเป็นโยงใยเดียวที่เชื่อมระหว่างผมกับโลกใบนี้ จริงอยู่ว่าการใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่นเป็นสิ่งที่สวยงาม ทว่าสิ่งสำคัญกว่าคือการให้คุณค่าและรักตัวเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นของการสร้างชีวิตที่มั่นคง ผมเพิ่งตระหนักถึงสิ่งนี้เมื่อปราศจากเธอ ด้วยเหตุนั้นช่วงเวลาแรกๆ ที่เธอหายไป ผมจึงใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการประกอบชีวิตที่ผิดรูปขึ้นมาใหม่ ผมจำต้องดูแลตัวเองให้ดีก่อนจะเริ่มคิดถึงใครคนอื่น

ผมใช้ชีวิตเฉกเช่นชนชั้นกลางผู้เป็นมนุษย์เงินเดือน กลมกลืนไปกับผู้คนหมู่มากในเมืองมหานคร หากแต่ผมใส่ใจในความรู้สึกของตนเองและสภาพแวดล้อมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม แทนที่จะก้มมองหน้าจอโทรศัพท์มือถืออย่างหมกมุ่น ผมเงยหน้าขึ้นและสังเกตชีวิตของผู้คนรอบตัว หากพบเจอใครท่าทางอัธยาศัยดีและน่าสนใจ ผมจะกล่าวเริ่มต้นบทสนทนาอย่างสุภาพและไม่เขินอาย ผมเริ่มเรียนรู้ว่าการพูดคุยกับคนแปลกหน้าจะเปิดมุมมองใหม่อย่างหลากหลายและอาจทำให้เรารู้จักตัวเองดียิ่งขึ้น

ครั้งหนึ่งในรถเมล์โดยสารประจำทางสายตะวันออก ผมมีโอกาสพูดคุยกับชายผิวคล้ำแดดวัยกลางคน ดวงตาของเขาเพ่งจ้องไปยังจุดหนึ่งกลางอากาศอย่างหนักแน่น เห็นได้ชัดว่าเขากำลังจมลงไปในความคิดคำนึงของตนเอง... อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดภวังค์ของเขาก็สิ้นสุดลงด้วยน้ำเสียงของผม

ผมเอ่ยคำทักทายเรื่องความร้อนของอากาศ รอบตัวอบอ้าวจนรู้สึกได้ถึงหยาดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามแผ่นหลัง เขายิ้มรับสีหน้านิ่งเฉยเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน หลังจากคุยเรื่องดินฟ้าได้ครู่หนึ่ง เขาก็พรั่งพรูชีวิตส่วนตัวออกมาให้ผมฟัง ราวกับเรื่องราวเหล่านั้นรอคอยการรับรู้ของใครสักคนมาแสนนาน เขาเล่าว่าตนทำงานเป็นพนักงานขับรถส่งพัสดุของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แม้รายได้ไม่สูงแต่งานมั่นคงและเขาชอบสิ่งที่ตัวเองทำ

‘คุณรู้ไหมว่ามนุษย์ทุกคนรู้สึกขาดอะไรบางอย่างในชีวิตอยู่เสมอ นั่นทำให้พวกเขาต้องดิ้นรนไขว่คว้า เพื่อค้นหาสิ่งเหล่านั้น หลายคนคิดว่าสิ่งที่ตัวเองขาดเป็นสิ่งของ... นั่นแหละหน้าที่ของผม นำส่งสิ่งของเหล่านั้นไปสู่จุดหมาย’ เขาเอ่ยคำพูดเหล่านี้ด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ บอกผมว่าเขาชอบเวลาที่ได้เห็นสีหน้าของผู้คนซึ่งได้รับพัสดุ ใบหน้าเหล่านั้นเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มปีติเมื่อได้รับสิ่งของที่ตัวเองเฝ้ารอ ไม่มีสักครั้งที่เขามองเห็นกิริยาไม่พอใจเมื่อส่งมอบพัสดุสู่ปลายทาง แม้เขาไม่อาจรู้ว่าในกล่องใบเล็กใบใหญ่พวกนั้นมีอะไรบรรจุอยู่ เขาก็มั่นใจว่าทุกสิ่งในนั้นต้องมีแต่อะไรดีๆ และเปี่ยมล้นด้วยความหมายสำหรับผู้รับอย่างเป็นแน่

ผมขบคิดคำพูดของเขาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะบอกเขาว่ามันเป็นงานที่ดูอบอุ่นดี คล้ายกับว่าเขาเป็นซานตาคลอสเมืองร้อนผู้ส่งมอบความสุขให้กับผู้คน เขายิ้มและพยักหน้าก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นนิ่งเฉยพร้อมเอ่ย ‘แต่จะว่าไปทุกเรื่องราวก็มองได้หลากแง่มุม บางครั้งผมก็เกิดความเศร้าในใจเมื่อเห็นรอยยิ้มของผู้รับ... ผมรู้สึกเหมือนกับว่าความสุขของคนเรามันช่างขึ้นกับสิ่งของที่ได้ครอบครองเหลือเกิน’ เขาเงียบไปพักหนึ่ง เบนสายตาไปมองผู้คนที่คลาคล่ำอยู่บนรถเมล์อย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนสานต่อความ ‘มันเหมือนเราต่างรู้สึกขาดอยู่ตลอดเวลา และอยากได้อะไรสักอย่างอยู่เสมอ’

วิธีการพูดของเขาเป็นไปอย่างเรียบง่าย ผมไม่คิดว่าเขาตั้งใจแฝงนัยลึกซึ้งต่อว่าความเป็นไปของสังคมแต่อย่างใด เขาเพียงพูดในสิ่งที่เขารู้สึก ผมบอกได้แบบนั้น หากแต่ประโยคดังกล่าวกลับก้องกังวานอยู่ในความคิด วนเวียนชวนให้ผมทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผมพลางนึกไปถึงเรื่องราวในครอบครัวของตนเองสมัยรุ่นปู่ย่า แม้ปราศจากความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับพวกท่านเนื่องเพราะช่วงเวลาของเราบนโลกไม่ได้ทับซ้อนกัน หากในหมู่ญาติมักจะพูดถึงทั้งสองอยู่บ่อยครั้ง บอกเล่าว่าพวกเขานั่งเรือสำเภามาจากอีกแผ่นดินหนึ่งด้วยเงินเพียงหยิบมือ จำต้องจากบ้านเกิดมาเพราะที่นั่นถูกปกคลุมด้วยภัยสงครามในยุคเปลี่ยนผ่านการปกครอง และทรัพยากรไม่เคยเพียงพอกับการมีชีวิตอยู่ แม้ไม่รู้จักผู้คนและภาษาในแผ่นดินใหม่ แต่การออกเดินทางเพื่อเสี่ยงโชคก็ดูเป็นทางเลือกที่ดีกว่าอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการจมปลักอยู่ที่นั่น พวกเขาเชื่อมั่นในความอดทนและขยันขันแข็ง เริ่มต้นจากการขายเต้าฮวยนมสดสูตรที่ได้รับตกทอดกันมาภายในครอบครัว เก็บเล็กผสมน้อยมองหาลู่ทางขยายการค้าไปสู่ข้าวของหลากหลายชนิด เสื้อผ้า เครื่องนอน เครื่องประดับ ขนมขบเคี้ยว พวกเขาทำทุกอย่างโดยไม่เคยพร่ำบ่นถึงความเหน็ดเหนื่อย ชีวิตมีเพียงการทำงานและการนอนหลับจวนจบวาระสุดท้าย จากโลกนี้ไปพร้อมทิ้งทรัพย์สินและกิจการค้าขายหลายแห่งให้พ่อของผมและพี่น้องของพ่อร่วมสิบ

ผมสมมุติตัวเองเป็นปู่กับย่า จินตนาการว่าตนรู้สึกขาดสิ่งใด ชัดเจนว่าพวกเขาต้องการความปลอดภัยและปัจจัยพื้นฐานในการมีชีวิต สิ่งเหล่านั้นในสังคมความเป็นอยู่ของมนุษย์ย่อมแลกเปลี่ยนมาได้ด้วยเงินตรา ผมไม่แน่ใจนักว่ามีสักครั้งหนึ่งไหมที่พวกเขาหยุดชะงักจากกิจวัตรที่คร่ำเคร่ง ถอยออกมามองชีวิตของตนเองในภาพกว้าง ตั้งคำถามว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่มันมีความหมายอะไร เส้นทางที่กำลังก้าวไปจะนำพาไปสู่หมุดหมายใด... หากพวกเขาตั้งคำถามถึงเรื่องราวเหล่านั้น ผมคาดเดาได้ว่าคำตอบก็คือครอบครัว ปู่กับย่าดิ้นรนเก็บหอมรอมริบสร้างกองทรัพย์สินเพื่อรากฐานที่มั่นคงของคนในครอบครัว โดยไม่สนใจเรื่องความสุขส่วนตัวและความทุกข์ยากใดๆ ทั้งสิ้น ในแง่หนึ่งชีวิตของทั้งคู่ถูกสรุปได้อย่างหมดจดด้วยสารัตถะนั้น

นั่นเป็นวีถีชีวิตที่โศกสลดไหม ในมุมมองของพวกเขาคงไม่ใช่ ผมเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้นว่าทั้งคู่ใช้ลมหายใจสุดท้ายด้วยความภาคภูมิ ความยากลำบากทั้งหมดที่เคยเกิดแปรเปลี่ยนเป็นความสวยงาม บอกกับตัวเองว่าเราได้ต่อสู้ดิ้นรนอย่างถึงที่สุด เพื่อส่งมอบต้นทุนชีวิตที่ดีกว่าให้แก่คนรุ่นถัดไปเรียบร้อยแล้ว... ห้วงความคิดของผมพลันย้อนกลับมาคำนึงถึงชีวิตคู่กับคนรักที่จากไป เปรียบเทียบกับปู่และย่า เรามีชีวิตที่เพียบพร้อมกว่าอย่างชัดเจน ผมกับเธอไม่เคยเผชิญความโหดร้ายของสงคราม เติบใหญ่ขึ้นอย่างคุ้นเคยในบ้านเกิดเมืองนอน ได้รับการศึกษาจวบจนระดับปริญญา งานการมั่นคงห่างไกลจากการหาเช้ากินค่ำ มีวัตถุสิ่งของปรนเปรอไม่ขัดสน... ทว่าทั้งหมดนั้นกลับไม่เพียงพอสำหรับเราสองคน เราเมินเฉยกับสิ่งที่มีอยู่และได้มาอย่างง่ายดาย เรายังคงรู้สึกขาดบางสิ่ง ดั่งว่าโลกที่เป็นความใฝ่ฝันของคนยุคก่อน กลับเป็นโลกที่เราเกลียดชังจนอยากจะหายตัวไป

ผมหลุดออกมาจากภวังค์ความคิดเมื่อรถเมล์เคลื่อนเข้ามาหยุดจอด ณ ป้ายสถานีกลางมหานคร มองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดจัดจ้านกระทบผิวถนนสะท้อนเข้ามาจนผมต้องหรี่ตาลง เสียงโห่ร้องดังก้องของฝูงชนกลุ่มหนึ่งดังเข้ามาในหู ชวนให้ผมต้องหันสายตาไปจับจ้อง พวกเขาชุมนุมกันอยู่กลางถนนสายหลักของเมือง ซุ่มเสียงวุ่นวายจนไม่อาจจับใจความได้ว่าแกนนำกำลังกล่าวอะไรอยู่ รู้เพียงว่าพวกเขาเรียกร้องหาแนวคิดเชิงอุดมการณ์บางอย่าง เสรีภาพ ความเท่าเทียม ความยุติธรรม คำเหล่านี้ถูกกล่าวซ้ำไปมานับครั้งไม่ถ้วนสลับกับเสียงโห่ร้องของกลุ่มคนผู้เข้าร่วม ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ แววตาของพวกเขาทุกคนเต็มไปด้วยความดุดันและแน่วแน่ ราวกับพวกเขายินยอมสละชีวิตตัวเองตะโกนกู่ก้องอยู่เช่นนั้น จนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ

ณ ขณะนั้นเองผมก็รู้สึกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่เร็วและแรงยิ่งขึ้นเมื่อเห็นหญิงสาวในชุดเดรสสีขาวคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางหมู่ฝูงชนเหล่านั้น แวบแรกคำนึงว่าคงเป็นเพียงคนที่ละม้ายคล้ายคลึง หากเมื่อเพ่งสายตามองดูอย่างถี่ถ้วนเธอก็คือคนรักของผมผู้หายลับไปโดยไม่เอ่ยจุดหมาย เธอสวยงามอยู่ในอาภรณ์ชุดเดิมในวันที่เราจากกัน ทุกอย่างคล้ายจะคงเดิมเว้นเพียงแววตาและท่าทาง ดวงตาที่อ่อนเยาว์เปี่ยมฝันถูกแทนด้วยความทระนงกร้านโลก เช่นเดียวกับที่ท่วงท่าอ่อนโยนคล้อยตามแปรเป็นขึงขังหนักแน่น การเห็นเธอในภาพนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกหวานขมขึ้นมาในใจ พริบตานั้นภาพอดีตที่เราเคยมีร่วมกันพลันปรากฏขึ้น เสียงหัวเราะละมุนเมื่อเราเริ่มคบหากันในวัยแรกรุ่น รอยยิ้มเขินอายเมื่อเธอถูกเพื่อนในชั้นเรียนถามไถ่ถึงสถานะของเรา รสชาติของลิปสติกสีน้ำตาลอมชมพูครั้งเราสัมผัสริมฝีปากกัน เสียงกรีดร้องแหลมสูงในวันที่พบเจองูเขียวในห้องครัว เสียงสะอื้นและหยาดน้ำตาของเธอภายใต้แสงไฟสีส้มในวันแต่งงานของเรา กลิ่นแชมพูและเครื่องประทินผิวยามเราร่วมรักกัน คำก่นด่าหยาบคายครั้งรู้ว่าผมออกเที่ยวผู้หญิง ความเฉยชาที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเมื่อเราไม่ปรับความเข้าใจกัน สีหน้าสิ้นหวังในตัวผมและความเป็นไปของชีวิตครั้งเธอตัดสินใจจากไป

ความทรงจำมากมายเหล่านั้นผ่านเข้ามาในจิตสำนักและจากไปอย่างรวดเร็ว ทว่ากลับทิ้งความรู้สึกอัดแน่นหนักหน่วงค้างอยู่ในใจ ผมทำได้เพียงแอบมองเธอจากริมหน้าต่างรถเมล์อยู่ห่างๆ ตระหนักดีว่าการปรากฏตัวของผมหรือคำพูดอ้อนวอนใดๆ ล้วนแล้วแต่ไร้ประโยชน์ ไม่อาจนำพาเธอกลับมาได้ มีเพียงตัวเธอคนเดียวเท่านั้นที่สามารถทำให้โชคชะตาของเรามาบรรจบกันอีกครั้ง ผมเหม่อมองเธอโดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่น สลักภาพนั้นเก็บไว้เป็นอีกหนึ่งทรงจำระหว่างเรา...

ชั่วขณะนั้นเอง ชายวัยกลางคนผู้ทำงานรับส่งพัสดุก็สะกิดและกล่าวคำอำลาข้างหู ผมรีบหันกลับมายิ้มให้เขาโดยไม่ทันได้เอ่ยอะไร มองตามแผ่นหลังของเขาที่ค่อยๆ ถอยห่างออกไป... ก่อนรถจะเคลื่อนตัวออก ผมมองไปยังหมู่ฝูงชนอีกครั้ง ทว่ากลับไม่เห็นเธอผู้สวมชุดเดรสสีขาวอีกแล้ว ความรู้สึกหวานขมอันอบอุ่นจึงพลันหายไปพร้อมกัน สิ่งที่ผมรับรู้กลับมีเพียงความหยาบกร้านผ่านสัมผัสท่าทีฮึกเหิมและเสียงกู่ร้องกึกก้องของหมู่คนจำนวนมาก ภาพนั้นเน้นย้ำให้ผมตระหนักว่าเราทุกคนต่างรู้สึกขาดอยู่ตลอดเวลาและอยากได้อะไรสักอย่างอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งที่ว่านั้นบางครั้งก็ไม่ใช่สิ่งของเสมอไป



ในเช้าวันที่เธอจากไปครบห้าปี ผมเฝ้ามองปฏิทินอย่างเหม่อลอย มันเป็นวันอาทิตย์ปลายเดือนพฤศจิกายน วันที่ละอองฝนโปรยปรายลงมาตั้งแต่ยามเช้ามืด ทั่วผืนฟ้าถูกเมฆสีเทาปกคลุมจนแสงตะวันไม่อาจส่องลงมาเบื้องล่าง กลิ่นดินโชยอบอวลไปทั่วทั้งเมืองมหานคร คาดเดาได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ต่างกำลังหลับใหลในเช้าวันหยุดอันชวนให้สุขสงบเช่นนี้

ผมคว่ำปฏิทินลงหวังให้ความคำนึงฟุ้งซ่านที่มีต่อเธอจางหายไป ม่านฝนแสนเบาบางและเย็นสบายชวนให้ก้าวเท้าเดินออกจากห้องพัก ละอองละเอียดเล็กของหยาดน้ำให้ความรู้สึกคล้ายไอหมอกบนยอดภูเขาสูง นี่อาจเป็นวันที่อากาศดีที่สุดในรอบปีสำหรับผม วันสีเทาละมุนที่คั่นอยู่ระหว่างฤดูฝนและหนาว

หากเรายังใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างกัน เราคงเดินเล่นมองดูกิจกรรมของผู้คนทั่วทั้งมหานครได้อย่างไม่เบื่อหน่ายในบรรยากาศเช่นนี้ ทว่าความเป็นจริงกลับเป็นผมเพียงลำพังที่เดินก้าวอยู่บนทางเท้าอย่างไร้จุดหมาย เวลาผ่านไปครู่หนึ่งผมก็พาตัวเองมาหยุดอยู่ ณ สวนสาธารณะขนาดเล็กแถบย่านธุรกิจของเมือง สวนแห่งนี้เปิดเพลงคลาสสิกทำนองคุ้นเคยที่ผมไม่ทราบชื่อผู้แต่ง กลางสวนมีประติมากรรมน้ำพุรูปทรงแปลกประหลาดที่สร้างจากหินอ่อน ผมทิ้งตัวลงบนม้านั่งตัวหนึ่งสังเกตรายละเอียดของงานศิลปะชิ้นนั้นอย่างไม่อาจมีวันเข้าใจ

‘บอกผมทีสิ คุณคิดว่างานชิ้นนี้ต้องการจะสื่อถึงอะไร’ เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นมา ผมหันไปมองและพบว่ามีชายผิวคล้ำแดดผมขาวโพลนคนหนึ่งนั่งอยู่ด้านข้างโดยที่ไม่ทันได้สังเกต ลักษณะท่าทางของเขาคล้ายกับชายที่ผมเคยพบบนรถเมล์อย่างน่าแปลกใจ เพียงแต่เขาสวมแว่นตาและอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตรองเท้าหนังซึ่งดูภูมิฐานกว่า ผมยิ้มรับและส่ายหน้าบอกเขาว่ามันดูซับซ้อนยากเกินกว่าจะตีความสำหรับคนทั่วไป เขาพยักหน้าเห็นด้วยก่อนเอ่ย ‘บางทีเราอาจไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันก็ได้ แค่มันช่วยจรรโลงใจคนที่เฝ้าดู ศิลปะก็ทำหน้าที่ของมันแล้ว’

เราขาดไร้คำสนทนาอยู่พักหนึ่ง ทว่าบรรยากาศกลับไม่ชวนให้อึดอัดใจ เสียงเพลงคลอในทำนองไพเราะประสานกับเสียงตกกระทบของหยาดฝนได้อย่างลงตัว ประติมากรรมหินอ่อนสอดรับกับสภาพแวดล้อมเฉดสีเทา น้อยครั้งนักที่จะพบเจอห้วงอารมณ์แบบนี้ในมหานครเมืองร้อนอันแสนวุ่นวาย ผมคิดว่าเขาก็กำลังตกอยู่ในภวังค์อันสุขสงบนี้ไม่แตกต่างกัน... กระทั่งเวลาครู่ใหญ่เคลื่อนผ่านไป อยู่ๆ เขาก็บอกเล่าเรื่องราวของตัวเองออกมาคล้ายกับว่าผมเป็นเพื่อนรู้ใจผู้สนิทชิดเชื้อมาแสนนาน นั่นทำให้ผมตระหนักว่าเราทุกคนล้วนแล้วแต่อยากให้เรื่องราวของตัวเองถูกจดจำ อย่างน้อยก็ในความทรงจำของใครคนหนึ่ง

‘ผมรู้สึกเหมือนกับว่าช่วงเวลาครึ่งหนึ่งของชีวิตถูกขโมยไปโดยคนที่ผมรัก มันอาจฟังดูเห็นแก่ตัว แต่ผมไม่สามารถสลัดความคิดเหล่านี้หลุดออกไปจากหัวได้เลย... ผมกับภรรยาจำต้องเข้ามาอยู่ในเมืองนี้หลังจากเธอให้กำเนิดลูกคนที่สาม เราฝากเด็กทั้งหมดไว้ให้ตากับยายของพวกเขาดูแล ผู้คนที่บ้านเกิดต่างบอกเล่าว่าเมืองแห่งนี้คือสรวงสวรรค์ในการสร้างเนื้อสร้างตัว มีคนมากมายมาที่นี่และกลับบ้านพร้อมกับสร้อยทองและรถคันใหม่ รอยยิ้มภาคภูมิในตัวเองปรากฏอยู่เสมอบนใบหน้าของพวกเขาเมื่อกลับไปเยี่ยมบ้านช่วงวันหยุดยาว ผมกับภรรยาหลงใหลในภาพนั้น เราจึงชวนกันเข้ามาแสวงหาโชคในสถานที่แห่งนี้ แน่นอนว่าลูกๆ คือแรงบันดาลใจสำคัญ เราอยากผลักดันให้พวกเขามีอนาคตที่สุขสบายและดีกว่า มีชีวิตในแบบที่พ่อกับแม่ของพวกเขาทำได้แค่เฝ้าฝันถึง... เราสองรับรู้ทันทีเมื่อมาถึงว่าทุกอย่างไม่ได้สวยงามเหมือนภาพที่ผู้คนแสดงออกมา ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ ความเรียบง่ายถูกแทนที่ด้วยความยุ่งเหยิง ความคุ้นชินเปลี่ยนแปลงเป็นความแปลกแยก แต่อย่างน้อยเราก็ยังมีกันและกัน อีกทั้งมีคนเฝ้ารอความสำเร็จของเราอยู่ที่บ้าน... หลังผ่านการปรับตัวครั้งใหญ่ ผมกลายเป็นคนขับแท็กซี่ของบริษัทเอกชน ส่วนเธอลงเอยอยู่ที่ร้านนวดแผนไทย อาจไม่ใช่อาชีพสวยหรูที่นำไปคุยโวโอ้อวดได้ แต่มันสร้างเงินให้เรามากกว่าที่คิดไว้เสียอีก โดยเฉพาะงานของเธอหากวันใดเจอลูกค้ามีฐานะหรือชาวต่างชาติใจดี รายได้ก็มากกว่าผมทำงานทั้งอาทิตย์ไปแล้ว... อย่างไรก็ตาม ถึงเงินจะเข้ามาเยอะเราก็ไม่ได้หลงระเริงไปกับมัน เราก้มหน้าก้มตาทำงานหนักยิ่งกว่าตอนอยู่บ้านเกิดเสียอีก มันเป็นอาชีพบริการ ยิ่งทำมากก็ได้มาก เราสองแทบไม่ต้องการวันหยุดเพราะรู้สึกเหมือนปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป... เราทำงานส่งเงินกลับบ้านโดยลืมวันเวลา นับครั้งได้ที่เราพากันกลับไปเจอหน้าลูก ในช่วงเวลาของการตรากตรำเหล่านั้นมีบางครั้งที่ผมตื่นขึ้นมากลางดึกและคิดถึงเด็กทั้งสามคน แต่ท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำคืนผมกลับนึกใบหน้าของพวกเขาไม่ออก... บางทีผมกับภรรยาก็รู้สึกว่าเรากำลังเดินไปในทางที่ผิด เส้นทางดูเหมือนจะชัดเจน หากเรากลับกำลังหลงทางโดยไม่รู้ตัว... ทว่าทุกครั้งที่กลับบ้าน ทุกครั้งที่กลับไปเห็นพวกเขาเติบโตขึ้น ความเหนื่อยล้าและสับสนก็หายลับไปโดยปริยาย เราดีใจที่เห็นพวกเขาเพียรทำหน้าที่ของตัวเองอย่างมุ่งมั่น เราจึงลืมความยุ่งเหยิงในใจจนหมดสิ้น คิดเพียงต้องขวนขวายนำโอกาสที่ดีที่สุดมาให้เด็กทั้งสาม... เรื่องราวเหมือนจะจบลงด้วยความสุข ลูกคนเล็กของเราเพิ่งเรียนจบปริญญาเมื่อปีกลาย ผมกับภรรยาตัดสินใจเกษียณตัวเองทันทีหลังจากนั้น... ผมควรกลายเป็นชายชราผู้ภาคภูมิในชีวิต แต่คุณรู้อะไรไหม ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเผลอหลับไปตอนอายุสามสิบ ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็กลายเป็นชายเฒ่าวัยหกสิบเสียแล้ว เวลาครึ่งหนึ่งอันตรธานสูญไปกับการก้มหน้าก้มตาสร้างชีวิตให้ลูกๆ... แต่ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาหรอก ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลย เป็นความโง่เขลาในวัยหนุ่ม หรือไม่ก็ความเห็นแก่ตัวของผมเอง’

เขาจบเรื่องเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือพร้อมหยาดน้ำในดวงตา ผมทำได้เพียงสบตาเขาและยิ้มอย่างเบาบาง คำพูดใดก็คงไม่อาจปลอบโยนได้ในชั่วขณะแบบนี้ เราสองคนนั่งนิ่งเงียบจ้องมองประติมากรรมหินอ่อนพร้อมๆ กับที่สายฝนเม็ดเล็กหยุดโปรยลงมาและดนตรีคลาสสิกหยุดบรรเลง... กาลเวลาระลอกใหญ่เคลื่อนผ่านไป เฉดบรรยากาศของมหานครเริ่มกลับมาสว่างไสวดังเดิม มวลเมฆหนาบนท้องฟ้าแยกตัวห่างจากกัน เส้นแสงลำหนึ่งทะลุลงมาตกกระทบประติมากรรมที่เราทั้งคู่เหม่อมองอยู่... แล้วผมก็ตัดสินใจเล่าเรื่องของปู่กับย่าครั้งอดีตให้เขาฟัง ผมไม่แน่ใจนักว่ามันจะช่วยอะไรเขาไหม แต่มั่นใจว่าอย่างน้อยก็ควรพูดออกไป... เขาสดับรับโดยปราศจากซุ่มเสียงและคำถาม หลังคำบอกเล่าของผมจบลง ความเงียบที่สงัดกว่าเดิมก็ผ่านเข้ามาอีกครา

‘เราคงนิยามรูปทรงและความหมายของมันไม่ได้หรอก คุณอาจเห็นเป็นอย่างหนึ่ง ผมอาจเห็นเป็นอย่างอื่น ไม่มีอะไรถูกไม่มีอะไรผิด แค่เรายอมรับในความต่างและไม่ทำลายงานสวยๆ แบบนี้ลงก็พอแล้ว’

อยู่ๆ เขาก็เอ่ยประโยคนั้นขึ้นมาในเวลาที่แสงแดดสอดส่องไปทั่วบริเวณนำพามหานครกลับสู่สภาวะเดิม ดวงตาของเขาจับจ้องที่ประติมากรรมหินอ่อนและลุกจากผมไปโดยไม่หันมาสบตา ในสวนสาธารณะคงเหลือผมเพียงลำพัง ท่ามกลางไอแดดซึ่งเร่งอุณหภูมิขึ้นทุกขณะผมตระหนักดีว่าเขาหมายถึงอะไร และแล้วรูปทรงของหินอ่อนก็คล้ายจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อผมสังเกตมันนานเพียงพอ



ในยามค่ำคืนของวันครบรอบห้าปีผมนั่งรับลมอยู่ริมระเบียงห้องพัก เหม่อมองแสงไฟจากตึกรามบ้านเรือนอันสว่างไสวของมหานคร ฟากฟ้าเปิดกว้างไร้หมู่เมฆดาวหลายดวงที่ไม่เคยพบเห็นกลับมาปรากฏสุกสกาว ห้วงคำนึงของผมว่างเปล่า ขาดไร้ความคิดใดๆ ผ่านเข้ามา ผมเพียงรับรู้ความสวยงามที่อยู่ตรงหน้าและพยายามกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของมัน

กลิ่นน้ำหอมที่แสนคุ้นเคยโชยผ่านเข้ามาสู่การรับรู้ ผมไม่อาจอธิบายได้ว่ากลิ่นอายของมันเป็นแบบใด บางสิ่งบางอย่างคล้ายจะลึกซึ้งเกินกว่าจะแปลงออกมาเป็นภาษา ผมหันกลับไปมองดูภายในห้อง ประสานสายตากับหญิงสาวคนที่ผมรักในชุดเดรสสีขาว เธอมอบรอยยิ้มอบอุ่นกลับมา ดวงตาของเธอสดใสเปล่งประกายฉายความเยาว์และความฝัน คล้ายกับแววตาของเด็กสาวที่ยังไม่ถูกความหยาบกร้านและโหดร้ายของโลกโหมกระหน่ำใส่ ราวกับเธอคือสาวแรกรุ่นคนที่ผมหลงใหลเมื่อครั้งเรียนมัธยมปลาย

‘ผมขอโทษสำหรับความโง่เขลาของตัวเอง ขอโทษที่ปกป้องคุณไม่ได้และทำให้คุณเจ็บปวด’

เธอส่ายหน้าและยังคงรอยยิ้มแบบเดิมไว้ ผมรู้สึกถึงน้ำเสียงอันสะอึกสะอื้นและดวงตาที่เอ่อไปด้วยหยาดน้ำของตัวเอง ผมก้าวเข้าไปสวมกอดเธอและพิงไหล่หลับตาลง... นานแสนนานจนสรรพสิ่งรอบข้างคล้ายจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ กระทั่งเข็มนาฬิกาก็ไม่อาจเคลื่อนไหวต่อไปได้อีก

เวลาที่เราห่างกันช่วยให้ผมและเธอเข้าใจสิ่งต่างๆ มากยิ่งขึ้น เราสองคนไม่ได้กำลังเดินทางค้นหาโอเอซิสกลางทะเลทรายเวิ้งร้างของมหานคร เธอไม่ได้เฝ้าฝันถึงอุดมคติจนตัดตัวเองขาดออกจากความเป็นจริง ผมไม่ได้คิดถึงเพียงแต่เรื่องของตนเองและเอาแต่ตัดสินทุกสิ่งรอบตัว

ผมคลายอ้อมกอดจากหญิงสาวผู้เป็นที่รัก กาลเวลากลับมาพาเราก้าวไปข้างหน้าตามหน้าที่ของมัน เวลาเพียงหนึ่งชั่วชีวิตคนอาจไม่เพียงพอในการทำความเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง แต่สิ่งสำคัญคือเรายังอยู่ร่วมกันและพร้อมเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา เราทั้งคู่ประสานสายตากันอีกครั้ง มอบรอยยิ้มที่แสนคุ้นเคยให้กันอีกครา คล้ายดั่งคำมั่นว่าเราจะเดินทางเคียงข้างกันจวบจนเวลาสุดท้าย
SHARE
Writer
Stardust1723
Learner and Dreamer
เราเขียนเพื่อเติมเต็มตัวเองและแบ่งปันกับใครสักคน

Comments

bluemooooood
1 year ago
เราจมไปกับคุณจริงๆ
Reply
Stardust1723
1 year ago
ขอบคุณมากนะ มันทำให้เราอยากเขียนความรู้สึกอื่นๆ ออกมาอีก
bluemooooood
1 year ago
รอนะ ชอบประโยคแรกมากเลย เราชอบบบ
Purify_ier
1 year ago
เขียนได้น่าติดตามมาก มีประเด็นหลายๆอย่างให้กลับมาคิดเยอะเลย ขอบคุณที่แชร์นะคะ ^^
Reply
Stardust1723
1 year ago
ขอบคุณมากๆ ที่แวะมาอ่านฮะ :)
Sandgirl
1 year ago
อ่านเพลินและมีแง่คิดค่ะ เป็นงานเขียนที่มีคุณค่า ภาษาสละสลวย ชอบนะคะ
Reply
TeePJ
1 year ago
เขียนดีเกินไป​ อ่านแล้วชอบมากกกก
Reply
jutatipx
1 year ago
คุณเขียนได้ดีมากเลยค่ะ ขอยกให้เป็นที่ 1 ในใจเลย❤
Reply