เมื่อฉันหมด Passion (2)
ความคิดแรกเลยเมื่อเกิดอาการคือ อาการประหลาดแบบนี้ เราไม่ควรไปหาหมอที่โรงพยาบาลทั่วไป เพราะหมอคงให้ยาแก้ปวด หรือสารพัดยา ที่ไม่ได้รักษาอาการนี้ที่ต้นเหตุแน่ๆ เราตัดสินใจไปหาคลีนิคธรรมชาติบำบัดแห่งนึงที่เจ้าของเป็นหมอสายธรรมชาติบำบัดชื่อดัง ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าคิดอะไร รู้แต่ว่า ฉันจะต้องหายๆ ถ้าแค่ไปแล้วได้แค่ยาแก้ปวดและอาการป่วยของชั้นไม่หายจากการไปหาในครั้งเดียว จะทำให้ฉันเสียเวลาทำงาน ฉันต้องรีบหายเพราะฉันจะไปทำงานต่อ

ไม่เล่ารายละเอียดที่หมอตรวจละกันนะ แต่โดยสรุปคือ หมอบอกว่า เราป่วยด้วยอาการอย่างหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่หมอเรียกว่า “Illness” ไม่ใช่ “Disease” ซึ่งอาการแบบนี้ก็เป็นผลมาจากการใช้ชีวิตประจำวันล้วนๆ เลย หมอให้เล่าไล่เรียงว่า ตั้งแต่เช้าจรดเย็น เราใช้ชีวิตยังไง กินยังไง นอนยังไง เครียดมั้ย ออกกำลังหรือเปล่า พักได้มากพอหรือไม่ ไม่ต้องสืบก็คงรู้ว่าการใช้ชีวิตช่วงนั้นมันแย่ เข้างานตั้งแต่ แปดโมง และนั่งทำงานยาวไปถึงสองทุ่มทุกวัน อาหารการกินไม่ต้องพูดถึง กินข้าวราดแกงหน้าออฟฟิศทั้ง 3 มื้อ น้ำเปล่ากินวันนึงไม่ถึงแก้วนึงเลย ผลไม้ไม่ค่อยกิน เพราะอยากกินเร็วๆ เพื่อจะไปทำงานต่อ ออกกำลังนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ไปหรอก เพราะไม่ชอบฟิตเนส แถมเราก็ไม่อ้วน กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน (แหงสิยังเด็กอยู่นี่!) สรุปชัดๆอีกทีก็คือ เรามอบชีวิตของเราให้กับงาน ไม่เหลือชีวิตให้ตัวเองได้ใช้เลย เราคิดถีงงานก่อนเสมอ ความสุขสบายส่วนตัวเป็นเรื่องรอง หาเงินให้ได้เยอะๆก่อน เรื่องหาความสุขไว้ทีหลังได้ ชีวิตมีแต่งาน เรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ความสุข เอาไว้ทีหลัง

จุดนี้นี่คือจุดพลิกของชีวิตเราเลยนะ จากที่เราไม่เคยคิดเรื่องตัวเอง เราเริ่มมาคิดได้ ว่าเออนะ ทำงานเก็บเงินงกๆ แต่ก็ต้องเอาเงินมารักษาตัวเองซะงั้น ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้า แล้วหลังจากที่เรารักษาตัวจนหาย เราก็ตั้งปณิธานกับตัวเองเลยว่า เราจะไม่ให้ความสำคัญกับงานมากเสียจนลืมที่จะรักตัวเองอีกแล้ว เรื่องอะไรเราจะเอาเงินที่เราหามาได้ไปรักษาตัวเอง ค่ารักษาคราวนั้นไม่ใช่น้อยๆนะ และเบิกไม่ได้เลยสักบาทเพราะเป็นการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกที่ไม่ได้รวมอยู่ในประกันสุขภาพของบริษัท

หลังจากเหตุการณ์นั้นเราก็เริ่มไปออกกำลัง ปล่อยวางเรื่องงานไปทีละน้อย มีเรื่องตลกเรื่องนึง คือเราอยากจัดฟัน เพราะฟันเรามันเหยินพอควรเลยแหละ แต่เราไม่กล้า เพราะหัวหน้าเราที่เป็นฝรั่งเค้าไม่ชอบ แต่พอหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ประกอบกับเพื่อนเราบอกเราคำนึง ว่า “แกจะอยู่กับบริษัทนี้ไปตลอดชีวิตหรอวะ” เราแบบ...เออจริง! นี่เราเคยชินกับการขายวิญญาณให้กับบริษัทและงานจนลืมไปเสียสนิทว่า เอ้ย! นี่มันเรื่องชั่วคราว เราทำงานที่นี่นานก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำที่นี่ไปตลอดชีวิตนี่ โอ้ย ทำไมเรื่องแค่นี้คิดไม่ได้นะ

เหตุการณ์นี้เหมือนเป็นจุดปะทุไปสู่การที่เราหมด passion แบบจริงจัง

คือหลังจากที่เราเริ่มปล่อยวางเรื่องงานได้มากขึ้น เราเห็นรอบด้านมากขึ้น ประกอบกับวิกฤติการปิดสาขาที่เราทำอยู่และให้พนักงานของสาขาเราไปควบรวมกับอีกสาขานึง ก็เหมือนเราจะมีเวลามากขึ้นในการที่จะเห็นอะไรๆรอบๆตัวเรามากขึ้น เราเริ่มเห็นว่า อ้อ ที่เราทำงาน ดันยอด สร้างรายได้มากมายให้บริษัทก็เพื่อที่ทางบริษัทจะส่งเงินไปให้บริษัทแม่เดือนละหลายล้าน คือนี่มันก็เรื่องธรรมดาอ่ะนะ แต่สำหรับเราตอนนั้น ที่เอาแต่ทำงาน ทำงานแล้วก็ทำงาน มันคือการเปิดโลกเลยนะ เราถามตัวเอง นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ เราทำประโยชน์ให้บริษัทจนลืมตัวเอง ทำงานไปเพื่อให้บริษัทโตเอาๆแต่มันคุ้มค่ากับสิ่งที่เราเสียไปมั้ย

เราเริ่มได้คิดว่า ต่อให้ไม่มีเรา บริษัทไปต่อได้แน่นอน แต่เราเอง ถ้าหากอาการป่วยคราวนั้นมันหนักหนาสาหัสกว่าที่เราเจอล่ะ จะดูแลตัวเองยังไม่ได้ อย่าว่าแต่จะหาเงินไปดูแลครอบครัวเลย

คราวนี้แหละ ภาวะหมด passion ของจริงเลย

แล้วเหมือนกับการลอกคราบน่ะ เราค่อยๆสลัดหลุดจากการเป็นทาสของบริษัท ความรู้สึกดีๆเริ่มกลับมา เรารู้สึกว่า การพยายามจะดึงดันทำงานที่นี่ต่อไปโดยที่เราไม่มี passion ให้กับงานที่นี่แล้ว ไม่น่าเป็นเรื่องดี เราเลยเริ่มหางาน แต่ช่วงนั้นน่าจะเป็นช่วงราหูอมชีวิตอยู่ คือเราหางานไม่ได้เลยค่ะ จนต้องพึ่งหมอดูเลยทีเดียว หมอดูก็แม่นเสียด้วย บอกว่า เราจะได้งานเมื่อไหร่ และที่ทำงานที่ไหน

แต่เนื่องจาก เราไม่เคยวางแผนไว้ก่อน (อีกแล้ว) การไปทำงานที่ใหม่เป็นการถอยเงินเดือนเราไปครึ่งหนึ่ง ตอนนั้นก็เครียดเหมือนกัน แต่ก็ยังดีที่มีงานทำต่อ และไม่ต้องไปทำงานที่บริษัทแรกนั้นอีกต่อไปแล้ว ยอมถอยเงินเดือน แล้ว ค่อยๆปั้นเงินเดือนขึ้นมาก็ได้ อยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ฟุ้งเฟ้อ เงินเดือนแต่เราก็พอใช้นะ

สรุปก็คือ ภาวะหมด passion มันเกิดขึ้นได้กับทุกคนแหละ แต่อาจจะเกิดช้า เกิดเร็วไม่เท่ากัน แต่ถ้าเราไม่ต้องการจะเกิดภาวะนี้ เราแนะนำแบบนี้นะ

1. เราต้องคอยตรวจเช็คตัวเอง ว่าเราโหมงานมากเกินไปมั้ย ในช่วงเวลานั้นๆ เราอาจจะสนุกกับการทำงาน แต่ต้องไม่ลืมร่างกาย และ จิตใจของเรา อย่างน้อยสุขภาพกายต้องไม่แย่ เพราะยังไงความเครียด หรือสุขภาพใจ มันไม่ใช่เรื่องที่จะกำจัดได้ง่ายๆ อย่าให้ความอยากจะสำเร็จมาพรากเอาสุขภาพที่ดีของเราไป
2. ควรหาสิ่งอื่นทำนอกเวลางาน ที่ทำแล้วเป็นประโยชน์กับตัวเราเอง (หรือถ้าเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆในสังคมได้ยิ่งดี) สิ่งอื่นในที่นี้เป็นได้ทุกอย่าง เช่นออกกำลังกาย ไปเที่ยว เล่นเกมส์ ดูซีรีส์ อะไรก็ได้ที่พาตัวเราออกไปจากเรื่องงานได้บ้าง วันหยุด หรือช่วงที่เราหยุดทำงาน เราจะได้พักสมองที่เอาไปคิดเรื่องงานได้บ้าง
3. ถ้าหากเรายังโอเคกับงานปัจจุบันที่เราทำแต่มันเกิดหมด passion ขึ้นมา ให้รีบ shut down ตัวเอง พาตัวเองออกจากการทำงานแบบเด็ดขาด ง่ายที่สุดคือการลาพักร้อน ควรลาให้ได้อย่างน้อย 3 วัน ไม่มีเงินก็ไม่ต้องไปเที่ยวก็ได้ แค่นอนเป็นผักเฉยๆอยู่กับบ้านแล้วทำกิจกรรมที่ ไม่ใช่การทำงาน สักพักเมื่อสมองได้พักอย่างเพียงพอแล้ว เราก็เหมือนได้ชาร์จแบตเต็ม และกลับไปลุยงานต่อได้อีก

แต่ถ้าหากเล็งเห็นแล้วว่า เราไกล้จะหมด passion กับสิ่งที่ทำอยู่ ให้รีบหาแผนสำรอง ถ้าคุยกับที่ทำงานปัจจุบันในเรื่องของการย้ายสายงาน หรือย้ายแผนกได้ ให้เริ่มหา strategy ในการมองหาคนที่มี potential ที่จะช่วยเราในเรื่องนี้ได้ (บางออฟฟิศ HR อาจจะช่วยเราไม้ได้มากเท่าหัวหน้าแผนกที่เราเล็งไว้ว่าอยากจะไปทำ) หรือาจจะมองหางานที่อื่นไว้ ในกรณีที่เราต้องทำงาน ไม่สามารถอยู่บ้านเฉยๆได้ หรือ หากมีเงินเก็บสำรองไว้ 3 เดือน หรือ 6 เดือนก็ยิ่งดี และถ้าหาก หมด แบบ หมดจริงๆ ไม่มีใจเหลือแล้วจริงๆเราไม่ควรทู่ซี้อยู่ต่อนะ มันไม่แฟร์กับบริษัทที่เราทำงานอยู่ด้วย เพราะเค้าเองก็ไม่ควรจะมาเจอสีหน้าไม่ค่อยดีของเราในตอนเช้าวันทำงาน หรือทัศนคติแย่ของเรา และมันทำให้เราดูแย่ในสายตาหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานที่ปัจจุบันด้วย ดังนั้น #ถ้าหมดใจก็ไปเถอะ

ทุกวันนี้เราก็ได้อยู่ในที่ทำงานที่โอเคมากๆเลย และไม่มีภาวะหมด passion ใดๆอีก เพราะเพราะทั้งเพื่อนร่วมงานเอย องค์กรเอย ดีมากๆทุกอย่าง และถ้าหากว่าช่วงไหนเรารู้สึกว่าเริ่มเหนื่อย จะรีบหลบไปพัก การที่มีเพื่อนร่วมงานดี อยู่ในองค์กรดี ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่เหนื่อยนะ เรื่องงาน ทำเยอะไปมันก็เหนื่อยเกินไปอยู่ดี

ซึ่งการทำงานที่นี่ บอกเลยว่าตรงสเปคเรามากๆ ซึ่งกว่าจะได้งานนี้ก็ผ่านการเปลี่ยนงานมามากมายหลากหลาย แต่ตราบเท่าที่เราไม่ท้อในการหา “งานประจำที่โดนใจ” เราก็จะหามันเจอจนได้ในวันหนึ่งค่ะ

ขอเอาใจช่วยทุกคนให้หลุดพ้นภาวะหมด passion และได้เจองานที่ถูกใจกันค่ะ :)


SHARE

Comments