เมื่อฉันหมด Passion (1)
วันก่อนเห็นโพสต์นึง คนเขียนบอกว่า ตัวเองกำลังรู้สึกเบื่อ คล้ายหมด passion  เอาจริงๆก็ไม่รู้ว่า คำนี้มันแปลว่าอะไรกันแน่ แต่ถ้าตามที่เราเข้าใจ น่าจะเลยคำว่า “เบื่อ” และเริ่มเข้าไกล้คำว่า “หมดอาลัยตายอยาก” ไปแล้ว คือมันจะต้องเป็นภาวะที่ผ่านระยะเวลาแห่งความเบื่อไปแล้วและมีความเข้มข้นทางอารมณ์ระดับนึง และ ความเข้มข้นทางอารมณ์ก็เกิดจากความเคี่ยวจนงวดมาสักพัก ไม่งั้นจะมีคนดังใช้เป็นเหตุผลในการเลิกกับแฟนที่คบกันมานานหรือ อิอิ 

จากการทำงานประจำมา 15 ปี แน่นอนว่า ประสบพบเจอกับคำนี้มาแล้ว ความดำดิ่งในความทุกข์ในวันนั้น เข้าใจเป็นอย่างดี วันนี้เลยอยากจะบันทึกเอาไว้ ว่าสมัยที่เราเคยหมด passion เราผ่านมันมาอย่างไร ถึงจะสะบักสะบอมไปบ้าง แต่ก็มีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ แบบที่ไม่กลับไปสู่สภาวะหมด passion อีกเลย อย่างน้อยก็จนถึงตอนนี้น่ะนะ

เชื่อว่าทุกคนคงเห็นตรงกัน ว่าการทำงาน และชีวิตจริงหลังเรียนจบมันไม่ง่ายเลย นี่คือของจริง เหนื่อยจริง เครียดจริง เจ็บจริง สำหรับคนที่ได้ทำงานที่ชอบ และ ไม่รู้สึกเหนื่อย เครียด ใดๆ ก็ดีใจด้วย แต่คนส่วนใหญ่ไม่ใช่แบบนั้นเนี่ยะสิ

ก่อนอื่นคงต้องเล่าย้อนไป ว่าการทำงานที่ผ่านมา มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงหมด passion ไปได้ และบทเรียนล้ำค่าจากเหตุการณ์ครั้งนั้นที่ปกป้องเรานับจากนั้นเป็นต้นมาคืออะไร บทเรียนราคาแพงที่ได้เมื่อเกือบจะสายไปเสียแล้ว เรียกว่าเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเลยล่ะ

การทำงานที่แรกของเราไม่ใช่การทำงานที่ชอบ แต่เป็นงานที่ต้องทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ และดูแลครอบครัว ซึ่งอย่างที่เล่าไปในโพสต์ที่แล้วว่าไม่เคยเตรียมตัวและเตรียมใจที่จะมาทำงานแบบนี้มาก่อนเลยก็ทำให้เราต้องพยายามอย่างหนักมาก มากแบบ...ในชีวิตไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองพยายามอะไรมากขนาดนี้มาก่อนเลยก็ว่าได้เลยนะ และนั่นคือความกดดันแรก

ราวกับแต้มบุญที่ทำมามันคงจะน้อยนิดกระจิริดมาก นอกจากจะต้องทำงานแอดมินที่ทำไม่เป็น ไม่ เคยรู้จักมาก่อน และไม่ได้ชอบแล้ว เรายังต้อง “ทำยอด” ใช่ค่ะ ทำยอด คือเราจะมีเป้าที่ต้องแตะให้ถึง เป็นเป้าที่ทุกคนในออฟฟิศจะได้รับมา หากทำไม่ได้ก็ไม่ได้มีใครว่าตรงๆนะคะ แค่เรียกคุยและให้คำปรึกษาว่าเราควรจะทำอย่างไรถึงจะทำยอดได้ ทีนี้เรามันคนซื่อ ประกอบกับการไม่เคยผ่านการทำงานที่ไหนมาก่อน บริษัทสั่งอย่างไรก็ทำแบบนั้น เพราะกลัวเขาจะไล่ออก แล้วจะไม่มีงานทำ นี่คือความกดดันอย่างที่สอง

ด้วยความกดดันนี้เอง เราทำงานแบบไม่คิดถึงการหยุดพัก พักในที่นี้หมายถึงการพักแบบ ไป vacation จริงจังน่ะนะ เราพักอย่างมากก็แค่ เดือนละ 1-2 วัน เพื่อที่จะให้สมองได้รู้สึกพักบ้าง เพราะการที่เราต้องทำยอดเนี่ย มันแปลว่า หากเราหยุด วันทำงานที่จะเป็นวันที่เราทำยอดได้ จะหายไป แล้วตอนนั้นน่าเพราะยังเด็กด้วย รู้สึกว่ายังไหว ถ้าทำได้ก็ทำเถอะ

นี่ยังไม่รวมปัญหา อุปสรรคอื่นร้อยแปดที่มันมาจากการทำงานในแต่ละวันนะ ระหว่างที่ทำงานที่นี่ ขอบอกว่า “หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้เลย” คือมันคิดตลอด เดือนนี้จะทำยอดได้ยังไง ในแต่ละวันต้องคิดซอยไปว่า เอ้ะจะไปหาลูกค้าคนไหนที่เค้าอาจจะเอางานมาให้เรา นั่นนี่โน่น แค่เรื่องงานอย่างเดียวก็กินเนื้อที่สมองไปหมดละ จะเอาสมองที่ไหนเหลือไปคิดเรื่องเที่ยว เรื่องหย่อนใจได้เล่า

เราว่าหลายคนเป็นแบบนี้นะ คืออยากจะหยุดคิดแหละ แต่มันหยุดไม่ได้ และเราก็ไม่ชอบภาวะนั้นเลย มันเหนื่อยจริงๆนะ ตอนนั้นวิธีการแก้ปัญหาของเราคือการนอนให้ได้อย่างน้อยแปดชั่วโมง คือคิดแค่ว่า ถ้าหากการทำงานมันจะต้องมีความเครียดและต้องอาศัยการคิดอยู่ตลอดเวลานั้นแล้ว เราควรต้องพักผ่อนสมองเราให้มากพอ แต่ถามว่า เข้านอนสี่ทุ่ม ได้นอนจริงๆก็ห้าทุ่มแหละ ก็คิดไม่หยุดขนาดนั้น เราคงไม่ได้หลับง่ายๆเนอะ

ชัดเจนว่า ความเครียดและความกดดันจากการทำงาน ที่เราเจอทุกเมื่อเชื่อวัน ได้ค่อยๆก่อตัวเป็นเมฆหมอกจางๆที่พร้อมจะขยายตัวเป็นพายุลูกใหญ่ได้ทุกเมื่อ ประกอบกับการทำงานแบบไม่หยุดพักแบบจริงๆจังๆ เสมือนมีตัวเร่งปฏิกิริยาให้การเกิดระเบิดได้มากขึ้น 

จากที่เล่ามา เหมือนว่าเราน่าจะต้องทนทุกข์ทรมานกับงานนี้มากก็จริง แต่ยังไงเราก็ไม่ลาออกค่ะ สาเหตุที่ไม่ลาออกเพราะเราเห็นความเป็นไปได้ในการทำงานที่นี่ มันสอนเราเยอะมาก และการเติบโตในสายงานมันมี สรุปรวมแล้ว เราทำงานที่นี่อยู่ หกปีกว่า 

หกปีกว่านี้ ด้วยสภาพการทำงานที่หนักหนา และ หนักมากขึ้นเรื่อยๆเพราะเราได้เลื่อนตำแหน่ง ความเครียดกำลังสองเลยค่ะคราวนี้ การหยุดคิดเรื่องงานไม่ได้มันสาหัสกว่าเดิมมากๆ วันเสาร์ทีไรเราสลบเหมือด บางทีก็รู้สึกป่วย เหมือนคนเป็นไข้ เวลาวันเสาร์ อาทิตย์ หลักๆคิดว่า เพราะใช้ร่างและใช้สมองมากเกินไป อะไรที่มันมากเกินไปมันก็ให้โทษทั้งนั้น แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้เราหมดกับงานนี้นะ

ซึ่งสิ่งที่เป็นเหมือนกับดักในการทำงานที่นี่อีกอย่างคือ บริษัทให้เงินเดือนสูงมาก ยิ่งตอนเลื่อนเป็นระดับผู้จัดการแล้วนี่ บอกเลยว่ารายได้สูงมากจริง ยังไม่นับรวมโบนัสถ้าทำยอดได้ และโบนัสประจำปีอีก คือค่าตอบแทนสูงมากก็จริง แต่คุณก็ต้อง “พิสูจน์” ให้บริษัทเห็นว่าคุณมีค่าสมกับเงินที่บริษัทจ่ายไป 

จุดพีคคือ เช้าวันนึงที่เราต้องตื่นเช้าเพื่อมาทำงาน อยู่ดีๆเราก็ปวดหัวตอนลุกขึ้นจากที่นอน เป็นความปวดหัวที่เราไม่เคยเจอมาก่อน เลยล้มตัวกลับไปนอนใหม่ แต่พอเอนตัวนอนลงไป อ้าว หายปวดเฉยเลย เอาแล้วๆ ฉันเป็นอะไรเนี่ย!
สตอรี่นี้มันเริ่มจะยาวเกินไปแล้ว ดังนั้น เรื่องราวต่อจากนี้ อ่านต่อได้ที่โพสต์หน้านะคะ :)
SHARE

Comments