สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก "คนไทยฉลาดการเงิน Money Literacy" (2/2)
5

คำถาม: ดอกเบี้ยทบต้นทำงานอย่างไร?

ลองคิดภาพเงินฝากธนาคารสมัยก่อนก็ได้ ที่ดอกเบี้ยสูงมาก เราฝากไว้แล้วมีดอกงอกขึ้นมา พอเราไม่ถอน เงินฝากในปีนี้ + ดอกเบี้ย = เงินต้นของปีหน้า แล้วพอปีหน้ามีดอกงอกขึ้นมาอีก มันก็จะทบ กลายเป็นเงินต้นในปีถัดๆ ไป

ทำให้คนสมัยก่อน แค่ฝากธนาคารก็สบายแล้ว แต่เราไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีกแล้ว เพราะ... ดอกเบี้ยเงินฝากสมัยนี้ ก็อย่างที่รู้ๆ กันนะคะ

เช่นกัน หากเราลงทุนแบบไม่ถอนเงินออกมา แล้วปล่อยให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงานนานพอ (เรายังเหลือเวลาอีก 20-30-40 ปีถึงจะเกษียณ) สมมติเราจัดการทำให้เกิดผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปีได้
เงิน 1 หน่วยที่ลงทุนไป จะกลายเป็น 3.21 หน่วยในเวลา 20 ปี, 5.74 หน่วย ใน 30 ปี และ 10.29 หน่วยใน 40 ปี (โดยเราไม่ต้องเติมเงินเข้าไป)
 
แต่ถ้าเราขยันเพิ่มเติมความรู้ทางการเงิน สามารถทำให้เงินออมของเราสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปีได้ เงิน 1 หน่วยที่ลงไป จะกลายเป็น 6.73 หน่วยในเวลา 20 ปี, 17.45 หน่วยใน 30 ปี และ 45.26 หน่วยใน 40 ปี

คำว่าเงิน 1 หน่วย สามารถเป็นเงิน 1 บาท, 1 แสนบาท หรือ 1 ล้านบาทก็ได้

จะเห็นว่า ถ้าใครยิ่งเริ่มวางแผนเกษียณก่อนก็ยิ่งได้เปรียบ เพราะมีเวลายาวนานเพียงพอที่จะทำให้เงินงอกเงยด้วยพลังของดอกเบี้ยทบต้น

ประเด็นถัดมาก็จะมี 2 เรื่องคือ
ประเด็นที่ 1 จะไปหาเงินลงทุนก้อนแรกใหญ่ขนาดนั้นมาจากไหน?
ประเด็นที่ 2 จะไปหาอัตราผลตอบแทนแบบ 6% 10% แบบนั้นได้จากที่ไหน


ประเด็นที่ 1 การเตรียมเงินก้อนแรกอาจไม่ได้ยากอย่างที่เราคิด เพราะอย่าลืมว่าเรามี “พลังของดอกเบี้ยทบต้น” อยู่ เราสามารถใช้พลังนี้ในการช่วยเตรียมเงินลงทุนให้เราได้ โดยไม่ต้องเตรียมเป็นเงินก้อนด้วยซ้ำไป แต่เราจะใช้วิธี “ออมเข้าไปในจำนวนเท่าๆ กันทุกเดือน”

สมมติเรามีเวลาอีก 30 ปีถึงจะเกษียณ และสามารถบริหารให้เกิดผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปีได้

เราลงทุนเพียงเดือนละ 1,050 บาท (หรือ ปีละ 12,600 บาท กรณีรายได้ไม่ประจำ) เป็นเวลาต่อเนื่อง 30 ปี เราก็สามารถบรรลุเป้าหมายทุนเกษียณ 1 ล้านบาทได้

ถ้าใครมีเป้าหมายทุนเกษียณเป็น 5 ล้านบาท ก็คูณ 5 คือ ตกเดือนละ 1,050 x 5 = 5,250 บาท หรือ ปีละ 12,600 x 5 = 63,000 บาท ต่อเนื่อง 30 ปี ก็จะได้ทุนเกษียณครบเป้า 5 ล้านบาทในวันที่เราทำงานไม่ไหวขึ้นมาได้



ประเด็นที่ 2 ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% 8% หรือสูงกว่านั้น จะหาได้ที่ไหน?

ความจริงแล้ว ผลตอบแทนเท่านี้ก็มีอยู่ในบริการของธนาคารใกล้บ้านนะคะ เพียงแต่ว่านี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องศึกษาหาความรู้ทางการเงินเพิ่มเติมเรื่อยๆ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินสักตัว

จากสถิติผลตอบแทนระหว่างปี 2542 – 2558 (17 ปี)
ผลตอบแทนของเงินฝากประจำ ค่าสูงสุดอยู่ที่ 6.0% ต่ำสุด 0.7% เฉลี่ย 17 ปี อยู่ที่ 2.6%
ผลตอบแทนของตราสารหนี้ ค่าสูงสุดอยู่ที่ 7.8% ต่ำสุด 0.4% เฉลี่ย 17 ปี อยู่ที่ 3.9%
ผลตอบแทนของหุ้นไทย ค่าสูงสุดอยู่ที่ 120.7% ต่ำสุด -44.1% เฉลี่ย 17 ปี อยู่ที่ 11.1%


เนื่องจากเงินเฟ้อบ้านเราอยู่ที่ 3% ดังนั้น ถ้าเราจะเอาเงินเกษียณของเราไปวางไว้ในบัญชีฝากประจำนานขนาดนั้น ด้วยผลตอบแทนเท่านี้ ไม่เหมาะแน่นอน เพราะอัตราผลตอบแทนเงินฝากประจำสู้อัตราเงินเฟ้อไม่ได้

ส่วนตราสารหนี้ ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนระยะยาวคือ 3.9% จัดว่าสูงกว่าเงินเฟ้อ ถือว่าตัวนี้น่าสนใจ ตราสารหนี้ คือ การที่เราให้คนอื่นยืมเงิน โดยมีตราสารหนี้เป็นเหมือนสัญญากู้ยืม ถ้าให้รัฐบาลยืม เรียกว่า “พันธบัตรรัฐบาล” ถ้าให้บริษัทเอกชนยืม เรียกว่า “ตั๋วแลกเงิน” หรือ “หุ้นกู้” เนื่องจากมันคือการให้คนอื่นกู้ยืมเงิน เขาจึงให้ผลตอบแทนเราในรูปดอกเบี้ย และแน่นอนว่ามันมีความเสี่ยง เช่น ถ้าลูกหนี้เบี้ยว เราก็ต้องรับผลขาดทุนเอง แต่เราก็สามารถเลือกลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ที่ผู้กู้มีความมั่นคงแข็งแรงได้

ส่วนหุ้น มาจากคำว่า “หุ้นส่วน” คือ เราไปเป็นเจ้าของร่วมในกิจการต่างๆ ซึ่งธรรมดาแล้ว ธุรกิจก็จะมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว มันก็จะมีปีที่ตลาดหุ้นขึ้นสูงสุด (ผลตอบแทน 120.7%) กับตกต่ำสุดๆ (ผลตอบแทน -44.1%) แต่ถ้าเราเปลี่ยนจากการไล่ล่าผลตอบแทนแบบปีต่อปี ไปดูค่าเฉลี่ยผลตอบแทนระยะยาว จะเห็นว่า หุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 11.1% ในเวลา 17 ปี


จะเห็นว่า “ตราสารหนี้” กับ “หุ้น” ให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อได้ ด้วยธรรมชาติของตราสารหนี้ มีดีตรงที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกอย่างสม่ำเสมอ ส่วนหุ้น ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวสูงมาก แต่มีข้อเสียคือ บางช่วงก็ขาดทุนรุนแรง ฉะนั้น เราสามารถเลือกลงทุน “ตราสารหนี้” กับ “หุ้น” ผสมกันในสัดส่วนต่างๆ เพื่อทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวดีขึ้นได้


สถิติผลตอบแทนของการจัดสรรสินทรัพย์ระหว่างตราสารหนี้และหุ้น ระหว่างปี 2542-2558 (17 ปี) จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย(ทบต้น) ดังนี้

ลงทุนตราสารหนี้ 100% ผลตอบแทนเฉลี่ย(ทบต้น) 3.9%
ผสมหุ้น 20% ผลตอบแทนเฉลี่ย(ทบต้น) 6.4%
ผสมหุ้น 40% ผลตอบแทนเฉลี่ย(ทบต้น) 8.3%
ผสมหุ้น 60% ผลตอบแทนเฉลี่ย(ทบต้น) 9.8%
หุ้น 100% ผลตอบแทนเฉลี่ย(ทบต้น) 11.1%

การเลือกลงทุนแบบผสมตราสารหนี้กับหุ้นในสัดส่วนต่างๆ กัน จึงเหมาะกับคนที่หวังผลตอบแทน 6-10% โดยที่ไม่ได้อยากเสี่ยงลงเงินกับหุ้นทั้งหมด


เหตุผลที่เราต้องวางแผนการลงทุนล่วงหน้า ก็เพื่อเราจะได้เข้าใจแต่ต้นว่าเราต้องเล่นเกมสั้นหรือยาวแค่ไหน หากเราถือยาวเพียงพอ มันจะสามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ตามที่ตั้งใจไว้ เรารู้อยู่แล้วว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นแน่นอนเพราะมันเป็นวัฏจักรของมัน ในเมื่อเรารู้อยู่แล้วว่ามันจะมีปีที่แย่ หุ้นตกหนักแน่นอน เราจะได้ทำใจยอมรับไว้ก่อนเลยล่วงหน้า ที่ว่ามันจะเจ็บ มันจะเจ็บขนาดไหน เพื่อที่ว่าวันแย่ๆ มาถึงจริง จะได้ผ่านวันเวลาพวกนั้นไปได้

เวลาจะซื้อกองทุนผสม สามารถเลือกซื้อกองทุนผสมที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ผสมมาให้เรียบร้อยแล้วก็ได้ เราก็ดูนโยบบายการลุงทุนในหนังสือชี้ชวน (Fund Fact Sheet) ว่าเขาจะนำเงินเราไปลงในสินทรัพย์แบบไหน สัดส่วนเท่าไรบ้าง ดูผลตอบแทนย้อนหลังระยะยาว ระยะสั้นว่าเป็นอย่างไร และดูค่าธรรมเนียมของกองทุน

บลจ. ส่วนใหญ่เป็นบริษัทลูกของธนาคาร ดังนั้น เราสามารถทำเรื่องซื้อกองทุนที่ธนาคารใกล้บ้านเลยก็ได้

หรือถ้าสัดส่วนผสมการลงทุนที่บลจ. จัดไว้ไม่ถูกใจเรา เราจะผสมเองก็ได้ ก็ซื้อแยกเป็นกองทุนตราสารหนี้ กับกองทุนหุ้น โดยจัดให้อยู่ในสัดส่วนที่เราพอใจ



6

จากรากฐาน 3 ข้อ คุณลักษณะของคนที่ประสบความสำเร็จทางการเงินพึงมี จะเห็นว่า นอกจากจะต้องมีความรับผิดชอบทางการเงิน หมั่นเพิ่มเติมความรู้ทางการเงินของตัวเองสม่ำเสมอแล้ว เรายังต้องมีวินัยด้วย

จากคำอธิบายประเด็นที่ 1 จะเห็นว่า เราไม่ได้ต้องการ “เงินก้อนใหญ่” เสียทีเดียว แต่เราต้องการ “เงินก้อนเล็ก” ที่ “สม่ำเสมอ” ในจำนวนเท่ากันทุกเดือน (หรือทุกไตรมาส หรือทุกปี) วินัยทางการเงินคือแบบนี้ เราสามารถออมเงินเพื่อการเกษียณด้วยการซื้อกองทุนผสมในจำนวนเท่ากันทุกเดือนได้ เพื่อให้ “ดอกเบี้ยทบต้น” ได้แสดงพลังทวีทางการเงินของมัน

ซึ่งธนาคารต่างๆ มีบริการไว้ช่วยเรารักษาวินัยในการออมอยู่ นั่นคือ เราสามารถบอกให้ธนาคารหักเงินจากบัญชีเงินฝากเพื่อนำไปลงทุนให้เป็นประจำเป็นอัตโนมัติได้ แค่แจ้งว่าต้องการซื้อกองทุนชื่ออะไร, จำนวนเงินเท่าไร, ให้ตัดบัญชีความถี่ขนาดไหน (รายเดือน หรือรายไตรมาส), และเลือกวันที่จะให้ตัดบัญชีเพื่อลงทุน จากนั้นธนาคารจะทำการหักเงินของเราไปลงทุนให้เองเลยเป็นอัตโนมัติ

พอเราลงทุนได้แบบนี้ทุกเดือนในจำนวนเงินลงทุนเท่าๆ กัน มันทำให้เราได้ใช้ประโยชน์จาก DCA ไปในตัว (DCA คือ Dollar Cost Averaging) คือ มูลค่าสินทรัพย์ย่อมมีขึ้นมีลงตามแต่สภาพตลาดอยู่แล้ว แต่พอเราซื้อต่อเนื่องทุกเดือน เน้นการถือในระยะยาว พอถัวเฉลี่ยทั้งหมดออกมา สุดท้าย ก็ยังทำให้คนลงทุนด้วยวิธีนี้ได้กำไร

ข้อพึงระวังของ DCA คือ

(1) บางคนนำ DCA ไปใช้กับหุ้น ไม่ใช่กับกองทุนผสม แต่หุ้นมันจะเสี่ยงกว่า เพราะแปลว่าลงเงินกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง และมันมีความเป็นไปได้ว่ากิจการจะขาดทุนจนกระทั่งล้มละลาย ถ้าเราไม่ถนัดเล่นหุ้น เช่น ไม่ถนัดติดตามหรือวิเคราะห์ข้อมูล คือไม่ทันได้ขายในเวลาที่ควรจะถอยออกมา เราซึ่งเป็นคนถือหุ้นนั้นไว้จะพลอยเสียหายหนักไปด้วย

(2) DCA จะมีผลดีกับระยะเวลาลงทุนยาว ดังนั้นหากเน้นลงทุนระยะสั้น ถึงจะเลือกหุ้นหรือกองทุนรวมดี แต่เกิดเข้าตลาดตอนมีวิกฤต จะอย่างไรก็ต้องเจอผลตอบแทนปรับตัวลดลงชั่วคราวอยู่ดี


หากเราเริ่มวางแผนเกษียณตั้งแต่วันนี้ เราก็จะมีเวลาปล่อยให้ “ดอกเบี้ยทบต้น” ทำงานอีก 20-30-40 ปีแล้วแต่อายุของเราและปีที่เราตั้งใจจะเกษียณ เริ่มต้นตอนนี้ยังไม่ได้สายเกินไป

และในระยะปีท้ายๆ ก่อนที่เราจะเกษียณ ช่วง 5-7 ปีสุดท้าย อย่าลืมต้องปรับการลงทุนให้มีความเสี่ยงลดลงด้วย เพราะระยะเวลาในการถือของเราจะเริ่มสั้นเข้ามาแล้ว

สำหรับพนักงานประจำ เช่น ข้าราชการ หรือพนักงานบริษัทเอกชน ยังจะมีแหล่งเงินทุนเกษียณที่ทางองค์กรเตรียมไว้ให้ก้อนใหญ่ตอนเราอยู่จนครบอายุงานด้วย ลองศึกษาดูนะคะ สมมติเราต้องการทุนเกษียณ 7 ล้าน แต่ที่องค์กรเตรียมไว้ก็อาจมีมูลค่าถึง 2-3 ล้านแล้ว ขึ้นอยู่กับนโยบายบริหารจัดการกองทุนของทางองค์กร พอมีเงินช่วยตรงนี้ เป้าหมายทุนเกษียณของคนที่ทำงานองค์กรก็จะลดลง ทำให้ต้องทำต่อประมาณ 4-5 ล้านบาท ซึ่งมันทำได้และเป็นไปได้จริงๆ

สำหรับฟรีแลนซ์และนายตัวเองทุกท่าน เราไม่มีองค์กรช่วย ดังนั้นต้องขยันเติมความรู้ทางการเงิน วางแผนแล้วลงมือทำตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัดนะคะ

(สามารถศึกษาเรื่องวางแผนเกษียณ เลือกซื้อกองทุน ได้จาก www.a-academy.net มีหลักสูตรทางการเงินมากมายให้เรียนฟรี มีแบบวิดิโอด้วย แบบสัมมนาก็มีจัดอบรมฟรีเช่นกันค่ะ)



7

ตะกร้า 3 เงินลงทุน

เงินลงทุนในที่นี้คือ การสร้างทรัพย์สินเพื่อให้ทรัพย์สินทำรายได้ให้เรา (Passive Income) เราทำหน้าที่วางระบบและคอยควบคุมให้ระบบนั้นดำเนินไปเองได้ โดยที่ตัวเราไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงาน

เป้าหมายที่ต้องการคือ ทำให้เกิดรายได้จากทรัพย์สินในแต่ละเดือน มากกว่ารายจ่ายต่อเดือน

ทรัพย์สินในลักษณะนี้ มี 4 กลุ่ม คือ

(1) ตราสารทางการเงิน เช่น พันธบัตร หุ้น กองทุนรวม 
ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยและเงินปันผล
เหมาะกับคนไม่ถนัดจะดูแลกิจการของตัวเอง ไม่อยากวุ่นวายเรื่องคน

ข้อดี คือ สภาพคล่องดี (เปลี่ยนเป็นเงินสดง่าย)
ข้อเสีย คือ ปัจจัยกระทบจากภายนอกมีมาก, ถ้าต้องการทำให้เกิดกระแสเงินสดรายเดือน ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก เช่น ถ้าอยากได้เงินปันผลจากหุ้นเดือนละ 10,000 บาท (120,000 บาท/ปี) ก็อาจต้องใช้เงินลงทุนถึง 3 ล้านบาท ด้วยอัตราผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยที่ 3-4%

(2) อสังหาริมทรัพย์ คือ การลงทุนในกลุ่มทรัพย์สินให้เช่าต่างๆ เช่น บ้านเช่า คอนโด ตึกแถว หอพัก ลานจอดรถ ที่ดิน 
ให้ผลตอบแทนในรูปเงินสดจากค่าเช่า

ข้อดี คือ ใช้เงินคนอื่นมาผ่อนแรงเพื่อสร้างผลตอบแทนของเราให้สูงขึ้น, กระแสเงินสดค่อนข้างแน่นอน, การบริหารจัดการไม่ยุ่งยากมากนัก
ข้อเสีย คือ สภาพคล่องต่ำ ซื้อขายกันทีไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลา, หากลงทุนผิดพลาดขึ้นมา มีโอกาสเสียสภาพคล่องทางการเงินไปด้วย

(3) ธุรกิจ หมายถึง การสร้างธุรกิจขึ้นมาพร้อมระบบบริหารจัดการ เพื่อให้คนอื่นดูแลงานแทนเราได้ ไม่ต้องทำงานทุกวัน หน้าที่หลักของเจ้าของกิจการคือ สร้างระบบ แล้วคอยติดตามควบคุม
ให้ผลตอบแทนในรูปเงินสด

ข้อดี คือ อัตราผลตอบแทนสูงมาก (มาร์ค ซัคเคอเบิร์กทำเงินจาก Facebook โดยเปลี่ยนเงิน 1 ล้านเหรียญ เป็น 1 พันล้านเหรียญได้ในเวลา 1 ปี), สร้างกระแสเงินสดได้ทุกวัน, บางกิจการใช้เงินลงทุนต่ำมาก หรือไม่ใช้เงินตัวเองเลยก็ได้ โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ 
ข้อเสีย คือ ต้องอาศัยทักษะในการบริหารจัดการสูง, ต้องดูแลและจัดการคนมากมาย

(4) ทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึง สิ่งมีมูลค่าที่เกิดจากความคิดของเรา เช่น งานเขียน งานเพลง ภาพวาด ภาพถ่าย สิ่งประดิษฐ์

พอเราเข้าใจแนวคิดของการถือครองทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้ให้เราได้แล้ว ก็ลองวางแผนคร่าวๆ ให้ตัวเองตามความถนัด ความชอบของตนเองได้เลยว่าเราถนัดจะหารายได้จากทรัพย์สินตัวไหน

สมมติว่า นาย A ตั้งใจจะให้ตนเองมีอิสรภาพทางการเงินในอีก 10 ปีข้างหน้า ทรัพย์สินจะสร้างรายได้รวมให้เขามากกว่ารายจ่าย ทำให้เขาไม่ต้องทำงานอีกต่อไป เลือกไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบตามใจได้

นาย A ตอนนี้อายุ 25 ปี คาดว่าตอนที่เขาอายุ 35 ปี เขาน่าจะมีรายจ่ายเฉลี่ยตกเดือนละ 50,000 บาท

เขาจึงตั้งใจว่า อยากให้มีรายได้รวมจากทรัพย์สิน 60,000 บาท จะได้มีเพียงพอใช้จ่ายทุกเดือน และยังมีเหลือเก็บ 10,000 บาทุกเดือนอีกด้วย

ตามความชอบและความถนัดของนาย A จึงจัดสัดส่วนวิธีหารายได้จากทรัพย์สิน ดังนี้

รายได้จากธุรกิจ คิดเป็น 50% = 30,000 บาท
รายได้จากอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า คิดเป็น 42% = 25,000 บาท
รายได้จากเงินปันผลหุ้น คิดเป็น 8% = 5,000 บาท

จากนั้น นำสัดส่วนวิธีการหารายได้จากทรัพย์สินมาตั้งเป็นโจทย์ เพื่อเป้าหมายแห่งอิสรภาพ (จะได้มีเงิน มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัว) และเป้าหมายแห่งความมั่งคั่ง (สร้าง Passive Income 60,000 บาท) แล้วสร้างมันออกมาให้เป็นแผนการ ศึกษา เรียนรู้ แล้วลงมือทำ

เช่น รายได้จากอสังหาที่อยากได้คือ 25,000 บาทใน 10 ปี ต้องทำอย่างไร? 
-สมมติ นาย A ชอบคอนโด จึงศึกษาวิธีการลงทุนในคอนโด และตกลงว่าจะลงทุนซื้อคอนโดมือสองเพื่อปล่อยเช่า มองไว้เป็นคอนโดในแนวรถไฟฟ้า เพราะใกล้ย่านทำงาน โดยมีราคา 2-3 ล้าน เป็นจำนวน 4 ห้อง โดยใช้เงินธนาคาร 90-100%

-กำหนดเกณฑ์ค่าเช่าหักลบค่าใช้จ่าย (รวมเงินผ่อนธนาคาร) ทำให้เกิดรายได้ขั้นต่ำ 5,000 บาท/เดือน/ห้อง

-หลังเลิกงาน วันจันทร์-ศุกร์ นาย A จะใช้เวลาไล่ดูคอนโดที่ตรงกับความสนใจทางอินเตอร์เน็ท แล้วจัดการนัดหมายกับนายหน้าคอนโดว่าจะเข้าไปดูห้องทุกเช้าวันเสาร์ เพื่อลงพื้นที่ไปสำรวจความน่าสนใจของทรัพย์ที่จะซื้อจริงๆ ตั้งเป้าหมายกับตัวเองว่าดูไม่ถึง 80 ห้องไม่เลิก (เคยได้ยินว่าบางคนก็ดูเป็น 100 ห้องเพื่อเจอห้องถูกใจห้องเดียวนะคะ :-) )

-เมื่อลงทุนแล้ว ให้ทยอยย้ายชื่อตัวเองเข้าไปในทะเบียนบ้านห้องละ 1 ปี เพราะตอนจะขาย จะได้ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% (กรณีนี้ว่ามีข้อเสนอซื้อดีๆ เข้ามา และราคานั้นมีกำไรมากพอ)

-ทุกๆ 3 ปี รีไฟแนนซ์เงินต้นที่ยังค้างอยู่ เพื่อลดค่าผ่อนชำระ รวมถึงพิจารณาราคาค่าเช่าในตลาด เพราะอาจขึ้นค่าเช่าได้ ในกรณีที่ค่าเช่าในตลาดปรับตัวสูงขึ้น

กับทรัพย์สินอื่นๆ ก็เช่นกัน เมื่อมีเป้าหมายมาเป็นโจทย์แล้ว หน้าที่ของเราคือต้องคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีเงินจำนวนนั้นได้ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องคอยศึกษาวิธีการลงทุนใหม่ๆ อยู่เสมอ วางแผน แล้วลงมือทำ เพื่อที่จะได้เดินไปจนถึงเป้าหมาย


8
 
อย่าลืมว่า คุณลักษณะของคนที่ประสบความสำเร็จทางการเงินพึงมี 3 ประการ ประกอบไปด้วย ความรับผิดชอบ การหมั่นเติมความรู้ทางการเงิน และการมีวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด ไม่สามารถขาดอย่างใดอย่างใดอย่างหนึ่งไปได้ มันเป็นรากฐานของการเดินทางบนถนนสายการเงิน

ยังไม่สายเกินไปที่จะรับผิดชอบอนาคตทางการเงินของตัวเอง เริ่มต้นจากรู้จักรายจ่ายของตัวเอง โดยการ “ลงบัญชีรายรับ-รายจ่าย” ทุกวัน ทำสรุปรายเดือน ขยับมาทำสรุปรายปี ศึกษาเรื่องสภาพคล่อง ศึกษาเรื่องการจัดการความเสี่ยง(ถ้าเข้าใจเรื่องนี้จะคุยกับคนขายประกันได้อย่างไม่เคอะเขินแล้ว) วางแผนเกษียณของตัวเอง เริ่มคิดเรื่องถือครองทรัพย์สินที่จะสร้างรายได้ และอย่าลืมทำความเข้าใจเรื่องภาษี เพื่อการเสียภาษีอย่างถูกต้อง



ขอให้ทุกคนสมปรารถนา มั่งคั่งดั่งใจต้องการค่ะ :-) 


nananatte

27.07.2019


ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v

Source:
หนังสือ "คนไทยฉลาดการเงิน Money Literacy"
http://bit.ly/2Ol9rwl
 
SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments