สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก "คนไทยฉลาดการเงิน Money Literacy" (1/2)
1

สัปดาห์นี้ถูกหนังสือดูดค่ะ น้องชายส่งหนังสือมาให้อ่านตามคำขอ

เราบอกน้องที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินว่า “ขอยืมหนังสือการเงินส่วนบุคคลดีๆ เล่มนึง เอาอ่านง่ายๆ นะ”

น้องเลยส่งเล่มนี้มาให้ นั่นก็คือ “คนไทยฉลาดการเงิน Money Literacy” ของคุณ The Money Coach อาจารย์เอจาก A-Academy และอาจารย์พี่หนอมจาก Taxbugnoms บล็อกภาษีข้างถนน

คือแค่คนเขียนสามท่านนี่ก็...สุดๆ แล้วล่ะ อ่านไปนี่ก็ได้แต่บูชาความดีงามของหนังสือเล่มนี้ อ่านง่ายมากกกกกกก

จริงๆ ไม่ได้ประชด ศัพท์ไม่ยาก ไม่ติดกลิ่นการเงินการธนาคารที่ชวนเวียนหัวเลย

หนังสือเล่มนี้คือคำอธิบายแผนที่สู่อิสรภาพทางการเงิน ไม่ว่าจะมนุษย์เงินเดือนหรืออาชีพอิสระ สามารถอ่านเล่มนี้ได้ เพราะอธิบายหลักการเบื้องต้นไว้แน่นและครบ เนื้อล้วนๆ แทบไม่มีน้ำเลย แต่อ่านสนุกมาก ไม่ง่วงเลยสักนิด

เราแนะนำเพื่อนไป 5 คนแล้วว่าซื้อเถอะ อ่านเถอะ นี่คือหนังสือที่คนไทยทุกคนควรต้องอ่าน ถ้าให้ดีควรจะอ่านตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน 1-2 ปีแรกแล้วเสียด้วยซ้ำ

พออ่านจนจบแล้ว เราคิดว่า... ถึงจะทำงานอิสระ ก็มีบั้นปลายชีวิตสบายๆ ได้เหมือนกันนะ ไม่จำเป็นต้องตกระกำลำบากอย่างที่วิตกกังวลกันหรอก


2

ตั้งแต่เด็ก คำแนะนำทางการเงินที่เราเคยได้ยิน น่าจะเรียงลำดับแบบนี้
ตั้งใจทำงานหาเงินให้ได้เยอะๆ (รายได้), 
ใช้จ่ายประหยัดๆ (รายจ่าย), 
ออมเงินให้มากๆ นะ (เงินออม)

แต่ถ้าอ่าน “คนไทยฉลาดการเงิน” จะพบว่า คำแนะนำที่เราเคยได้ยินกัน... มันเรียงลำดับความสำคัญผิดและให้คำอธิบายสั้นๆ ไว้ไม่ครบ คำแนะนำทางการเงินฉบับย่นย่อควรต้องเป็น:
(1) รู้จักการใช้จ่ายของตัวเอง และใช้จ่ายอย่างฉลาด (รายจ่าย)
(2) ออมเงินอย่างมีวินัย และทำให้เงินออมงอกเงย (เงินออม)
(3) เพิ่มรายได้ และสร้างรายได้จากทรัพย์สิน (รายรับ)

จะเห็นว่า จุดเริ่มต้นของการเงินส่วนบุคคลอยู่ที่ “รายจ่าย” ไม่ใช่มัวแต่ทำงานสร้างรายได้มากๆ แต่ต้องเริ่มจากรู้ว่าตัวเองใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง ทำบันทึกข้อมูลรายรับ-รายจ่ายรายวัน ทำสรุปรายการออกมาเป็นเดือนทีละเดือน แบ่งแยกค่าใช้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายประจำ(เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ท ค่าเช่าห้อง ค่าโทรศัพท์ ค่าผ่อนรถ) ค่าใช้จ่ายแปรผัน (เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสันทนาการ-บันเทิง) และค่าใช้จ่ายพิเศษที่ไม่ได้ต้องจ่ายทุกเดือน (เช่น ค่าเบี้ยประกันชีวิต ค่ากลับบ้านสงกรานต์ ค่ากลับบ้านวันแม่ ค่าสังสรรค์ปีใหม่ ค่าท่องเที่ยวต่างประเทศ)

เพราะทันทีที่เรารู้รายละเอียดการใช้จ่ายของตัวเองในรูปรายเดือนและรายปี เราสามารถวางแผนบริหารสภาพคล่องของตัวเองได้ สามารถตั้งงบประมาณการใช้จ่ายรายวันของตัวเองไม่ให้ใช้เกินกว่านั้นได้ และเมื่อสิ้นเดือนมาถึงก็จะมีเงินคงเหลือให้สามารถนำไปออมได้ต่อไป

โมเดลสู่อิสรภาพทางการเงิน ประกอบไปด้วยโครงสร้าง 3 ส่วนคือ รากฐาน 3 ประการ, เสาหลัก 4 ประการ, และยอดตึก 6 ประการ

การบริหารสภาพคล่องคือ 1 ในเสาหลักทั้งสี่ที่จะนำไปสู่อิสรภาพทางการเงิน ให้เลือกโฟกัสกับค่าใช้จ่ายก่อน เก็บข้อมูลการใช้จ่ายของตัวเองมาให้ได้ เพราะรายจ่าย = วิธีใช้จ่าย = วิธีใช้ชีวิต = ไลฟ์สไตล์ เมื่อเรารู้ข้อมูลการใช้จ่ายของตัวเอง เราสามารถนำมาวิเคราะห์และวางแผนทางการเงินต่อไปได้ บริหารสภาพคล่องได้ และปลดหนี้จน(หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) ได้


หลักการคือ “ทันทีที่มีรายได้เข้ามา ให้ออมก่อน” แล้วค่อยนำไปใช้จ่าย

ยิ่งถ้าการเงินตึงมือ และเราเลือกที่จะกัดฟันออมก่อน(มันคือการจ่ายให้ตัวเองก่อน) มันจะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองมากกว่า เพราะถึงมันจะยากลำบาก แต่เราก็ยังเลือกที่จะแสดงความรักต่อตัวเองออกมาด้วยการรักษาวินัยทางการเงิน และถ้ายิ่งศึกษาไป ก็จะยิ่งเข้าใจว่า การออมสม่ำเสมอทุกเดือนมีพลังมากมายขนาดไหน อาจไม่จำเป็นต้องออมเป็นจำนวนเงินมากมายด้วยซ้ำ

การจัดการเงินออม คือ ให้ออมจากรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย 10% เช่น ถ้ามีรายได้ 20,000 บาท ถูกหักภาษีและอื่นๆ เหลือ 17,000 บาท จำนวนเงินที่ออมคือ 2,000 บาท ไม่ใช่ 1,700 บาท (อย่าตุกติก)

ให้ออมจำนวนนี้ทุกเดือน หากเป็นฟรีแลนซ์ ไม่ได้รับรายได้ทุกเดือน ก็อาจใช้วิธีออมรายไตรมาสก็ได้ หรือออมทุก 10% ของการรับงานก็ได้เช่นกัน ประเด็นคือเพื่อสร้างนิสัยและวินัยในการออมให้เกิดขึ้นกับตัวเองให้ได้ ...มันคือการวิ่งมาราธอนระยะยาวตลอดชีวิต ต้องสร้างให้ตัวเองมีนิสัยออมสม่ำเสมอให้ได้

ถ้าเดือนไหนมีค่าใช้จ่ายหนักจริงๆ เช่น ต้องจ่ายเบี้ยประกันชีวิต หรือมีรายจ่ายก่อนใหญ่ อาจจะลดการออมเดือนนั้นมาที่ 3-5% แต่ไม่ออมไม่ได้ เพราะการออมคือการรักตัวเอง ออมก่อน แล้วค่อยเอาเงินที่เหลือไปใช้จ่ายและจ่ายหนี้ ไม่งั้นเมื่อเราได้รายได้มา มันจะกลายเป็นว่า “ทำงานเป็นสิบปี ไม่มีเงินเก็บ” เพราะทันทีที่เราได้เงิน เราก็เอาไปให้คนอื่นก่อนตลอด สิ่งที่เราเก็บออม ไม่ใช่เงินที่เหลือของเดือน แต่เป็นการเก็บออมทันทีที่ได้รับเงินเข้ามาต่างหาก



3

การจัดการเงินออมมี 3 ตะกร้า คือ

ตะกร้า 1 เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน

นำเงิน 10% ของรายได้มาเตรียมไว้เป็นเงินก้อนนี้ให้เพียงพอใช้จ่ายสำหรับ 6 เดือน(รวมค่าใช้จ่ายทั้งคงที่และแปรผัน) ให้เก็บไว้ในรูปสินทรัพย์ที่สภาพคล่องดี(แปลว่าเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย) เพราะเราไม่รู้ว่าเหตุฉุกเฉินจะเกิดเมื่อไร และถ้ามันฉุกเฉินชนิดเราทำงานไม่ได้ เช่น งานที่ทำอยู่ ลูกค้าของหยุดโปรเจ็คไว้ก่อนโดยไม่มีกำหนด อย่างน้อยเราจะยังไม่เครียดมาก เพราะรู้ว่าเรามีเงินสำรองเพียงพอจะใช้จ่ายต่อไปอีก 6 เดือนโดยไม่มีรายได้

เช่น ถ้านาย A มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท 
เงินสำรองเผื่อฉุกเฉินคือ 10,000 x 6 = 60,000 บาท

ถ้านาย A อยากซื้อรถ โดยจะผ่อนเดือนละ 8,000 บาท
แปลว่า ค่าใช้จ่ายต่อเดือนจะเพิ่มมาเป็น 18,000 บาท 
เงินสำรองเผื่อฉุกเฉินจึงเป็น 18,000 x 6 = 108,000 บาท

ดังนั้น หากนาย A วางแผนจะซื้อรถ จึงไม่ใช่แค่ต้องรวบรวมเงินดาวน์รถให้ได้ แต่ต้องหาเงินมาเติมในกองสำรองเผื่อฉุกเฉินด้วยอีก 48,000 บาท เพราะหากระหว่างผ่อนรถอยู่ เกิดเหตุที่ทำให้ทำงานไม่ได้ ไม่มีรายได้เข้ามา อย่างน้อยนาย A ก็จะยังมีเงินเพียงพอต่อการใช้จ่ายและส่งค่าผ่อนรถได้ต่อไป

ในทางกลับกัน ถ้านาย A ส่งค่าผ่อนรถครบทุกงวดแล้ว เงินที่ปกติใช้ผ่อนรถเดือนละ 8,000 บาท และเงินสำรองส่วนเกิน 48,000 บาท สองก้อนนี้ก็สามารถนำไปลงในตะกร้าเงินออมใบที่ 2 และ 3 ต่อไปได้

ดังนั้น หากใครจะวางแผนซื้อบ้าน ก็ต้องคำนวณแบบเดียวกัน ไม่งั้นสภาพคล่องรายเดือนจะตึงมือจนเครียดไปหมด เพราะค่าใช้จ่ายสูงเกินไปจนหมุนเงินไม่ทัน

มีงานวิจัยที่ระบุว่า ระดับหนี้ส่วนบุคคลที่เหมาะสม กรณีคนไม่ได้ผ่อนบ้านและรถยนต์(หนี้บริโภคล้วนๆ) เงินผ่อนชำระหนี้ไม่ควรเกิน 15% ต่อรายได้ ส่วนคนที่ต้องผ่อนบ้านและรถยนต์ เงินผ่อนชำระหนี้ไม่ควรเกิน 35-40% ต่อรายได้

และในเมื่อจะก่อหนี้ ก็ควรทำความเข้าใจเรื่อง “หนี้” ดีๆ ด้วย ว่าสิ่งที่กำลังจะได้มาไว้ในครอบครอง คือสินทรัพย์หรือหนี้สินกันแน่

นิยามคำว่า “สินทรัพย์” กับ “หนี้” ของหนังสือเล่มนี้ ยึดตามนิยามของโรเบิร์ต คิโยซากิ (คุณ The Money Coach เป็นคนแปลหนังสือพ่อรวยสอนลูกค่ะ) นั่นคือ

สินทรัพย์ คือ อะไรก็ตามที่เรามีแล้วทำให้เงินไหลเข้ามาหาเรา
หนี้สิน คือ อะไรก็ตามที่เรามีแล้วทำให้เงินของเราไหลออกไป

ดังนั้น หากเราซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยเอง มันคือหนี้สิน
แต่ถ้าเราซื้อบ้านเพื่อปล่อยเช่า มีคนเช่าชำระค่าเช่าให้เรา เช่นนี้ บ้านคือสินทรัพย์

ผู้เขียนเล่าให้ฟังว่า กว่าตัวเองจะซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยเอง เขาใช้วิธีเช่าบ้านคนอื่นอยู่เป็นเวลานาน โดยเลือกซื้อบ้านเพื่อปล่อยเช่าก่อน เมื่อทำบ้านเช่าไปหลายหลัง จนค่าเช่าที่ได้รับมามีส่วนต่างกับค่าผ่อนธนาคารรวมกันแล้วเพียงพอจะซื้อบ้านเพื่ออยู่เอง เขาถึงจะซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงๆ

ด้วยวิธีนี้ เขาให้สินทรัพย์ของตัวเองทำหน้าที่ผ่อนบ้านให้ ไม่ต้องมากระทบกระแสเงินสดในชีวิตประจำวันของตัวเองเลย

(แต่ถ้าใครมีเหตุจำเป็นต้องซื้อบ้านซื้อรถ ก็ซื้อเถอะ ในเมื่อมันจำเป็นก็ต้องมีไว้ เพียงแต่จัดการให้มันอยู่ในระดับสภาพคล่องที่เราสบายใจกับมันได้ จะได้ไม่ต้องเครียดทุกเดือน)


4

ตะกร้าที่ 2 เงินออมเพื่อการเกษียณ

ความจริงแล้ว ในฐานะฟรีแลนซ์และเป็นคนสนุกกับการงานทำงาน เราไม่คิดเกษียณเลยค่ะ ผู้ใหญ่ที่เราเคารพ แม้จะอายุมากเท่าไร มีรายได้มากแค่ไหน พวกเขาก็ยังทำงาน (ทั้งที่จะเลิกทำก็ได้) เพราะเป็นคนสนุกกับการทำงาน และการทำงานของเรายังมีประโยชน์แก่คนอื่นๆ และสังคม ดังนั้น แต่ละท่านที่เรานับถือ แม้จะถือว่าเกษียณแล้วในทางสังคม แต่ทุกคนก็ยังคงทำงานของตัวเองต่อไป เพราะการงานคือความหมายแห่งชีวิต

เพราะคิดแบบนี้มาตลอด เราเลยไม่เคยเรียนรู้เรื่องแผนเกษียณเลยค่ะ
พอเรากั้นกำแพงบอกว่า “ไม่” แล้ว การเรียนรู้ก็เลยไม่เกิด

พอมาอ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้เราค้นพบว่า เราช่างคำว่า “เกษียณ” ผิดไปไกลเลย

เรารู้ว่าเราสนุกกับการทำงาน การอ่านการเขียนอย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้ เราก็จะทำต่อไป ไม่ว่าจะแก่แค่ไหน หรือสายตาไม่ดีแล้ว เราคิดว่าตัวเราในวันนั้นก็คงจะดิ้นรนหา audiobook มาฟัง หาทางทำให้ตัวเองอ่านหนังสือให้ได้อยู่ดี

มันทำให้เรานึกถึงบทสนทนาของคุณ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์

มีคนไปสัมภาษณ์คุณ ‘รงค์ ในช่วงบั้นปลายชีวิต เขาสอบถามว่างานเขียนช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง
คุณ ‘รงค์ ตอบว่า การเขียนชัดเจนขึ้น รู้ว่าต้องทำอะไร ไอเดียน่ะมี แต่แรงไม่มีจะเขียนเหมือนก่อนแล้ว

ความเสื่อมทางสังขารเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงใจเราจะสู้แค่ไหน เทคโนโลยีจะขยับไปไกลเพียงใด (เช่น เราพูดแล้วให้คอมพิวเตอร์พิมพ์เอง) วันที่เราทำงานไม่ไหวอีกแล้ว มันก็จะเดินทางมาถึงในที่สุด

แผนเกษียณที่ต้องเตรียมตัว คือแผนเพื่อการณ์นี้

ตอนอายุ 60 หรือ 65 เราน่าจะยังแข็งแรงดี แต่ถ้าเราอายุ 70 หรือ 75 คิดว่าเราจะยังมีแรงทำงานได้เหมือนเดิมตลอดไปไหม...

ถ้าไม่ นั่นก็คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องมาคุยเรื่องแผนเกษียณกัน

เราต้องคำนวณ “ทุนเกษียณ” ออกมา แล้วใช้เวลาที่เหลือตลอดชีวิตการทำงานของเรา ไม่ว่าจะอีก 20-30-40 ปี รวบรวมเงินไปให้ถึงเป้าหมายของทุนเกษียณนั้นให้ได้

คงเคยได้ยินกันว่า ต้องมีเงินเก็บ 6 ล้านถึงจะสบายตอนแก่... แล้วก็ส่ายหัว ถอนหายใจ ไม่อยากรับรู้ต่อไป..

แต่เดี๋ยวก่อน! รากฐาน 3 ข้อ คุณลักษณะของคนที่ประสบความสำเร็จทางการเงิน คือ

1 มีความรับผิดชอบต่อตนเอง
2 มีความรู้ทางการเงิน
3 มีวินัยทางการเงิน

การที่เราเห็นปัญหาอยู่ตรงหน้า แล้วเราหันหลังไม่อยากรับรู้ เลือกกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป

คุณลักษณะข้อแรกที่สำคัญมากของคนที่จะประสบความสำเร็จทางการเงินคือ “มีความรับผิดชอบต่อตนเอง”

ถ้าเราคิดว่า เราตอนอายุ 60 ปี น่าจะใช้จ่ายเงินเดือนละ 10,000 บาท โดยคาดว่าเราน่าจะเสียอายุตอน 80 ปี

เท่ากับว่า 1 ปี เราจะมีค่าใช้จ่าย 120,000 บาท
20 ปี เราจะมีค่าใช้จ่าย 2,400,000 บาท

แต่เงินในอนาคตมีค่าแตกต่างจากในปัจจุบัน หากคำนวณด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ 3% ตัวคูณเงินเฟ้อที่ 2.4 ทำให้เงิน 2.4 ล้านบาทในอนาคต เราต้องเตรียมเงินในปัจจุบันไว้ที่ 2.4 x 2.4 ล้าน = 5.76 ล้านบาท

นี่คือวิธีคิดแบบคร่าวๆ เรามีหน้าที่ไปคำนวณค่าใช้จ่ายของเราเองว่า 1 ปี จะมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แล้วนำมาหารเฉลี่ย 12 เดือน เพราะบางรายการไม่ได้เกิดขึ้นทุกเดือน

เห็นตัวเลขก้อนใหญ่ๆ แบบนี้... แต่แน่นอน คนเขียนเค้าไม่ใจร้ายกับเราหรอก ถึงทุนเกษียณจะหลักหลายล้าน หรือหลักหลายสิบล้าน อาวุธลับนั้นมีอยู่ เป็นอาวุธลับชนิดที่มดงานตัวน้อยแบบเราก็สามารถใช้ได้ เจ้าสิ่งนั้นคือ “ดอกเบี้ยทบต้น” เพราะดอกเบี้ยทบต้น มีพลังทวีทางการเงิน

(มีต่อตอน 2 ค่ะ)

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v

Photo by rawpixel.com from Pexels
SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

ManyMilds
4 months ago
เป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อนอินเรื่องเงิน เห็นเป็นของร้อนตามที่แม่พร่ำบ่นจนกระทั่งจบมาทำงาน ต้องบริหารเงินที่ตัวเองหามาได้เพื่อซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายต่างๆในชีวิต ทำให้มานึกเสียใจว่าไม่รีบศึกษาเรื่องเงินแต่เนิ่นๆ ชอบอ่านที่คุณนัทเขียนนะคะ เข้าใจง่ายดีค่ะ
Reply
nananatte
4 months ago
คือถ้าไม่โตจนถึงระดับหนึ่ง มันจะไม่อินจริงๆ นะคะ ณัฐว่าถ้ายังไม่ได้หาเงินเลี้ยงตัวเองแบบ 100% มาสักระยะนึง มันไม่เข้าใจจริงๆ

ขอบคุณคุณมายด์ที่อ่านค่ะ เลิฟๆ ความจริงก็กลัวว่าจะอ่านรู้เรื่องกันไหม เกรงว่าจะเฉพาะทางเกินไปเหมือนกัน แต่อ่านหนังสือเล่มนี้มาแล้วมันดีมากอ่ะ คือแบบ... ทำไมฉันไม่รู้เรื่องพวกนี้ให้ไวกว่านี้ฟระ.... ฮึ่มๆๆ อะไรอย่างนั้นเลยค่ะ 555
Greta
4 months ago
ชอบคะ เขียนเล่าเข้าใจง่าย การเงินที่เป็นเรื่องสำคัญเลยในการที่จะเก็บออม ในแต่ละเดือนไม่ให้หมดไปกับของฟุ่มเฟือย :)
Reply
nananatte
3 months ago
ณัฐเองก็ต้องยับยั้งตัวเองค่ะ มีเรื่องที่ต้องเก็บออมลงทุนอีกหลายอย่างเลยที่เราไม่เคยนึกถึง คุณ Greta ก็สู้ๆ นะคะ ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ (^___^)
Stikpost
4 months ago
ขอบคุณครับ 
ตอนนี้พึ่งผ่อนรถหมดแถมพึ่งฟัง Money Coach มาด้วย เพิ่มความอินในบทความนี้ขึ้นเยอะ :D
Reply
nananatte
3 months ago
แปะๆๆๆๆๆๆ คุณ Stikpost สุดยอดค่าาาา