หอศิลป์ฯ, ที่มีคุณเป็นผลงานศิลปะ
ปลายประตูกระจกเปิดแง้มเพียงหนึ่งคืบ
อาคารสีขาวสูงใหญ่ รูปทรงพิลึกพิลั่น
ห้องโถงรูปทรงกระบอกที่ถูกทาด้วยสีครีมอ่อน
บันใดวนสูงชะลูดที่เป็นรูปทรงเกลียวหอย

ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ไม่เพียงเป็นที่ๆ ผู้ชมหลากหน้าหลายตา
มาเพื่อเสพความยุ่งเหยิงของอารมณ์
ที่ถูกจำกัดไว้ในกรอบรูปทรงสี่เหลี่ยม
เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นที่จัดแสดง
ฝีไม้ลายมือ และความคิดสร้างสรรค์
ของศิลปินหลายท่านเช่นกัน

แต่มีผลงานชิ้นหนึ่งที่ต้องตา และโดดเด่นกว่าใคร
ศิลปินเจ้าของชิ้นงานนั้นหาใช่ใครอื่นคนใด





      หากแต่เป็น

      คุณ, ผู้รังสรรมันออกมาอย่างวิจิตรงดงาม








นานแสนนาน ที่ผู้หญิงคนนั้น
ได้บอกอะไรกับผมไว้สักอย่าง
ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
แต่ผมกลับลืมมันไปเสียสนิท

เสียงเพรียกหาที่ดังมาแต่ไกล
หญิงสาวที่ไม่คุ้นหน้าคล้ายตา
สถานที่ๆ ถูกตกแต่งด้วยงานศิลป์
ภาพจำที่แสนเบลอและเลือนลาง

ภาพจากเครื่องโปรเจคเตอร์ในสมอง
ได้สับเปลี่ยนไปมาอย่างฉับพลัน
ภาพฉายแห่งความฝันได้เลือนหายไป
ภาพซ้อนของโลกแห่งความเป็นจริง
กลับสอดแทรกตัวตนเข้ามาแทนที่

และจบลงด้วยผมสะดุ้งตื่น
ขึ้นมาในช่วงค่ำของวันนั้น

ความสงสัยจึงบังเกิดขึ้น
หญิงสาวผู้นั้นเป็นใครกัน?
สิ้นเสียงคำถามที่ดังอยู่ในใจ
เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์กลับ
ดังมาจากปลายเตียงที่ผมนอน

ผมลุกขึ้นจากเตียงด้วยความงัวเงีย
พยายามดูว่าอะไรแจ้งเตือนเข้ามา


“สวัสดี”
 “แก จำเราได้ปะ”


ข้อความอันแสนประหลาด
ที่ถูกส่งมาโดยบุคคลปริศนา
ผมหรี่ตามองด้วยท่าทีฉงน
งุนงงว่าใครเป็นผู้ส่งมา

ภาพบนโปรไฟล์เผยให้เห็น
รูปถ่ายของผู้หญิงคนหนึ่ง
ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังนึกไม่ออก
ว่าเธอผู้นี้เป็นใครกันแน่

ระหว่างที่อ่านประโยคอันแสนสั้น
แต่เสียงในใจที่อ่านออกมานั้น
กลับเป็นเสียงของหญิงสาวผู้หนึ่ง
ที่เมื่อนานมาแล้ว เคยเป็นเจ้าของ
ผู้ครอบครองหัวใจดวงนี้โดยชอบธรรม


จำได้แล้ว

ผมรีบพิมพ์กลับไปด้วยท่าทีตื่นเต้นดีใจ
เพื่อนสนิทในวัยมัธยมต้นที่ไม่ได้เจอกัน
นานเสียจนแทบจำไม่ได้ แต่ในนาทีนี้
ความทรงจำที่เลือนหายไป กลับเผย
ให้เห็นตัวตนทีละเล็กทีละน้อย


        “เฮ้ย จำได้ดิ”
        “กวาง ที่ใส่แว่น ถักผมเปียใช่ปะ”
        “นี่ตั้งแต่ม.ต้นเลยปะที่ไม่ได้คุยกัน”
        — ผมตอบ

        “ใช่ ช่วงม.ต้นอ่ะ นานมากก”
        “แล้วแกเป็นไงบ้าง”
        “สบายดีรึเปล่า?”
        — เธอตอบ

        “ช่วงนี้ต้องอยู่ทำ OT ที่บริษัท”
        “ก็มีเรื่องเครียดๆ นิดเหน่อย”        
        “แล้วแกเป็นไงบ้าง ไม่ได้เจอตั้งนาน”
        — ผมตอบกลับไป

        “ก็เรื่อยๆนะ”
        “ช่วงนี้ก็ ไม่ได้แย่ ไม่ได้ดี”
        “กำลังเริ่มงานใหม่อยู่น่ะ”
        — คุณตอบกลับมา


 “แล้วแกเป็นไงบ้าง”
“สบายดีรึเปล่า?”


ผมว่าคุณเองอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำไป
แต่มันกลับน่าแปลกใจ ที่คำทักทาย
ของคุณ ประโยคคำถามอันแสนสั้น
กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
อาการเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน
ที่มีมาทั้งวัน กลับหายไปเป็นปลิดทิ้ง 

คุณอาจเป็นแม่มดที่มีเวทมนต์
สั่งได้ดังใจหวัง และผมเองอาจจะ
ต้องมนต์วิเศษนั้นของคุณก็เป็นได้

บทสนทนาของเราดำเนินไปได้สักพัก
จู่ๆ คุณก็เปลี่ยนเรื่องอย่างกระทันหัน


        “เอ้อ แกถ่ายฟิล์มใช่ปะ
        “ไปถ่ายรูปที่หอศิลป์ฯกันมั้ย?”
        “ได้มาเจอกันด้วยเงี้ย”        
        — คำชวนของคุณทำให้ผมตระหนักถึง
        โอกาสที่เราจะได้เจอกันอีกครั้งนึง
        และโอกาสแบบนี้ก็ไม่ได้มีบ่อยๆนัก

        “อยากให้เราถ่ายให้อะดิ”
        — เรื่องยียวนกวนประสาท
        เป็นสิ่งที่ผมถนัดนัก

        “เปล่าาา เพิ่งหันมาถ่ายฟิล์มเหมือนกัน
        “พอดีได้มาม้วนนึง เลยอยากลองหน่อย”
        “งั้นเอาเสาร์นี้เลยมะ”
        — คุณตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
        ผ่านจินตนาการในหัวผม

        “เดี๋ยวดูก่อนนะ”        
        “โอเคว่าง จริงๆว่าจะไปที่นั่นพอดีเลย”
        — ผมพยายามตอบกลบเกลื่อนไปแบบนั้น
        เพียงเพราะผมเองก็อยากเจอคุณแทบแย่

        “งั้นดีเลย เอาเป็นกี่โมงดี?”
        — คุณถาม

        “บ่ายโมงตรงโอเคปะ”
        “ได้ไม่ต้องตื่นเช้ามาก”
        — ผมแอบเป็นห่วงคุณ

        “โอเค งั้นเจอกันที่นู่นเลยนะ”
        — และคุณตอบตกลง        


ความรู้สึกเวลาเป็นฝ่ายถูกชวนนี่ มันดีจังเลยเนอะ

บทสนทนาของเราจบลงเพียงไม่กี่นาที
แต่นัดหมายของเราสองคนได้ถือกำเนิดขึ้น
เมล็ดพันธ์แห่งความทรงจำที่ยังคงหลงเหลือ
ในช่วงวัยมัธยมต้น ตอนนี้ได้งอกงาม
ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งในความรู้สึกลึกๆ




• 6 พฤศจิกายน 2562,  เวลา 13:45 น.

ในช่วงเวลาบ่ายโมงครึ่งที่แสงอาทิตย์แผดเผา
ความร้อนที่แทรกซึมอยู่ในอากาศทุกๆ อณู
ผมยืนอยู่หน้าหอศิลป์ฯ ด้วยหงาดเหงื่อที่ท่วมตัว
ราวกับลงแข่งในการแข่งขันวิ่งมาราธอนประจำปี

ชายหนุ่มที่อายุย่างเข้า 25
สวมเสื้อยืดสีขาว ทับด้วย
สูทคลุมสีเทา พร้อมด้วย
กล้องฟิล์มตัวเก่งของเขา
การแต่งตัวแบบนี้ดันไป
เหมือนกับตัวละครที่ชื่อ
Alex ในเรื่อง Love, Rosie 
โดยบังเอิญเสียอย่างนั้น

ขณะที่กำลังยืนรอคุณอยู่
เข็มยาวบนนาฬิกาข้อมือ
หยุดชะงักที่เลข 10 
เสียงฝีเท้าที่ดูเร่งรีบ
ดังจ้ำๆ เป็นจังหวะ

บนสะพานลอยที่เชื่อมจากห้างมาบุญครอง
มายังหอศิลป์ฯ เผยให้เห็นบุคคลปริศนา
ที่เร่งฝีเท้ามาทางผมที่กำลังยืนหลบแดดอยู่

บุคคลนั้นคือคุณ หญิงสาว
ที่มีแก้มสีขาวละมุน ราวกับ
ปุยเมฆสีขาวที่ล่องลอยบนฟ้า
ผมของคุณยาวประหลังสีดำเงา
เสื้อสีขาว กระโปรงยาวสีเอิร์ธโทน
พร้อมกับกระเป๋าโท้ตสีครีมคู่ใจ
สกรีนด้วยอักษร marimekko

ผมยืนมองคุณอยู่ตรงนั้นไปพักใหญ่
เป็นไอ้บื้อแข็งทื่อ ตกตลึงกับสิ่งที่เห็น
ภาพจำที่แสนจะเลือนลาง คล้ายๆ
ฝ้าไอน้ำที่เกาะกระจกรถจนมองไม่เห็นทาง
ตอนนี้ไอน้ำเหล่านั้นได้ระเหยออกไปจนหมด
ความทรงจำส่วนที่ขาดหาย ได้กลับคืนมา

คุณในฐานะบุคคลตกหล่นระหว่างทาง
ในความทรงจำ เด็กผู้หญิงอายุ 16 ปี 
ในชุดนักเรียนคอซอง ตอนนี้เติบโตขึ้น
อย่างรวดเร็ว ในร่างของหญิงสาววัย 24 ปี 

คุณเปลี่ยนไปจนผมแทบจำไม่ได้
แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลย คือรอยยิ้มของคุณ

กว่าผมจะรู้ตัว คุณก็มา
หยุดอยู่ตรงหน้าผมแล้ว


       “มาแล้วๆๆ”
       “ไม่สายใช่มั้ยยย”
       — คุณพูดด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย
       กลัวว่าจะสายเหมือนที่คุณ
       เคยมาโรงเรียนสายครั้งในอดีต

       “เอ้า ว่าไงง”
       “มีคนมาสายเนี่ย”
       — ผมยกมือขึ้นทักทาย
       และพยายามแกล้งคุณ

       “ไม่คิดว่าตรงลาดพร้าว... ”
       “วันเสาร์รถจะติดขนาดนี้อ่ะ”
       “ขอโทษจริงๆ นะ”
       — คุณพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

       “ไม่เป็นไรหน่า วันนี้ชิวๆ”
       
“แค่มาเจอกันก็ดีมากแล้ว”
       — ผมพูดปลอบประโลมเธอ
       ไม่ให้เธอคิดมากกับเหตุสุดวิสัย


เป็นการพบกันครั้งแรกในรอบหลายปี
ที่ชวนเคอะเขิน ป้ำๆเป๋อๆ ไม่รู้จะทำอะไรดี
แต่ผมเองจะไปโกรธเกรี้ยวใส่คุณได้ยังไง
หากคุณยังคงเป็นรักแรกของผม
เวลาอาจลุล่วงไปนานกว่าสิบปี
ความลับนั้นยังคงอยู่กับตัวเสมอมา

เราสองคนเดินไปคุยไประหว่างกำลัง
เดินผ่านประตูกระจกหน้าหอศิลป์ฯ
บทสนทนาระหว่างบุคคลสองคน
ที่ดูจากเผินๆแล้ว เป็นเรื่องธรรมดา
ที่หนุ่มสาวในโลกศตวรรษที่ 21 คุยกัน

ชีวิต งาน เพื่อน ปรัชญา ปัญหาชีวิต
บทสนทนาที่มีรูปแบบเดิมๆ จำเจ
แต่มันกลับพิเศษมากสำหรับผมในนาทีนี้

ในอาคารที่โบกด้วยอิฐนับกลายพันก้อน
รายล้อมเป็นวงกลมด้วยภาพวาดสีน้ำมัน
ของศิลปินหลายชื่อหลากนาม ที่ผมเอง
ไม่เคยเห็นหน้า และไม่คุ้นชื่อเลยสักชื่อ
ภาพวาดเหล่านั้นช่างวิจิตรงดงาม
แต่กลับแฝงไปด้วยห้วงอารมณ์แปรปรวน
ที่ถูกจองจำไว้ในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ผมเห็นคุณดูรูปภาพเหล่านั้นอยู่นาน
ก่อนจะหยิบกล้องฟิล์มของคุณขึ้นมา
แล้วบรรจงกดชัดเตอร์ไป
  
       “แชะ”
       — เสียงชัตเตอร์ที่ดัง
       มาจากกล้องของคุณ

ผมเองก็หยิบกล้องของผมขึ้นมาบ้าง
และค่อยๆ ใส่ฟิล์มอย่างขะมักเขม้น
ม้วนฟิล์มสีน้ำตาลสมัยรุ่นพ่อแม่
และกล้องฟิล์มที่มีอายุเทียบเท่า
เหล่าผู้อาวุโสที่ลาจากโลกนี้ไปแล้ว
ในวันนี้ กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

แต่ในชั่วโมงนี้ ผมเอ่ยปากขอ
ในสิ่งที่ไม่เคยขอคุณมาก่อน

เป็นแบบให้เราหน่อยได้มั้ย?
คุณลังเลอยู่พักใหญ่ 
ก่อนจะผงกหัวรับคำขอ
ด้วยรอยยิ้มที่มุมปากเล็กๆ

เราสองคนเดินหามุมกันอยู่นาน
ผ่านบันไดรูปโค้งเป็นเกลียวหอยหลายชั้น
จนในที่สุด มีอยู่มุมนึงที่ต้องตาสะดุดใจคุณ


       “ตรงโน้นดูสวยดีนะ”
       “ไปถ่ายตรงนั้นกัน”
       — คุณบอกผมด้วยท่าทีที่ตื่นเต้น

       “เอาสิๆ ไหนล่ะ?
       — ผมตอบกลับไปสั้นๆ


คุณชี้ไปตรงมุมที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่
รูปทรงกลมที่เผยให้เห็นถึงทิวทัศน์
ของกรุงเทพฯ ที่แสนจะไกลสุดลูกหูลุกตา
แต่หากมองดีๆ กระจกบานนั้นกลับปรากฏ
ประโยคของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่กล่าวไว้ว่า


“ความงดงามอย่างสูงสุดของมนุษย์ 
คือศิลปะของการดำรงตนอยู่เหนือความทุกข์”
- ท่านพุทธาสภิกขุ


ผมมองประโยคนั้นอยู่สักพัก
จนคุณเดินมาสกิดตัว 
และเรียกผมอีกครั้ง
       
       “งั้นถ่ายเลยนะ”
       — ผมบอก

ผมบรรจงยกกล้องฟิล์มขึ้นมา
แล้วมองลอดผ่านช่องมองไปยังคุณ
เสมือนโลกอีกใบ ขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ที่มีคุณ เป็นเจ้าของความทรงจำนั้น

ในเฟรมเล็กๆ ที่มีขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ผมเองก็ใฝ่ฝัน อยากจะยืนอยู่
ในโลกใบนั้นข้างๆ คุณเหมือนกัน

ผมชูนิ้วชี้ขึ้นเพื่อส่งสัญญาณ
และพลางนับเลขให้คุณรับรู้

       “สาม, สอง, ...”
       — ผมนับ

เพียงเสี้ยววินาที่รอยยิ้มของคุณ
สตาฟโลกทั้งใบเอาไว้ ในสภาพ
ไร้การเคลื่อนไหวของทุกสิ่งมีชีวิต

บรรยากาศบนชั้นสองที่แสนวุ่นวาย
ศิลปินในร้านขายภาพ ที่กำลังจรด
ปลายภู่กันลงบนผืนผ้าใบสีขาว
บาริสต้าที่กำลังรินนมบนเครื่องดื่มมอคค่า
ลงในถ้วยกาแฟอย่างละเมียดละมัย
กลุ่มนักเรียนชายในชุดนักเรียน
ที่เดินมากับเพื่อนเป็นกลุ่มใหญ่

ทุกอย่างหยุดนิ่งราวกับภาพวาดงานศิลป์
ที่ถูกนำมาเสนอในรูปแบบของความจริง

ในช่องมองภาพนั้น เผยให้เห็นถึง
ดวงตาที่สดใสดั่งผิวน้ำในทะเลสาบ
ริมฝีปากที่อวบอิ่มด้วยลิปสติกสีโทนชมพู
ประหนึ่งดอกทิวลิปที่กำลังแย้มบาน
ในทุกๆ เดือนพฤษภาคมของทุกปี
และรอยยิ้มที่สดใส ราวกับดอกทานตะวัน

คุณหันหน้าเข้าหากล้องด้วยมุม
ที่คุณเชื่อว่ามุมนั้น คุณจะดูดีที่สุด
และมันก็ออกมาดีอย่างไร้ที่ติ

และภาพนั้นค่อยๆ ฝังตัวลง
ในความทรงจำของผม


       “หนึ่ง”
       — ผมนับต่อ

       “แชะ”
       — เสียงลั่นชัดตเตอร์ดังกึกก้อง
       และผมก็ตัดสินใจกดถ่ายไป
       เพราะขืนดื่มด่ำไปกับรอยยิ้ม
       ของคุณ คงโดนบ่นเป็นแน่


ปุ่มชัตเตอร์ที่ถูกกดครั้งแล้วครั้งเล่า
หลายรูปที่ถูกบันทึกไว้บนแผ่นฟิล์ม
รูปของคุณกลับเป็นเครื่องเตือนใจ
ที่ว่าศิลปะไม่ใช่เรื่องราวที่แสนไกลตัว
ความรัก บทสนทนา ความสัมพันธ์
มวลอารมณ์ ความจริง และทัศนคติ
หล่อหลอมตัวตน และถูกจำกัดไว้
ในร่างกายมนุษย์ที่แสนบอบบาง

หลังจากที่ขึ้นชัตเตอร์ครั้งสุดท้าย
แต่เมื่อหันกลับไป คุณก็หายตัวไปซะแล้ว

ผมเดินตามหาคุณอยู่นาน ก่อนจะเห็น
ภาพของคุณที่กำลังมองทิวทัศน์จากชั้นบน
ลงมายังชั้นล่างริมระเบียบงไม้ เหมือนรูปปั้น
หินอ่อนที่ถูกสลักไว้อย่างปราณีตและงดงาม

ครั้งนี้ ผมลั่นชัตเตอร์โดยไม่บอกคุณก่อน
   
    
       “แชะ”

       “เอ้า ถ่ายแล้วอ่อ ไม่บอกกันก่อนเลย”
       — เธอเอ่ยและมองหน้าผมด้วยความตกใจ

       “เชื่อเราดิ รูปเผลอๆ นี่แหละดูดีนะ”
       — ผมเอ่ยปากชมความบังเอิญที่เกิดขึ้น


ช่างน่าขำที่เมื่อก่อนหน้านี้ ผมเอง
ก็ชอบที่จะมาเสพงานศิลป์อยู่บ่อยๆ
แต่ครั้งนี้มันต่างจากทุกๆ ครั้งที่ผมมา

ผมเองก็ไม่รู้ว่า จริงๆแล้วอาจ
เป็นเพราะผมมักมาที่นี่คนเดียว
หรืออาจเป็นเพราะหอศิลป์แห่งนี้
ไม่ได้มีนิทรรศการใหม่ๆ มาจัดแสดง

แต่เมื่อมากับคุณ, ครั้งนี้
กลับพิเศษกว่าครั้งไหนๆ
มันอาจเป็นเพราะ...
 

คุณ คือผลงานศิลปะที่มีชีวิต
 
สำหรับผม คุณคืองานศิลป์ชั้นเอก
ที่คุณเองรังสรรค์ออกมาอย่างงดงาม
“ศิลปะ” ที่คำจำกัดความของมัน
ได้กล่าวว่าเป็นโลกที่ไร้พรมแดน
ผูกขาดจากความจริง แปรผันเปลี่ยนร่าง
ไปตามสิ่งที่ศิลปินต้องการจะถ่ายทอด

คุณกลับเติมเต็มคำจำกัดความนั้นได้
อย่างถูกต้องถ่องแท้ และไร้ข้อโต้เถียง

งานศิลป์ชิ้นนี้ หากผมเพียงผู้ชมคนนึง
ที่ชื่นชอบในงานของศิลปินท่านนึง
นั่นก็เพียงพอแล้ว สำหรับบุคคล
ที่หลงใหลและชื่นชอบในงานศิลปะ
ที่ได้มีโอกาสได้เห็นผลงานชิ้นนั้น
ด้วยดวงตาทั้งสองข้างของเขาเอง

ความสวยงามภายนอก หาใช่จุดประสงค์
ของการตีความทางศิลปะเสียทีเดียว
หากแต่เป็นการค้นหาความหมาย
ที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ในผลงานชิ้นนั้น

เป็นเพราะคุณสวยงามในแบบที่คุณเป็น
ไม่ใช่เพียงเพราะเนื้อหนังและกายภายนอก
แต่เป็นเพราะทัศนคติ และแนวคิดที่ตกผลึก
ทำให้คุณ เป็นตัวคุณในแบบที่คุณเป็นวันนี้


เราชอบแกว่ะ

ผมมองคุณด้วยรอยยิ้มที่สดใส
มากกว่าครั้งไหนๆ ที่เคยยิ้มมา
และเดินมายืนอยู่ข้างๆ คุณ
เราสองคนคุยกันเรื่อง คุณค่า
ของงานศิลป์อยู่นาน จนสุดท้าย
กลับลามไปเรื่องของกินแถวๆ
เยาวราชกับร้านก๋วยจั๊บรสเด็ด

ในจังหวะนั้น ผมพยายามเปลี่ยนท่า
ยกมือมาวางไว้บนระเบียงไม้ แต่หารู้ไม่
ว่าที่วางลงไป มีมือคุณวางอยู่ก่อนแล้ว

ด้วยความตกใจ ผมพยายาม
ดึงมือตัวเองกลับ คุณเอง
ก็มีทีท่าตกใจเช่นกัน
ในนาทีนั้น สายตา
ของเราสองคนกลับ
สบกันโดยบังเอิญ
ทุกอย่างกลับหยุดนิ่งอีกครั้ง 
ผมยอมรับว่า หัวใจของผมพองโต 
ในวินาทีนั้นอาจเป็นเพราะเราสองคน
ได้อยู่ในจุดที่หัวใจของเราสองคน
อยู่ใกล้กันมากอย่างที่ไม่เคยมาก่อน
ผมรีบหันหน้าหนีอย่างรวดเร็ว
กลัวคุณจะจับได้ว่าผมกำลังเขินอยู่


       “เขินอ่อ”             
       — คุณถาม (รู้ได้ไงวะ)

       “เปล่าาา”
       “เล่นอะไรเนี่ย”
       — ผมพยายามบ่ายเบี่ยง
       สถานการณ์ที่เพิ่งเผชิญไป

       “เออ เรามีอะไรจะบอก”
       — ผมเกริ่นก่อน เพราะต่อจากนี้
       มันต้องป็นเรื่องที่สำคัญมาก 

       “ว่า?”
       — คุณถามอีกครั้ง

       “...”
       — ผมนิ่งอยู่สักพัก กลั้นหายใจอยู่นาน 
       แต่ความรู้สึกนั้นเหมือนนานนับปี 

       “...”
       — ยัง ยังนิ่งอยู่อีก 

       “เดี๋ยวเอาฟิล์มไปล้างให้นะ”
       — อ่าว ทำไมไม่บอกเขาไปล่ะ ว่าชอบ?

       “อื้อออ”
       — คุณตอบพร้อมผงกหัวเล็กๆ


สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมฉุกคิดขี้นได้คือ
คำพูดบนกระจกใสบานใหญ่นั้น
หนึ่งประโยคที่ตราตรึงของท่านพุทธาสภิกขุ
ที่เรียกสติให้กลับมาหวนคิดก่อนสารภาพ

หัวใจของผมมีคุณในฐานะบุคคล
ผู้มีอิทธิพลต่อความรู้สึก เป็น
ตัวตนเสมือนจริงที่ดันแอบเข้าไปอยู่
ในหัวใจของผมมาก่อนหน้านี้แล้ว

แต่สิ่งที่ผมเองกลัวที่สุดคือ เมื่อผมเปิดเผย
ความรู้สึกลึกๆ ในใจให้คุณฟังไป
สิ่งต่างๆ และความรู้สึกที่มีให้กัน
อาจแปรเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม


ผมกลัวจะเสียคุณไป

ผมเข้าใจดี ในสถานะความจริงที่เป็นอยู่


• เวลา 5:35 น.

ก้าวแรกที่ออกมาจากหอศิลป์ฯ
อากาศในยามเย็นที่พระอาทิตย์ที่กำลังลาขอบฟ้า
ท้องฟ้าสีครามที่มีนกหลายตัวกำลังบินกลับรัง
ประหนึ่งผืนผ้าใบสีขาวใบใหญ่ที่ถูกรังสรรค์
ด้วยสีน้ำมันทั้งผืน ผ่านปลายภู่กันของเรอนัว


       “ขอบคุณสำหรับวันนี้นะแก”
       “ถึงบ้านแล้วอย่าลืมบอกด้วยล่ะ”
       — คุณพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
       เหมือนที่คุณเคยพูดทุกๆครั้ง
       และส่งร้อยยิ้มนั้นมาหาผม

       “แล้วเจอกันนะ เดี๋ยวส่งรูปไปให้
       — ผมตอบ

       “โอเคคค ไว้เจอกันนะเพื่อน”
       — เธอตอบกลับมา


คุณโบกมือด้วยความน่ารักน่าเอ็นดู
ราวกับสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่
ไม่ใช่การจากลาที่แสนโศกเศร้า
แต่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความทรงจำ
ที่ช่างสวยงาม ที่ผมเองสัญญาจะ
รักษาและดูแลมันไว้อย่างดี 

ในหัวของผมไม่มีอะไรนอกจากเสียง
ของตัวเองที่ดังกังวาลว่า “เพื่อนพ่อมึงดิ”
นานอยู่หลายครั้ง สามถึงสี่หนได้

ผมยืนยิ้มให้คุณหลังจากที่คุณเดินหายลับ
ไปในฝูงชน ที่ต่างกำลังเดินทางกลับที่พัก
ผู้คนยืนอัดกันแน่นบนรถไฟฟ้าบีทีเอส
ผมเอาหลังพิงกระจก แล้วมอง
ลอดออกไปผ่านหน้าต่างนั่น

จริงๆ มาคิดดูแล้ว การตัดสินใจที่จะเก็บ
ความลับนั้นต่อไป อาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
หากผมพูดออกไปแล้ว มันอาจทำให้คุณอึดอัดใจ
หรืออย่างแย่ที่สุด เราสองคนอาจมองน้ากันไม่ติด

ความสัมพันธ์ระหว่างคุณและผม 
เป็นเหมือนเชือกป่าน 2 เส้น
ที่ยาวขนานกัน แต่ไม่มีวันที่จะมา
บรรจบกัน เป็นเชือก 2 เส้นที่ขึง
ตรึงยาวจนแน่น ไม่ขาดง่ายจนเกินไป 
และไม่แข็งแรงจนเกินไป แต่อาจ
ขาดสะบั้นลง เพียงคำสารภาพอันแสนสั้น

ความรักอาจเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์
คำสารภาพนั้นอาจทำให้คุณอึดอัดใจ
หากสิ่งที่ผมคิดนั้น เป็นสิ่งที่กระแสความจริงต้องการจะให้เป็น สิ่งนั้นจะเติมเต็ม
คำจำกัดความของประโยคบนหน้าต่างบานนั้น

การได้มองคุณเจริญเติบโตในทุกช่วงชีวิต
ผืนผ้าใบสีขาวที่ถูกละเลงด้วยสีหลายเฉด
ปลายพู่กันที่เลอะด้วยหยดสี ที่ถูก
ผสมกลมเกลียวกันจนเป็นหนึ่งเดียว
ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกแต้มด้วยสีสัน
มากมายจนสามารถถ่ายทอดความรู้สึกนั้น
ผ่านไปยังผู้คนรอบข้างได้ นั่นคือสิ่งมหัศจรรย์

การมีคุณมาอยู่ในชีวิตผม นั่นก็นั่บว่า
เป็นของขวัญชิ้นที่วิเศษที่สุดแล้ว
ไม่ว่าจะเนื่องในโอกาสไหนก็ตาม และ
ผมก็เคารพในเส้นสีแดงที่คุณขีดคร่อม
ตรงกลางความสัมพันธ์ระหว่าง
เราสองคน, คุณและผม
สิ่งมีชีวิตต่างเพศสองสิ่ง

ผม, ในฐานะผู้ชื่นชมงานศิลปะ 
และคุณ, ในฐานะผู้เป็นผลงานศิลป์

คุณเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผม,
และคุณก็ดีแบบนั้นเสมอมา
และความสัมพันธ์แบบนี้
อาจเหมาะสมที่สุดแล้ว
สำหรับเราสองคน
ตลอดไป.

“ชิปหายละ ลืมไปส่งร้านล้างฟิล์มเลย”
“ไว้มาวันหลังแล้วกัน”


SHARE
Writer
misterfriday
nobody and everybody
ชายหนุ่มผู้เกิดในช่วงเช้าของวันศุกร์ และมักจะท้องเสียอยู่บ่อยครั้ง

Comments

Foolishy
24 days ago
แงน่ารักจังงงง
Reply
misterfriday
20 days ago
ขอบคุณครับ :D
น่ารักโครตๆ💛
Reply
misterfriday
20 days ago
ขอบคุณนะครับผม :]