สิงโตนอกคอก กับความขนลุกขนพองที่มีต่อวรรณกรรมไทย
***SPOILER ALERT***

คำเตือน ใครที่กำลังดอง "สิงโตนอกคอก" ไว้อ่าน หรือมีความตั้งใจว่าจะซื้อมาอ่านแต่ยังไม่ได้อ่าน และไม่อยากสปอยล์ตัวเอง โปรดข้ามความเรียงนี้ไป 55555

อย่าพึ่งตกใจกับชื่อ ความขนลุกขนพองในที่นี้ เรากล่าวถึงในแง่ดี -....-
ใครที่ยังไม่มีหนังสือเล่มนี้ไว้ในครอบครอง บอกเลยว่าพลาดมากๆ
ถ้ากำลังชั่งใจว่าจะซื้อมาอ่านดีไหม หรืออยากหาเรื่องสั้นที่อ่านแล้วลุ้นระทึกทุกหน้ากระดาษว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป 
ซื้อเถอะ ถือเป็นของขวัญให้ตัวเองเพื่ออ่านในห้วงเวลา ณ ขณะนี้ ที่ไม่ว่าหันไปทางไหนก็ได้แต่ถอนหายใจ หรือรู้สึกสิ้นหวังอยู่ลึกๆกับสภาพสังคม และความตื่นตระหนกต่อการจุติของโรคระบาด Coronavirus

สิงโตนอกคอก เป็นวรรณกรรมซีไรต์รวมเรื่องสั้นของ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท 
แค่ชื่อหนังสือก็น่าสนใจแล้ว พอได้มีโอกาสซื้อมาอ่านก็ทำให้รู้สึกว่าเราคิดไม่ผิดจริงๆ
หนังสือเล่มนี้ทำให้เราตื่นรู้อะไรหลายๆอย่าง และหลายอย่างที่ว่าก็เป็นหลายอย่างที่ถูกกลบกลืนจนหลงลืมไปตั้งนานแล้ว ไม่ใช่อะไรแปลกใหม่ที่เพิ่งผ่านเข้ามา

สิงโตนอกคอกเป็นวรรณกรรมไทยเรื่องแรกที่อ่านแล้วรู้สึกขนลุก

ขนลุกเพราะมันจริงเสียยิ่งกว่าจริง 
เพียงเรื่องสั้นไม่กี่หน้าที่เล่าผ่านตัวละครเพียงไม่กี่ตัว ฉากเคลื่อนผ่านเพียงไม่กี่ฉาก คำพูดเพียงไม่กี่คำสามารถสะท้อนด้านมืดของสังคมและจิตใจมนุษย์ได้อย่างลึกล้ำและกลมกล่อมเหนือคำบรรยาย อ่านไปอ่านมาก็เหมือนอ่านนิยายแปลดีๆจากต่างประเทศสักเล่มหนึ่งเลย

วันที่ซื้อมา ก็เอามาวางดองไว้ข้างหมอนอยู่หลายคืน จนกระทั่งมีคืนหนึ่งที่ว่างๆและไม่มีอะไรทำ ก็คิดว่าคงถึงเวลาเสียทีที่จะหยิบมาอ่าน กะว่าอ่านเพลินๆ2-3หน้าแล้วจะนอนเพราะง่วงมาก
ปรากฏว่ามันสนุกจนสายตากวาดไปมาไม่หยุด กระทั่งจบบทแรกลงอย่างรวดเร็ว 
มันตื่นเต้นดีเหมือนกัน เหมือนยามว่างที่เราเลือกดูหนังสักเรื่องที่กะจะดูขำๆไม่คิดมาก แต่ดันอิน ดันสนใจ ดันชอบขึ้นมาซะอย่างนั้น ลุ้นทุกหน้ากระดาษว่าเหตุการณ์จะเป็นไปอย่างที่คิดไว้หรือพลิกผันแบบไม่คาดฝัน

ขอสารภาพว่าพึ่งอ่านไปได้เพียง 4-5 บทเท่านั้นเพราะไม่มีเวลาอ่านเลยจริงๆ ต้องรอจังหวะที่ว่าง ว่างแบบไม่มีอะไรทำ แบตโทรศัพท์จะหมด ถึงได้คว้ามาอ่านแบบไม่ลังเล (แอบนิสัยเสียเนอะ 5555 หนังสือน้อยใจแย่ที่เราให้ความสำคัญกับมันน้อยลงทุกที)

เรื่องสั้นแต่ละเรื่อง เรียกได้ว่าให้แง่มุมขบคิดที่ไม่เหมือนกันเลยสักเรื่อง ขอยกเดอะเบสต์เรื่องสั้น 3 เรื่องสุดพีค มาเล่าสู่กันฟังแบบไม่สปอยล์อะไรมาก แต่จะพูดถึงสิ่งที่เราตกผลึกได้นิดหน่อยในมุมของเรา


เรื่องที่ 1
จะขอรับผิดไว้แต่เพียงผู้เดียว
ยอมรับว่าเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกที่อ่านแล้วอิมแพค อ่านแล้วใจมันสั่นสะเทือนด้วยความเศร้า ความโกรธ ความกลัว ความสูญหายของความรู้สึกที่หล่นไประหว่างทางมากมาย 
ต้องน้อมรับด้วยความสัตย์จริงว่าด้วยธรรมชาติของคนเรา เมื่อทำผิด ย่อมปาดป่ายความผิดเหล่านั้นให้สิ่งอื่นเพื่อลดทอนความผิดบาปในใจ แต่ก็ไม่คิดว่าในเรื่องจะสะท้อนออกมาได้จริงจนขนลุกขนาดนี้ (พิพม์คำว่า ขนลุก มากี่คำแล้ว แงงงง)
 
คนๆหนึ่งตกเป็นแพะ ตกเป็นจำเลยความผิดบาปทั้งหมดทั้งมวลของคนกลุ่มใหญ่ ถึงแม้ว่าการทำความผิดนั้น จะเป็นไปด้วยความจำนนใจ และเกิดขึ้นจากความต้องการของคนทั้งหมดเองก็ตาม

การตัดสินใจของคนที่มีภาวะเป็นผู้นำ การเดินอยู่บนเส้นด้ายเส้นบางที่ขึงอยู่ระหว่างสองผืนพิภพ ซึ่งหากตกลงไป ก็มีแต่หินแหลมคมคอยจะรองรับร่างกายอันบอบบางของมนุษย์ไว้อย่างไม่ปราณี

พอได้อ่านก็ทำให้เราเข้าใจ ทำให้เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า จริงๆแล้วการเป็นผู้นำนั้นไม่ง่าย 
ยิ่งต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างเพื่อส่วนรวมแล้วยิ่งเหมือนถ่วงจิตใจไว้สองข้าง ข้างหนึ่งเป็นหินก้อนใหญ่หนักอึ้ง อีกข้างเป็นถ้วยใส่น้ำที่เบาหวิว แต่หากตาชั่งตกไปข้างถ้วยน้ำ น้ำในถ้วยก็พร้อมจะกระเซ็น พร้อมจะหก พร้อมจะพลิกคว่ำได้ทันทีจนไม่เหลืออะไรอยู่ในถ้วย

ยิ่งการเป็นผู้นำของคนยิ่งยากกว่าการเป็นผู้นำของสิ่งไหน ต้องคิดให้ได้ว่าการตัดสินใจในหนทางใดจะมอบความเจ็บปวดให้คนหมู่มากที่ตนปกครองอยู่น้อยที่สุด

บางทีก็เอากลับมาวกคิดถึงภาวะการเป็นผู้นำในสังคมปัจจุบัน
บางทีเราก็ไม่ควรไปตัดสินการกระทำอะไรบางอย่างของใคร เพราะเราไม่อาจเอาโลกทั้งใบของเรา(ประสบการณ์ที่เราเคยเผชิญและสังคมที่เราอยู่) ไปตัดสินโลกทั้งใบของเขาได้ 
เพราะบางครั้ง ผลลัพธ์ของการตัดสินใจทำอะไรของใครที่เราคิดว่าโง่ นั่นอาจเป็นทางออกเดียวที่เขาเหลืออยู่ก็ได้

และการตัดสินใจนั้น อาจใช้แค่เพียงคนๆเดียวเพื่อแบกรับความผิดบาปไว้ทั้งหมด
ความผิดบาปที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ แต่พร้อมจะลบเลือนกลบเกลื่อนให้จางหายราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทว่า มันจะหนักอึ้งในใจคนๆหนึ่งตลอดไป
โดดเดี่ยวและสูญหายมามากมายเหลือเกินตลอดทาง มอเดร็ด


เรื่องที่ 2 
ในโลกที่ทุกคนอยากเป็นคนดี

สะท้อนอะไรได้หลายต่อหลายอย่างที่เราเห็นในสังคมกันจนชินตา

การเป็นคนดีนั้นดูเหมือนง่าย ด้วยภาพลวงที่เราฉาบ เราสร้างขึ้นมา
เมื่อถูกครอบงำด้วยกฎหรือขนบที่มีแต่เนิ่นนาน เรื่องที่ถูกที่ผิด เป็นเรื่องขึงขังจริงจัง แต่ไม่มีใครสนใจเหตุผลหรือที่มาระหว่างเรื่องราวนั้นๆ

คนๆหนึ่งถูกตัดสินตีตราว่าชั่วว่าดี เพียงแค่การกระทำที่ผิดปกติ ผิดแผกไปจากสิ่งธรรมดาที่คนทั่วไปเขาทำกัน

การนึกคิดหรือสงสัยในสิ่งที่อยากรู้และอยากหาคำตอบ กลับกลายเป็นสิ่งต้องห้าม ไม่สามารถขุดคุ้ยลงลึกได้
ประหนึ่งว่าประชาชนคือคนตาบอดก็ไม่ปาน ถูกชักนำไปในทิศทางใดก็ย่อมไปตามนั้น เพียงเพราะว่าสิ่งที่คนหมู่มากยึดถือยึดมั่นหนักหนาว่าดีว่าศักดิ์สิทธิ์ในการตัดสินใครสักคน เป็นสิ่งที่ชี้ชัดชี้ขาดได้แน่นอนแล้ว

"ความเชื่อ" จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้เรายังอยู่รอดได้ หรือไม่ก็ห้ำหั่นกันจนบุบสลาย 
เพียงเพราะคิดต่างและฉีกความเชื่อเดิมออกไป
เรากำลังถูกริดรอนสิทธิและเสียงอยู่กลายๆใช่มั้ย
เพราะทุกวันนี้แทบจะสงสัยในสิ่งไหนไม่ได้เลย
เหมือนเช่นกบในกะลาที่เขาว่า
กบในกะลา ณ ประเทศกะลาแลนด์ 
...


เรื่องที่ 3 

รถไฟเที่ยงคืน



"อะไรที่เราทำไม่ได้ในเมืองนี้" ผมถาม
"อะไร คิดสิ" เมื่อผมนิ่งเงียบ เขาจึงเอ่ยต่อไป...
"สิ่งที่เราทั้งหลายไม่สามารถทำได้นั้น คนที่ได้รู้เกี่ยวกับมัน จะรังเกียจมันในเบื้องแรก สงสัยในเบื้องกลาง และปรารถนาในบั้นปลาย"


"หมายความว่ายังไง" ผมงง "หมายความว่าสุดท้าย มันจะเป็นที่น่าถวิลหาหรือ"

"มันจะเป็นที่น่าถวิลหาสำหรับคนที่พร้อมรัับมัน แต่สำหรับคนที่ไม่พร้อม เมื่อได้พบมัน มันจะเป็นการหักหลัง"


Recommended !!!
เรื่องที่ 4 
ซินเดอเรลล่าแห่งเมืองหุ่นยนต์

เรื่องล่าสุดของล่าสุดหลังจากเขียนความเรียงนี้มาได้1สัปดาห์ 
บอกเลย จุกมาก ใจเต้นตุ้บๆ ลุ้นทุกหน้ากระดาษจริงๆ 
น่ากลัวและหดหู่ยิ่งกว่าหนังสยองขวัญ


ถ้าอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไป มีเรื่องสั้นเรื่องไหนที่อ่านแล้วจะทำให้ความคิดของคุณตกตะกอนและตกผลึก หรือค้างคาใจไปอีกหลายสัปดาห์ เหมือนได้ดูซีรี่ส์หรือหนังที่ทิ้งปมไว้ให้คาดเดาเอาเอง

กดสั่งซื้อแล้วรอรับความระทึกส่งตรงถึงบ้านได้เลยค่ะ
:)




ปล. เขียนเสร็จสักที หลังจากที่ตั้งใจจะเขียนให้จบตั้งแต่ปลายปีที่แล้วด้วยซ้ำ 
เขียนคาไว้อยู่เนิ่นนาน จากที่อ่านได้เพียง 2 บทแรก ก็ได้อ่านเพิ่มจนถึง 5 บท
กระทั่งว่าง ได้มาเขียนลงเว็บในที่สุดหลังจากที่มีอุปสรรคมากมายนานับประการ (สมองตื้อตัน คิดไม่ออก ไม่พร้อมเขียน, คนที่บ้านชอบมาเดินโฉบๆด้านหลังเพื่อดูว่าเรากำลังทำอะไรหรือเขียนอะไร ซึ่งเราไม่ชอบ เราต้องการเขียนอะไรคนเดียวเงียบๆ)
หวังว่าจะมีเวลาเขียนมากขึ้น อุปสรรคน้อยลง และจะพยายามหาเรื่องมาเขียนบ่อยๆ

ปล.2 ประหยัดเวลาไปตั้งเยอะเมื่อพบว่า ตัวเองได้โน้ตสิ่งที่คิดเอาไว้หลังจากอ่านจบไปเนิ่นนานลงในมือถือ จับความยาวได้ประมาณ 2 หน้ากระดาษเอสี่




SHARE
Writer
Rainbowlight
Lost Star 🌠
อยากเขียนเท่าที่อยากเขียน จงอ่านเท่าที่อยากอ่าน :)

Comments

LaFloraRa
5 days ago
เรา bookmark เรื่องคุณไว้ เพราะดองเล่มนี้ไว้เกือบครบปีแล้วค่ะ ขอบคุณที่เขียนออกมา จนทำให้เราตั้งใจจะอ่านให้จบ เพื่อกลับมาอ่านบทความของคุณ วันนี้เราอ่านจบแล้ว เห็นด้วยกับการตั้งชื่อเรื่องของคุณทุกประการ หนังสือเล่มนี้เปิดโลกให้เราในหลายๆมุม ทุกเรื่องมีประเด็นที่ต้องกลับไปขบคิดต่ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด และที่สำคัญ เราว่าเรื่องราวในนั้นทันสมัยมาก เข้าได้กับทุกยุคทุกเหตุการณ์ (ไม่เว้นแม้กระทั่งตอนนี้..)

ไว้มีหนังสือเล่มไหนน่าสนใจ มาแนะนำอีกได้นะคะ :)
Reply
Rainbowlight
5 days ago
แงงงงง น่ารักมากเลย ขอบคุณมากๆค่ะ 
มันเป็นเล่มที่ดีมากจริงๆและคุณก็พูดถูกทุกอย่างเหมือนกัน เราเห็นด้วยทุกประการค่ะ แม้ว่าจะอ่านแล้ว ถ้าได้กลับมาอ่านซ้ำก็จะใจเต้นตุ้บๆทุกทีเหมือนเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงหน้า มันสมจริงไปทุกยุคทุกสมัยจริงๆค่ะ 
ถ้ามีเรื่องไหนที่ชื่นชอบและอ่านจบแล้วก็มารีวิวเล่าสู่กันฟังนะคะ รออ่านค่ะ :)