ฤดูร้อนผ่านไปไวมาก พอๆ กับฤดูฝนที่มาเร็วเหลือเกิน
แม้ว่าสายฝนจะโปรยปรายลงมาเกือบทุกวัน บางวันร่มผ้าใบก็แทบจะกันลมฝนไว้ไม่ไหว หงายตลบขึ้นฟ้าไปก็ยังเคย ทั้งสินค้าและแม่ค้าต่างก็เปียกมะล็อกมะแล็กไปตามๆ กัน แต่ฉันกับนายดินยังคงค้าขายผลไม้ มะพร้าวเผา ข้าวโพดย่าง กล้วยหักมุกปิ้ง สินค้าที่เป็นที่ถูกตาถูกใจและถูกปากของผู้คนในตลาด เราแทบจะเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน มากกว่าจะเป็นแค่ลูกค้ากับแม่ค้าที่ไม่ได้รู้จักกัน ผ่านมาซื้อของและผ่านเลยไป แต่ผู้คนในหมู่บ้านจัดสรรแห่งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการวัยเกษียร รองลงมาเป็นแม่บ้าน และพนักงานบริษัททั่วไป ทุกคนต่างรู้จักชื่อเสียงเรียงนาม และชีวประวัติเล็กๆ น้อยๆ ของกันและกัน แต่ฉันไม่เคยคิดมาก่อน ว่าเรื่องของฉันกับดิน จะกลายเป็น “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” ของหมู่บ้านไปในชั่วข้ามคืน

สำหรับท่านที่เคยอ่านเรื่องราวระหว่างฉันกับดินเป็นครั้งแรก อาจจะงงๆ นิดๆ เอ...เขามีเรื่องอะไรกัน คืออย่างนี้ค่ะ ฉันชื่อแก้ว เคยเป็นพนักงานบริษัทมาห้าหกปี แต่ตอนนี้ ฉันกลายเป็นแม่ค้าในตลาดนัด เนื่องจากนายดิน คนรักของฉัน เขามักมีปากเสียงกับแม่ของเขาเวลาขายของด้วยกัน ระหว่างที่ฉันกำลังจะย้ายบริษัท นายดินก็มีความคิดจะแยกขายของกับแม่ แยกตลาดแยกแผงกันขาย เพราะการทำงานด้วยกันทุกวัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ การอยู่ห่างกันบ้าง อะไรๆ อาจจะดีขึ้นก็ได้ โดยนายดินให้ฉันไปช่วยเขาขายของไปก่อนระหว่างที่รอไปทำงานที่ใหม่ แต่ทำไปทำมา ก็เกิดเรื่องราวบางอย่าง ลุกลามใหญ่โต จนตอนนี้ นายดินออกจากบ้านมาอยู่ที่บ้านของฉัน และเราสองคนก็ขายของด้วยกันมาเกือบจะหนึ่งปีแล้ว

ซึ่งชนวนใหญ่ของเรื่องก็คือ นายดินต้องการปลูกบ้านหลังเล็กๆ ในที่เช่าผืนหนึ่ง เขาอยากปลูกพืชผลไว้สำหรับเก็บมาขาย แต่ที่ดินผืนใหญ่จะซื้อหาก็ต้องใช้เงินมาก ที่เช่าซึ่งเป็นของญาติสนิทจึงน่าจะเหมาะสมที่สุด แต่แม่ของนายดินไม่เห็นด้วย ท่านต้องการปลูกบ้านหลังใหญ่ และต้องการให้เราสองคนเป็นคนทำงานผ่อนใช้หนี้สินตรงนี้ เราสองคนไม่เห็นด้วย เพราะที่ผืนนี้เป็นที่เช่า หากเจ้าของต้องการนำไปขายหรือยกเลิกการเช่า เงินที่ลงทุนสร้างบ้านหลังใหญ่ก็จะสูญไปโดยปริยาย (อย่าคิดเรื่องที่จะซื้อที่เช่าผืนนี้เป็นของตัวเองเชียวนะคะ ราคางานละหนึ่งล้าน รวมทั้งผืนก็ราวๆ สิบสองล้านเองค่ะ)

แต่ก็นั่นแหละนะ ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ไม่ได้มีแค่ในละคร แม่ของนายดินคิดว่านายดินดื้อกับแม่ก็เพราะฉัน ทั้งสองทะเลาะกันรุนแรง จนแม่นายดินยื่นคำขาดว่าให้เลิกกับฉัน มิเช่นนั้นก็จะยึดรถที่นายดินใช้ขายของคืน (เรื่องเป็นอย่างนี้ไปได้ยังไง ตอนนี้ฉันก็ยังงงๆ )

ใช่แล้วค่ะ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่นายดินทำงานได้ เขาให้แม่เก็บไว้ทั้งหมด ชื่อเจ้าของรถก็เป็นของแม่ เขาเหลือแต่ตัว คืนนั้นเขาปั่นจักรยาน สะพายกระเป๋าเสื้อผ้ามาที่บ้านของฉัน มีเงินติดตัวมาสองร้อยบาท ครอบครัวของฉันอยากให้นายดินกลับบ้านไปคุยกับแม่อีกครั้ง เผื่อท่านจะใจเย็นลง แต่ก็ไม่เลย ท่านยืนยัน จะสร้างบ้านหลังใหญ่ เงินไม่พอจะไปขอยืมคนอื่น ถ้านายดินกับฉันไม่ไปอยู่ ไม่ไปใช้หนี้ให้ ท่านก็จะอยู่ของท่านเอง ที่ดินจะถูกยึดคืนเมื่อไหร่ ท่านไม่สนใจ

ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับ เราหยุดขายของไปเกือบเดือน แผงที่ตลาดกำลังจะกลายเป็นของคนอื่น ในยุคสมัยนี้ ทำเลขายของดีๆ หาอยากเป็นไหนๆ ในที่สุดนายดินกับฉันก็ตัดสินใจออกรถคันใหม่ เพื่อรักษาแผงขายของที่ตลาด และรักษาลูกไร่ที่ต่างจังหวัด ที่เคยตกลงปลูกพืชผลให้เราเอาไว้ หากทิ้งไป ชาวไร่หลายครัวเรือนคงต้องเดือดร้อนเพราะเรา

อ่านถึงตรงนี้ ทุกคนอาจคิดว่าทำไมเรื่องแค่นี้ นายดินถึงกับต้องหอบกระเป๋าออกจากบ้าน ทิ้งทุกอย่างที่เขาเหน็ดเหนื่อยทำมันมา แค่ความรักที่มีต่อฉันแค่นั้นเองเหรอ จริงๆ มันมีเรื่องราวมากกว่านี้ แต่ก็นั่นแหละค่ะ มันไม่น่ารู้เท่าไหร่ หากวันนึงนายดินได้มาอ่าน เขาจะโกรธเคืองฉันได้ ที่เขียนถึงแม่ของเขาในทางที่ไม่ค่อยน่าอ่านน่าฟังนัก

ลำยองกับวันเฉลิม ไม่ได้มีแค่ในนิยาย ฉันยืนยัน...

มันค่อนข้างจะลำบาก เงินที่ฉันเก็บออมมาจากการทำงานบริษัท ต้องนำมาลงทุนจำนวนไม่น้อย แผง ร่ม ลังผลไม้ อุปกรณ์จิปาถะ ที่หนักๆ เลยก็เงินเริ่มต้นสำหรับการเป็นเจ้าของรถยนต์คันใหม่ แต่ทำไปทำมา เราสองคนก็ขายของมาได้เกือบจะหนึ่งปีแล้ว นายดินกลับบ้านไปเยี่ยมแม่เป็นระยะๆ แน่นอนว่า เขาถูกแม่ต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรงทุกครั้ง จนนายดินเริ่มกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับแม่ไปเลย

อยากให้ทุกคนเข้าใจนายดินเหมือนที่ฉันเข้าใจจังค่ะ เขาไม่คิดจะทิ้งแม่ไปจริงๆ เขายังเป็นห่วงและตั้งใจจะทำงานเก็บเงินมาดูแลแม่ในยามแก่ชรา รอเวลาที่แม่ใจเย็น พูดจาดีๆ กับเขาบ้าง เข้าใจหัวอกของลูกคนหนึ่ง ที่อยากได้ความรักความอบอุ่น คำปลอบปะโลมใจจากแม่ผู้ให้กำเนิดบ้างเท่านั้นเอง

และเหตุการณ์ที่เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ก็มาถึง เมื่อจู่ๆ แม่ของนายดินก็มาปรากฏตัวที่ตลาดหมู่บ้านจัดสรร นายดินรู้ดีว่าแม่ของเขาเป็นคนเช่นไร่ เนื่องจากแม่เปรยๆ ว่าถ้านายดินไม่กลับบ้านไปทำงานใช้หนี้ให้ท่าน ท่านจะมาทำให้นายดินอายจนขายของไม่ได้ ใช่ค่ะ ท่านจะมาต่อว่านายดินกลางตลาด นายดินจึงรีบเก็บแผงและพาฉันไปขายของที่ตลาดอื่นเป็นการชั่วคราว ซึ่งเรื่องนี้มีแม่ค้าแผงข้างๆ ที่สนิทสนมกับเราไม่กี่คนที่รู้ แต่การหายไปของนายดิน ทำให้แม่ค้าคนอื่นๆ และลูกค้างงไปตามๆ กัน เพราะนายดินไม่เคยหยุดขายของ และจู่ๆ แม่ของเขาก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมเสียงโวยวายลั่นตลาด ในที่สุด เรื่องราวของนายดิน ฉัน และแม่ของเขาก็โด่งดังไปทั่วตลาดทั่วหมู่บ้าน

วันนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกสงสารแม่ของนายดิน เมื่อได้รู้ว่าแม่ค้าและลูกค้าส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับแม่ของเขา และสงสารเราสองคนเป็นที่สุด แม่นายดินขายของแทบจะไม่ได้ ซ้ำเจ้าของแผงในตลาดก็ประกาศให้ทุกคนรู้ว่าจะไม่ยอมให้แม่นายดินมาโวยวายที่ตลาด และอาจเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ให้ท่านมาขายของอีกเลย

ฉันกับนายดินเพียงแค่ไม่อยากทะเลาะกับแม่ของนายดิน เราไม่มีปัญหา หากไม่ได้ขายของที่ตลาดแห่งนี้ เราสองคนก็ยังขายของที่ตลาดอื่นได้ แม้รายได้จะน้อยลงไปบ้าง แต่ก็ไม่อยากเห็นแม่ของนายดินถูกทุกคนแบน

เราสองคนต้องตอบคำถามและเล่าเรื่องราวที่เคยเป็นความลับนี้หลังจากที่กลับมาขายของตามเดิม ฉันเห็นแววตาที่แสดงความเห็นอกเห็นใจของทุกคน ฉันรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณ โดยเฉพาะคำปลอบโยนของป้าเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวร้านดังในตลาด ที่ร้านของป้าเป็นเหมือนสภากาแฟที่ทุกคนในหมู่บ้านมาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนข่าวสารกัน ที่ผ่านมาคุณป้าก็คอยดูแลเราสองคน แนะนำการขายของ แนะนำแม้กระทั่งการรัดหนังยางอย่างไรให้แน่น ท่านเอ็นดูที่เราสองคนเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่เด็กที่สุดในตลาด เอ็นดูที่เรามักมาตั้งร้านก่อนและกลับที่หลังทุกคนเป็นประจำ ซึ่งท่านบอกกับเราว่า

“ทุกคนในหมู่บ้านเป็นกำลังใจให้แก้วกับดินนะ สู้ต่อไป อย่ายอมแพ้ ไม่ต้องกลัว พวกเราจะปกป้องแก้วกับดินเอง”

ในสายตาแม่และญาติๆ ของนายดิน เราสองคนเป็นแค่เด็กนิสัยไม่ดี เอาแต่ใจ อกตัญญู ฉันเป็นสะใภ้ที่แย่ ยุยงให้แม่ลูกเขาแตกกัน เรื่องของฉันกับดินกลายเป็นละคนน้ำเน่าที่ญาติๆ ของนายดินเอาไปพูดกันด้วยความสนุก ใส่สีตีไข่ จนวันหนึ่งฉันรู้สึกตลกมาก ว่านี่พวกเขา เขียนบทให้ฉันขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย พี่กิ๊ก สุวัจนียังต้องอึ้งแหละฉันว่า!

ฉันไม่เคยคิดว่าอีกมุมของโลกใบนี้ ยังมีคนเข้าใจฉันกับนายดิน เข้าใจในเหตุผล ว่าหากผู้ใหญ่แนะแนวทางที่ไม่ถูก แนะแนวทางที่นำไปสู่หายนะให้ การที่เด็ก(อายุใกล้สามสิบ)อย่างเราไม่ทำตาม มันไม่ได้แปลว่าเราสองคนเป็นไม่ดี ทำผิดศีลธรรมรุนแรง แต่เราเพียงแค่เลือกทางเดินที่ดีให้กับชีวิตของเรา เราแค่ไม่อยากรับผลกรรม ในวันที่ผู้ใหญ่ไม่อยู่กับเราแล้วเท่านั้นเอง

เราสองคนไม่ได้ดื้อใช่มั้ยคะ? หวังว่าทุกคนจะเข้าใจและให้อภัยเรานะคะ

ขอบคุณทุกแรงกำลังใจ ความเอ็นดูเมตตาที่ทุกคนมีให้จากหัวใจจริงๆ ค่ะ

SHARE
Written in this book
บันไดแก้ว
ชีิวิตจริง อิงนิยาย สุข เศร้า เหงา ซึ้ง ของแก้วกับนายดิน

Comments