วันแม่ปีนี้ คุณเห็นความน่ารักของแม่หรือยัง
ไกล้วันแม่ละ เขียนถึงแม่ซะหน่อย

เราไม่เคยมีโมเมนต์คิ้วท์ๆกับแม่ค่ะ ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ตอนเด็กๆแม่เข้มงวดมาก ดุมาก ตวาดทีเสียงลั่นไปแปดบ้าน แบบนั้นเด็กอย่างเราก็กลัวเป็นธรรมดานะ ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องกอด หรือ หอม เลย ไม่มี๊ ไม่มีเด็ดขาด

แต่ความรักความผูกพันมันชนะทุกอย่างแหละ ต่อให้เรารู้สึกว่าแม่ดุแค่ไหน ก็ยังมีความรู้สึก รัก และเป็นห่วงมากๆ อยู่ดี แหม่ก็แม่เราอ่ะเนอะ แต่ทัศนคติเกี่ยวกับความสำคัญของครอบครัวและความรักที่เราเริ่มเข้าใจมันจริงๆเนี่ยมันเริ่มเกิดเมื่อตอนที่เราเริ่มทำงานล่ะ

ตอนที่เราทำงานที่แรก มันเหมือนชะตาฟ้าลิขิต เราต้องไปทำงานซึ่งเนื้อหางานหลักๆคืองานธุรการ ซึ่งตลอดชีวิตการเป็นนักเรียน เราไม่เคยคิดว่าเราจะทำงานแบบนี้เลย (เอาจริงๆไม่เคยคิดอะไรเลยต่างหาก เรียนทุกอย่างตามที่ใจอยากจะเรียน ไม่เคยคิดว่าเรียนแล้วจะเอาไปทำอะไรด้วยซ้ำ) ทีนี้พอเราไม่เคยเตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน เราก็ค่อนข้างต้องต่อสู้มากๆกับที่ทำงานนี้ แล้วมีวันนึงเราจำได้ไม่ลืม เรากลับมาบ้านด้วยความเหนื่อยอ่อนเช่นทุกวัน แต่วันนั้นแม่ซึ่งนั่งกินข้าวเย็นอยู่ก็ถามเราด้วยคำถามซึ่งเราก็จำไม่ได้แล้วล่ะว่าถามว่าอะไร รู้แต่ว่า พอแม่พูดจบเราร้องไห้โฮเป็นเด็กเลย

ความรู้สึกตอนนั้นมันท่วมท้นมากจริงๆ เหมือนคนที่ต้องทนเก็บความเครียดและกดดันมากมายมาจากที่ทำงานแล้วอยู่ดีๆก็มีใครสักคนถามเราว่าเราเหนื่อยมั้ย เราโอเคหรือเปล่า ซึ่ง ณ ตอนนั้นคือแค่นี้ก็เพียงพอแล้วจริงๆ แต่ที่มันพิเศษมากในความรู้สึกของเราเป็นเพราะมันออกมาจากปากแม่เรา แม่เราซึ่งไม่เคยแสดงความห่วงหาอาทรในแบบนี้ ความรักที่แม่แสดงจะถูกฉาบไว้ด้วยความโหดเสมอ และเราไม่เคยเลยที่จะรู้สึกว่าเราจะได้รับความรู้สึกแบบนี้จากแม่

เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้เราได้คิดค่ะ เราได้คิดว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ก็คือครอบครัวนี้แหละ เวลาที่โลกทั้งโลกไม่มีใครเข้าข้างเราเลย ครอบครัวนี่แหละจะเป็นที่พักพิงให้เราได้ คราวนี้มันไม่ใช่การเห็นความสำคัญเพราะได้ยินได้ฟังมาว่า “ครอบครัวสำคัญนะ” หรือเป็นเพราะการอยากจะกตัญญูเพราะต้องการทำหน้าที่ลูกให้ดี แต่เป็นความรู้สึกจากประสบการณ์ตรง และมันเลยประทับอยู่ในจิตใจมาตลอดจนถึงวันนี้

ทุกวันนี้แม่ก็แก่ลงมาก ทำอะไรได้ไม่คล่องแคล่วเหมือนก่อน แต่ดีที่ตอนนี้แม่เริ่มยอมรับแล้วว่าตัวเองแก่และไม่แข็งแรงเหมือนก่อน (ถึงแม้เพิ่งจะมายอมรับเมื่อไกล้จะแปดสิบแล้วก็ตาม) ตั้งแต่แม่แก่ เรากลับเห็นความน่ารักของแม่มากขึ้น เรื่องนึงที่เกิดขึ้นบ่อยมากๆ และน่าจะเป็นเหมือนกันหมดทั้งเจนเนอเนชั่นเพราะแม่เพื่อนเราก็เป็นคือ...

- การหมั่นบอกคุณประโยชน์ของผักและผลไม้
เช่น ส้มนี่ดีนะ วิตามินซีเยอะ และผักผลไม้นี่กินดีนะ มีวิตามินเยอะแยะ ประโยคแบบนี้จะมาเมื่อเห็นเรากินขนมไร้สาระอยู่ เป็นการบอกอ้อมๆให้เรากินอาหารที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย อยาาเอาแต่กินขนม ที่มีแต่แป้ง และผงชูรส สาเหตุจริงๆก็เพราะห่วงเรื่องสุขภาพเรานั่นแหละ จะมีอะไรเสียอีก

- การพร่ำบอกว่าของกินที่เราซื้อมาฝากจากที่ต่างๆ “ไม่อร่อย”
“ทีหลังไม่ต้องซื้อมานะ”
“รสชาติก็งั้นๆแหละ”
“โห! ทำไมแพงขนาดนี้ ไม่เห็นอร่อยเลย”
สารพัดคำพูดที่เหมือนเป็นการดิสเครดิตบรรดาร้านอาหารรสเลิศจากที่ต่างๆ ว่าร้านเหล่านั้น ไม่ได้มีฝีมือเอาซะเล้ย รสชาติธรรมดามากๆ แต่ก่อนพอเราได้ยินคำพูดแบบนี้ก็โกรธนะ คือคนเขาอุตส่าห์ซื้อมาฝาก พูดแบบนี้เพื่อ? แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้ทำไมรู้สึกเฉยๆ คือไม่ได้มีอารมณ์กับคำพูดพวกนี้ คิดว่าน่าจะชินแล้ว และมองเห็นความเกรงใจบางๆที่ซ่อนอยู่ ประกอบกับความจริงที่ว่า แม่เป็นคนกินยาก และกินแต่ของที่ตัวเองทำเท่านั้น ที่เขาทำขายกันเทียบไม่ได้กับฝีมือแม่จริงๆ อันนี้เลยได้แต่ยอมรับไป

แต่ไม่มีอันไหนเด็ดเท่าอันนี้!

- การกินของที่เราซื้อกินมาจนหมดหรือเกือบหมด โดยให้เหตุผลว่า “กลัวเรากินไมีหมด” “กลัวว่าเก็บไว้นานมันจะเก่า และรสชาติจะไม่ดี” และสารพัดเหตุผลที่เป็นการย้ำว่า แม่ไม่ได้อยากกินเลยยย ที่กินเนี่ยเพราะเห็นแก่ลูกทั้งนั้นเลย พอเจอแบบนี้ก็ #อิหยังว่ะ แต่ลูกอย่างเราก็ได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรมไปและยิ้มแห้งๆใส่ของโปรดที่เราตั้งใจซื้อมากินคนเดียวนั้นซะ

เล่าให้ฟังแบบขำๆเนอะ ที่เล่านี่ก็เพราะเอ็นดูความน่ารัก และซาบซึ้งในความรักของแม่ล้วนๆ ไม่ได้มีเจตนาอื่นใดเลยจริงจริ๊ง 

วันนี้คุณเห็นความน่ารักของแม่หรือยัง :)



SHARE

Comments