เราให้ค่าชีวิตมากเกิน (Life is Overrated)
มีคำถามหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของข้าพเจ้ามาได้เป็นเวลาสักระยะหนึ่งแล้ว


นั่นคือ อะไรกันที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้คนมากหน้าหลายตาถึงอยากจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไป ทั้งที่ถ้ามาว่ากันแล้ว ชีวิตมันร้ายกาจยิ่งนัก คอยแต่จะหาเรื่องให้เราช้ำใจได้เสมอ มากกว่าความสมหวังหลายเท่า

คิดดูซี ในช่วงชีวิตเรามันทุกข์มันสุขเทียบกันแล้วมันมากน้อยกว่ากันเท่าไร

ไม่ต้องเสียเวลาคิดก็รู้อยู่แล้วว่าในชีวิตนึงเราทรมานนานกว่าสุขใจแน่นอน ยังไม่พอ ยังไงวันหนึ่งเราทุกคนไม่ว่าหน้าไหนก็ต้องพบกับความตายอยู่แล้ว หนำซ้ำ ขณะที่ยังหายใจอยู่ก็มีแค่เราเพียงคนเดียวรึปล่าว ที่รู้จักตัวเองจริงๆ ผู้คนในชีวิตเราล้วนมีมุมมองต่อเราแตกต่างกันไปเสมอ ฉะนั้นจึงอนุมานได้ว่า มีเพียงเราเท่านั้นที่เข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง

เราล้วนตัวคนเดียว เกิดมาคนเดียว ใช้ชีวิตคนเดียว และตายไปคนเดียว มีเพียงความสัมพันธ์เท่านั้นที่เป็นมายาให้เราเชื่อว่าเราไม่ได้อยู่ลำพัง

แต่มันก็เป็นเพียงเครื่องปลอบประโลมอันด้อยประสิทธิภาพ เช่นนั้นแล้ว อะไรคือสาระของการดำรงอยู่กัน


อิสรภาพมันก็เรื่องเพ้อฝัน ไม่มีใครเป็นอิสระจริงๆสักคนหรอก เราล้วนถูกพันธนาการด้วยเครื่องรัดตรึงจากธรรมชาติทั้งนั้น ทั้งความหิว ความเบื่อหน่าย ความง่วง กามารมณ์ เหล่านี้เป็นเพียงสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อให้เราลุกขึ้นไปทำตามภาระที่มันได้มอบหมายให้เราทั้งสิ้น ความหิวก็เพื่อให้เราไปหาอะไรกิน ไม่อดตายไปเสียก่อน จะได้อยู่เพื่อสืบพันธุ์ ออกลูกออกหลานให้มัน สร้าง "ความหลากหลายทางชีวภาพ" ให้กับมัน คิดดูเถิด บีบครั้นเราถึงเพียงนี้ยังมีหน้าไม่ยอมบอกเราอีกว่า "ทั้งหมดนี้มันเพื่ออะไรกัน?"

ผมเชื่อในทฤษฎีสัจนิยมเหตุซึมเศร้า (depressive realism) กล่าวคือ แนวคิดที่ว่า แท้จริงแล้วคนที่กำลังหดหู่หรือซึมเศร้าอยู่นั้น มีความสามารถในการรับรู้ความเป็นจริงได้แม่นยำกว่าคนปกติ ซึ่งก็คือ คำว่าปกตินั้น แท้จริงแล้วคือการยังวนเวียนอยู่ในมายาที่ธรรมชาติมันมอมเมาเราให้หลงไหล ใฝ่หา "ความสุข" หรือสุนทรียภาพในชีวิตประจำวัน โดยปิดตาไม่ให้เรามองเห็นกองทุกข์อันเน่าเหม็นหมักหมมกับชีวิตคนเราอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การทนลำบากทำงาน ทนเพื่อนร่วมงานห่วยๆ ทนเรียนหนังสือยากๆ ทนการเมืองในห้องเรียน ในที่ทำงาน โดยโฟกัสอยู่แต่เพียงเป้าหมายที่วาดไว้ ไม่คิดเลยว่าความสุข ต่อให้มาในรูปแบบไหนก็ตาม ย่อมมาเพียงสั้นๆและจากไปอย่างรวดเร็ว คุ้มแล้วหรือกับที่ต้องทรมานมาแสนนาน?

สุดท้ายแล้วใจจริงผมอยากจะฝากข้อคิด แต่อนิจจัง ผมเกลียดคุณงามความดี เกลียดแรงบันดาลใจ ผมไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ ชีวิตก็แหว่งๆ มีความด่างพร้อย และเชื่อว่าได้ทำเรื่องสารเลวมามากกว่าการทำดีมากนัก คงตลกน่าดูหากคนอย่างผมจะสามารถฝากคุณงามความดีให้แก่โลกใบนี้ได้

จึงได้แต่ฝากร่องรอยของความทุกข์ทนระหว่างการดำรงอยู่อันสั้นนี้เป็นบทเรียนแก่เพื่อนมนุษย์ผู้อื่น

ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
SHARE
Writer
Theo17
Voidness
Nothing whatsoever should be clung to.

Comments

Nui_Napat
2 months ago
เพราะรู้ว่าทุกคนทุกข์ทนพอกัน เลยหาความหมายจากการเป็นสิ่งดีให้กับคนอื่น มากกว่าจะโฟกัสที่ปัญหาเล็กๆของเราคนเดียวกระมังครับ
Reply
Theo17
2 months ago
อื้อหือ หน้าสั่นเลย55 ขอบคุณสำหรับความเห็นครับ
sun-kiss
1 month ago
เป็นบทความที่เราอ่านซ้ำหลายรอบมากเลยค่ะ เราชอบมากเลย ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะคะ :-)
Reply
Theo17
1 month ago
😍😍😍 ขอบคุณมากค้าบ อ่านซ้ำเลยเหรอเนี่ย55
Moonlights
19 days ago
เป็นเเนวคิดที่น่าสนใจมากค่ะ เราชอบ เราก็คิดเหมือนกับคุณ เเต่มันคงเเปลกสำหรับคนทั่วไป
Reply
Theo17
19 days ago
โนวว พึ่งอ่านหนังสือพุทธที่ฝรั่งเขียนเจอแนวคิดคล้ายกันนี้เลยครับ55 สงสัยเป็นแนวคิดเฉพาะกลุ่ม แต่ถ้าไปพูดกับคนส่วนใหญ่ก็อาจจะโดนมองว่าแปลกจริงแหละ55
Moonlights
10 days ago
หนังสือชื่อว่าอะไรหรอคะ น่าสนใจจัง
Theo17
10 days ago
ทำไมพุทธจึงเป็นศาสนาแห่งความจริง (Why buddhism is true) ของ โรเบิร์ต ไรท์ ครับ 👍👍