คุณคือพระจันทร์ดวงโปรดของผม
พระจันทร์ของคุณอยู่ที่ไหน ?

บนท้องฟ้ากว้างของคืนวันเพ็ญ(เดือนสิบสอง)เเบบนี้ 
แม้ในท่ามกลางเเสงสีของพลุที่เเตกออกเป็นเส้นสาย -- เป็นดอกไม้แห่งไฟ
ไหนจะเเสงโคมยี่เป็ง เเล้วก็เเสงเทียนประทีปอีก
พระจันทร์ของคุณคงจะเปล่งเเสงเฉิดฉายราวกับกำลังครอบครองฟ้าทั้งผืนเลยใช่ไหม
ก็ใช่สิ , วันนี้มันเป็นวันของพระจันทร์จริง ๆ นั่นเเหละ

พระจันทร์ของผมอยู่บนดิน 
บางทีเขาอาจจะเดินสวนกับคุณเเถว ๆ ท่าน้ำไปเมื่อวันก่อนก็ได้
เเต่ต่อให้เป็นบนพื้นดินเดียวกัน 
คุณก็รู้ใช่ไหมว่ามันเป็นพื้นดินที่เต็มไปด้วยเส้นเเบ่งซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
เหมือนบรรยากาศที่ถูกเเบ่งออกเป็นชั้น ๆ 
ผม กับ เขา 
เเละเราทั้งคู่
เเท้จริงกำลังเต้นรำอยู่ในจักรวาลคู่ขนาน

เพราะเขาน่ะ เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยิ้มตาหยีทีเดียวคนครึ่งค่อนมหา'ลัยก็ใจละลายเเล้ว
ไม่ใช่เเค่หน้าตาเเบบนั้น ส่วนสูงเเบบนั้น หรือรอยยิ้มเเบบนั้น
เเต่วิธีการพูดที่อ่อนโยน ความขี้เล่น และทันศนคติที่น่าเหลือเชื่อ
เขาจึงมีเเสงสว่างอย่างที่พระจันทร์ดวงหนึ่งควรจะเป็น
ผมเก็บเอาตัวตนของเขาไปเสาวรจนีย์ในนิยายวายเรื่องหนึ่งของตัวเอง
ผลปรากฏว่า เพียงเเค่ตัวอักษรที่เกี่ยวกับเขาซึ่งถูกวางให้เป็นตัวประกอบ
ยังได้รับความสนใจมากกว่ามากกว่าตัวเอกของเรื่องอีก
จนผมต้องเเยกเรื่องของเขาไปเขียนเป็นเรื่องใหม่
แน่นอนว่าผมไม่ลืมจะให้ตัวเองเป็นนายเอกคู่กับเขา
ก็ผมทำได้เท่านี้จริง ๆ 

จะเล่าเเค่คร่าว ๆ  ว่าผมกับพระจันทร์เจอกันด้วยความบังเอิญ
สมัยที่เขาเพิ่งจบมอปลาย เเละผมกำลังจะขึ้นปีสอง
มันเป็นอุบัติเหตุให้เราได้เดินทางด้วยรถคันเดียวกัน
ตั้งเเต่ตอนนั้นที่ผมเห็นเเสงของพระจันทร์ในตัวเขา
เราเเยกย้ายจากกันโดยไม่ได้รู้จักกันเพิ่มเลย
จะมีก็เเต่รอยยิ้มเเละท่าทางเเบบนั้นของเขานั่นแหละยังติดอยู่ในใจผม
นานหลายเดือน

บางทีผมก็คิดว่า
ถ้าตัวเองไม่ขอให้เพื่อนผู้กว้างขวางคนหนึ่งตามหาไอจีเขาให้
ถ้าตัวเองไม่มักง่ายกดไลค์รูปของเขา เพียงเพราะคิดว่า คนกดไลค์เยอะ เขาคงไม่เห็นหรอก
ถ้าเขาเป็นคนสอดรู้สอดเห็นน้อยกว่านี้ เขาจะไม่เห็นว่าผมกดไลค์ด้วย
ถ้าเขาไม่มั่นใจขนาดนั้นว่าใช่ผมเเน่ ๆ
ถ้าเขาไม่เล่นตลกด้วยการทักไอจีผมมาก่อน

หนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ผมคงไม่ติดตามดูสตอรี่เขาเป็นบ้าเป็นหลัง
เเถมยังยกตำแหน่งพระจันทร์ดวงโปรดให้เขาไปโดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำ
เพราะผมน่ะ ตัดบทสนทนาครั้งนั้นไปห้วน ๆ เพียงเเค่คิดว่ามันจะช่วยให้ตัดใจได้ง่าย ๆ
เเต่เปล่าเลย

ผมก็ไม่รู้นะว่าการที่ตัวเองไม่ยอมเปิดใจรับการทักทายจากใคร
มันเป็นผลมาจากพระจันทร์ดวงนั้นหรือเปล่า 
ผมอาจจะชอบพระจันทร์ดวงนั้นมากเกินไป มากกว่าพระจันทร์ดวงอื่น ๆ

จนวันหนึ่งเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน
พระจันทร์ของผมโพสต์สตอรี่นักการเมืองที่กำลังปราศรัยการเลือกตั้งซ่อมอย่างเผ็ดร้อน
เเละผมก็ไม่รู้เป็นบ้าอะไรไป กดรีพลายเขาอย่างไม่ทันคิดหน้าคิดหลัง
ที่บ้าบอพอกัน ๆ คือ เขาก็ตอบกลับมา
ว่าจะมาเเข่งบาสที่เชียงใหม่ ช่วงสุดสัปดาห์ที่เพิ่งผ่านมานี้

ดีใจ
ดีใจนะที่ยังจำกันได้โดยที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
ดีใจที่ช่วงนั้นผมมีสอบพอดี ผมจึงทำเป็นเมิน ๆ ไม่เห็นเขาได้อยู่
พูดอย่างนั้นก็เถอะ เเต่วันที่เห็นเขานั่งรถไฟขึ้นมาจริง ๆ นี่
หัวใจที่ผมไม่ค่อยจะรู้สึกได้ว่าตัวเองมี
อยู่ ๆ มันก็เต้นระบำจังหวะประหลาด
เหมือนสนุกสนานที่จักรวาลไกลโพ้นจะโคจรมาเจอกัน

ผมสอบเสร็จช่วงเกือบเที่ยง
เเละระหว่างทางเดินกลับหอผมเปิดดูสตอรี่ของพระจันทร์เป็นคนเเรก
เขาถ่ายรูปสนามเเข่งบาส 
ผมถามเพื่อนคนหนึ่งลอย ๆ ว่าควรจะส่งอะไรไปให้ผู้ชายสักคนที่เราอยากส่งดีไหม
เธอบอกว่าส่งเลย เเล้วไม่เกินหนึ่งวินาทีผมก็ทำตามนั้น
คนอย่างพระจันทร์น่ะ เขาตอบกลับมาอยู่เเล้ว
เเละเขายังบอกอีกว่ากำลังจะเเข่งตอนบ่ายนี้
ไอ้กากอย่างผมคิดออกเเค่คำว่า "สู้ๆ"
ส่วนเขาก็ตอบกลับมาว่า "ขอบคุณครับ"

พระจันทร์ของผมนั่งรถไปกลับมหา'ลัยเขาไปแล้วตั้งเเต่เมื่อวาน
ผมไม่รู้หรอกว่าเขาเเพ้หรือชนะ ไม่รู้ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง
ตั้งเเต่บทสนทนาล่าสุดจบลง ผมก็ยิ้มให้พระจันทร์ดวงนั้นด้วยความรู้สึกที่ต่างไป
ไม่รู้สิ คุณเคยตื่นขึ้นมาเเล้วก็รู้สึกว่าชอบใครสักคนน้อยลงไหม
ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ดี หรือคุณเจอคนใหม่ที่ดีกว่า
เเต่เป็นความรู้สึกพร้อมจะออกไปดูพระจันทร์เปลี่ยนเค้ารูป
ความรู้สึกที่ฤดูร้อนซึ่งเป็นฤดูโปรดของคุณผ่านลับไป
เเละคุณก็อ้าเเขนโอบกอดฤดูฝนที่คุณชิงชังนักหนา
อย่างที่มันควรจะเป็น
เหมือนว่าไม่ได้ติดค้างอะไรกันอีกเเล้ว

Monday, 11 November
ผมเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ
ตัวเลขวันที่ของหน้าจอล็อกที่พื้นหลังเป็นคุณพระจันทร์ดวงนั้นกำลังหันข้าง
เตือนผมว่าวันนี้คือวันเกิดของเเม่
ทั้งที่คุณพ่อก็โทรมาย้ำตั้งเเต่เมื่อวานเเล้วว่าอย่าลืมส่งข้อความไปอวยพร 
เเต่ผมก็นึกไม่ออกจนกระทั่งถึงเย็น
มันอดไม่ได้หรอกนะที่จะโทษตัวเองว่าเป็นลูกที่ไม่เอาไหน

ผมออกไปที่บันไดหนีไฟเพื่อโทรหาเเม่
เธอไม่รับสาย เเต่โทรกลับมา
วันนี้เป็นวันเกิดที่เเม่ต้องออกไปทำงานที่กรุงเทพฯ
เธอกำลังกินข้าวอยู่กับเพื่อนร่วมงานคนใหม่ที่ร้านไหนสักร้านเเค่สองคน
เหมือนเธอจะรู้เลยถามผมว่าไม่มีใครพาไปลอยกระทงเหรอ
ผมก็ตอบว่าไม่มีใครมาพาไปเลยทั้งที่ผมก็น่ารักขนาดนี้ - เสียดายของเเย่
เราหัวเราะบ้าบอใส่กันเเล้วก็คุยสัพเพเหระอีกมากมาย
เเม้เเต่ในฐานะลูก ผมก็ยังเป็นเด็กปากเเข็งที่กว่าจะอวยพรเเม่ได้ก็ถึงประโยคสุดท้ายนู่นเลย

ช่างเป็นเรื่องราวที่ไม่สมเหตุสมผลเลย คุณว่าไหม
ผมเริ่มต้นเล่าเกี่ยวกับพระจันทร์คนหนึ่ง 
ความแอบชอบที่ไม่สมหวัง เเต่ก็ผ่านเลยไป
ทำไมมันถึงลากมาจบตรงที่บทสนทนาทางโทรศัพท์กับเเม่ได้ล่ะ
ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เเต่ชีวิตมันเป็นอย่างนี้จริง ๆ นะ

เเม่บอกรักผมในประโยคสุดท้ายของเธอ 
เธอพูดขึ้นมาเหมือนเป็นบรรทัดอันแปร่งปร่าของเรื่องสั้นที่จบลงด้วยความค้างคา
มาโดยฉับพลันเหมือนว่ารอคอยจะพูดอยู่เเล้ว
พลุเเถวเเม่น้ำปิงตรงโพ้นสายตาระเบิดขึ้น--โคตรสวย
เสียงรถบนถนนศิริมังคลาจารย์ตรงหน้าผมเบียดเสียดกันอย่างอดกลั้น
น้ำตาของผมไหลออกมาตอนพูดว่าครับเเบบไม่เต็มเสียง
ส่วนอีกฟากก็เป็นเสียงสะอื้นที่ขาดช่วงเพราะเธอชิงตัดสายไปก่อน
เราเป็นเเม่ลูกที่ต่างเก็บความรู้สึกไม่เก่งด้วยกันทั้งคู่

ความคิดถึงที่เข้มข้นกว่าที่เคยคิดถึง
ผมมองทอดออกไปไกลเเสนไกล เห็นพระจันทร์เต็มดวงลอยนิ่งอยู่
ด้วยสายตาพร่าเลือนจนต้องเช็ดหน้ากับเเขนเสื้อ
ว่ากันว่าหลังจากมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์
ดวงจันทร์ที่มนุษย์เคยรู้จักก็เปลี่ยนไป 
ไม่มีกระต่ายหรือสาวทอผ้าอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องชวนฝัน
เเต่ก็ใช่ว่าการฝันถึงพระจันทร์จะเป็นเรื่องหวงห้ามเสียหน่อย
ผมว่าทุกคนก็มีพระจันทร์เป็นของตัวเอง
ไกลเเสนไกล เเละ งดงาม

ถ้าพระจันทร์คือคนที่คุณชอบรอยยิ้มของเขา 
ตั้งรูปของเขาเอาไว้เป็นรูปล็อกหน้าจอ
ปรึกษาเรื่องของเขากับเพื่อนของคุณ
คิดถึงเขามากเท่าที่จะทำได้
ผมว่าผมรู้แล้วล่ะ 
ว่าผมเป็นพระจันทร์ดวงหนึ่งของใคร

ผมเปลี่ยนรูปล็อกหน้าจอกลับมาเป็นรูปงูเขียวที่เธอคนนั้นไม่ชอบ 
กลับบ้านครั้งต่อไปผมหวังว่าเธอจะได้เห็นมันอีก
SHARE
Writer
Toncha_
PURTURE
A child of god

Comments