พ่อคะ!! อย่ากลับมาอีกเลย...
จะปีไหนๆ หนูก็ไม่อยากให้พ่อกลับมาอยู่ดี...

เมื่อตอนป.5 ฉันได้เข้าประกวดเรียงความเรื่องพ่อในงานวันพ่อแห่งชาติของโรงเรียน เป็นการประกวดธรรมดาของโรงเรียนประถมในสมัยนั้น ซึ่งผลการแข่งขันฉันได้ที่หนึ่งของโรงเรียน เป็นความน่ายินดีของฉันและความภาคภูมิใจของแม่ เพราะการแข่งขันวันนั้นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ลงสนามของวิชาการ

เรียงความในกระดาษเต็มไปด้วยความรู้สึกพันล้านความรู้สึก ที่มีพ่อเป็นฮีโร่ พ่อที่ขออะไรก็ได้ พ่อที่เป็นไออุ่น และเป็นทั้งอ้อมกอด...

ขึ้นป.6 ในงานวันพ่อแห่งชาติอีกครั้ง ฉันก็เข้าประกวดเรียงความอีกรอบ เป็นปีสุดท้ายที่ฉันได้สัมผัสความรู้สึกของเด็กประถมปลายที่ปีหน้าก็เป็นน้องเล็กของนักเรียนมัธยมต้นแล้ว กฏกติกาในปีนี้ คุณครูบอกว่าคนที่ชนะเลิศจะได้ไปอ่านเรียงความบนเวทีใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่า เวทีใหญ่คือการรวมพลทุกคนที่มาในงานให้มารวมตัวกัน เพื่อดูลูกๆตัวเองได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่

และเรียงความของปีนั้นฉันก็ชนะเลิศอีกครั้ง ฉันได้อ่านเรียงความเรื่องพ่อให้คนทุกคนที่อยู่ตรงนั้นฟัง ฉันไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นที่ฉันอ่านข้อความอยู่ ฉันรู้สึกยังไง หรือคิดอะไรอยู่ แต่วันนั้นฉันร้องให้ และแม่ก็ร้องให้เช่นกัน...

พี่ชายเดินมากอดฉันบนเวที กระซิบเบาๆว่าเค้าอยู่ตรงนี้นะ เค้าไม่ไปไหน สายตาของฉันไม่ละจากแม่เลยสักนิด ฉันอ่านจบด้วยเสียงซะอื้นอย่างหนัก เรียงความในกระดาษก็ไม่ได้ต่างอะไรกับป.5 แต่ความรู้สึกที่ฉันใส่ลงไปมันต่างกัน...

มหกรรมวิชาการปีแล้วปีเล่าฉันก็ยังคงลงแข่งขันในหมวดเรียงความในทุกๆปี เพียงแค่ทุกปีนั้นฉันไม่เคยเขียนเรื่องพ่ออีกเลย บางการแข่งขันก็ชนะ บางการแข่งขันก็ไม่ได้เข้ารอบ ซึ่งฉันก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากมาย "ชนะได้ก็แพ้ได้" นั้นคือคติที่ฉันถือมาตลอดในแวดวงการแข่งขัน

เมื่อวันเกิดของฉันตอนม.3 พ่อส่งจดหมายมาบอกว่า คิดถึงลูกๆเสมอ พ่อยังรักและเป็นห่วงอยู่ตลอด เฝ้าดูอยู่ห่างๆ พร้อมที่จะช่วยเหลือถ้าแม่และลูกๆเดือดร้อน... ข้อความยาวเหยียดหนึ่งหน้ากระดาษเต็ม ข้อความที่จำได้ก็มีแค่ประมาณนั้นแหละ ฉันอ่านข้อความด้วยความรู้สึกเฉยๆ แต่แม่ร้องให้กับข้อความเหล่านั้น ฉันไม่ได้ตอบจดหมายกลับไป ปล่อยให้ทุกอย่างหายไปกับกาลเวลา

หลังจากวันนั้นที่พ่อส่งจดหมายมา พ่อก็ส่งมาตลอดในวันเกิดของฉันทุกๆปี และฉันก็ไม่เคยเขียนข้อความส่งกลับไปสักครั้ง ฉันรู้ว่าตัวเองใจร้ายแค่ไหน รู้เหมือนกันว่ากว่าจะทำใจยอมรับว่าไม่มีพ่อตรงนี้แล้วมันยากลำบากแค่ไหน ร้องให้มากี่ครั้งกว่าจะเข้มแข่ง ฝันร้ายแทบทุกคืนกว่ามันจะชินกับความรู้สึกบ้าๆนั้น...


...เมื่อ12ปีก่อน...


เด็กนักเรียนป.3 ที่โรงเรียนได้เพิ่งเปิดการเรียนการสอนสองสัปดาห์เต็ม ฉันตื่นมาในตอนเช้าเหมือนทุกวัน แต่งตัวเตรียมพร้อมที่จะไปเรียนต่อ แม่จับฉันมาถักเปียสองข้าง มันคือลักษณะผมของฉันเมื่อตอนเด็กๆ ฉันหอมแก้มแม่พร้อมหยิบกระเป๋าสีฟ้าอ่อนตัวโปรดมาสะพายด้านหลัง พ่อเดินมาอุ้มฉันแล้วพาขึ้นรถไปโรงเรียน ภาพตอนนั้นยังคงเด่นชัดในความฝัน จวบจนวันนี้ฉันก็ยังบอกได้ว่า ถึงยังชัดแค่ไหนก็ไม่มีน้ำตาออกมาแล้วนะ...

พ่อบอกฉันว่าเย็นนี้เลิกเรียนแล้วไปส่งพ่อกันนะ!! ฉันไม่เข้าใจหรอกว่าการไปส่งของพ่อหมายถึงอะไรกัน จนฉันเลิกเรียนจริงๆ พ่อมารับฉันเช่นเคย มีแม่ มีพี่ ในรถคันนั้นด้วย แม่อุ้มให้มาอยู่บนตักแม่ตรงที่นั่งข้างหน้าใกล้ๆที่นั่งพ่อ พ่อลูบหัวของฉัน แล้วถามว่า เรียนเป็นไงบ้าง วันนี้เป็นเด็กดีหรือเปล่า... ฉันก็ตอบงอมแงมต่างๆนาๆ รถแล่นไปเรื่อยๆ จนแม่ปลุกฉันว่าถึงที่หมายแล้ว ใช่!!! นี่คือสนามบิน...

พ่อลากกระเป๋าใบหนึ่ง พี่ชายใบหนึ่ง เราเดินมาถึงประตูทางเข้าที่มีป้ายเขียนว่า"เที่ยวบินนอกประเทศ" ตั้งแต่ที่เราเข้ามา พ่อเป็นคนอุ้มฉัน พ่อบอกว่า พ่อต้องไปทำงานไกล ต้องพาพี่ไปด้วย ฉันต้องเป็นเด็กดีนะ! ต้องไม่ทำให้แม่เสียใจ พ่อบอกว่าถ้าฉันเป็นเด็กดีพ่อจะกลับมาหาฉันเร็วๆ พ่อโกหก...

หลังจากที่เครื่องบินลำนั้นได้พาพ่อและพี่ชายจากไป ฉันเห็นแม่ร้องให้แทบทุกคืน แม่กอดฉันนอนด้วยน้ำตา ทุกครั้งที่ฉันถามว่าพ่อไปไหน มักจะเป็นคำตอบเดียวที่แม่ชอบบอก.. "เดี่ยวพ่อก็กลับมา"

แม่ต้องทำงานหนักเพียงลำพังเพื่อให้ฉันได้สบาย แม่บอกว่าฉันต้องตั้งใจเรียนนะแล้วพ่อจะกลับมา และฉันก็เชื่อในคำโกหกเหล่านั้น พ่อไม่เคยกลับมา... ไม่เคยกลับมาเลย ไม่ว่าจะเป็นงานวันพ่อตอนป.5 ที่ฉันได้เรียงความแล้วชนะครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นตอนป.6 ที่ฉันได้ขึ้นไปอ่านเรียงความบนเวที คุณเชื่อมั้ย วันนั้นฉันแอบมีความหวังลึกๆว่าพ่อจะต้องกลับมา พ่อจะต้องมาดูฉันถือไมค์ครั้งแรก พ่อจะต้องมาเห็นว่าลูกสาวพ่อเก่งแค่ไหน แต่พ่อทำหน้าที่พ่อได้แค่ส่งพี่ชายกลับมาแสดงความยินดี แล้วฝากบอกให้พี่ชายหลอกฉันว่าพ่อติดงาน และฉันก็เชื่อ...


"ลูก... พรุ่งนี้พี่เราจะกลับมานะ!!" เสียงแม่ดังขึ้นข้างๆ ทำให้ฉันเงยหน้าจากหนังสือแล้วหันไปหาแม่

ก็ไม่แปลกหรอก ก็เหมือนทุกครั้งนั้นแหละ!! ปิดเทอมของพี่ เค้าก็จะส่งพี่กลับมาไทย กลับมาอยู่กับแม่ กลับมาอยู่กับฉัน... ทุกครั้งที่พี่กลับมา พี่จะมีของฝากจากเค้ามาฝากฉันทุกครั้ง และในทุกครั้งฉันไม่เคยแตะต้องของฝากพวกนั้นเลย ตอนเด็กๆ ฉันอาจดีใจที่เค้าซื้อมาให้ แต่ตั้งแต่วันนั้น วันที่ฉันรู้ว่าที่เค้าจากเราไป ไม่ใช่ไปทำงานอย่างที่เค้าเป่าหูของฉันเหมือนที่ฉันเข้าใจ แต่ที่เค้าไป เพราะอีกประเทศหนึ่งมีภรรยาอีกคนที่เค้ารัก และเค้าก็รักมากกว่าแม่ของฉันด้วย...

"จะรอพ่อกลับมามั้ย พ่อบอกว่าจะกลับมา..."

สิ้นเสียงแม่ มันเหมือนมีอะไรหนักๆมาทับบนหน้าอก ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองหายใจไม่ออกจนแม่เข้ามากอดฉัน ฉันกำหนังสือที่ตัวเองอ่านอยู่จนแน่น แน่นจนแม่เรียกสติว่า "ใจเย็นๆนะคนดีของแม่ แม่อยู่ตรงนี้ แม่ไม่ทิ้งไปไหน" แล้วสติของฉันก็หายไปกับความเจ็บปวด

เค้ากลับมาจริงๆ เค้าดูแก่ขึ้นจากครั้งสุดท้ายที่เจอกัน เวลาได้พรากความหนุ่มแน่นไปจากเค้า แต่ก็ต้องยอมรับว่าความหล่อก็ยังคงเป็นเช่นเดิม เค้าอยู่ตรงข้ามกับฉัน บนโซฟาในห้องรับแขกที่ฉันเป็นคนออกแบบเอง แม่ก็ยังคงเป็นแม่ที่ยังรักเค้าไม่ว่าเค้าจะไม่เคยเลือกแม่เลยก็ตาม

"หนูเป็นยังไงบ้าง เรียนหนักหรือเปล่า สบายดีมั้ย... หนูสวยกว่าในรูปเยอะเลยนะ!! นี่ถ้าพ่อไม่เห็นกับตา พ่อไม่มีทางรู้เลยนะว่าหนูสวยขนาดนี้..."

"แม่คะ!! หนูขอไปอ่านหนังสือก่อนนะ"

ฉันไม่ตอบในคำถามเหล่านั้น มันเจ็บปวดเกินไปที่จะต้องมาตอบว่าเป็นไงบ้าง ทั้งที่ที่ผ่านมาเค้าก็ไม่เคยที่จะรับรู้มัน ฉันวิ่งเข้าไปยันห้องนอนตัวเอง ฉันถามตัวเองว่าคิดอะไรอยู่ รู้สึกอะไรมั้ย... 12ปีที่ฉันรอเค้า เพื่อมานั่งร้องให้กับตัวเองงั้นหรือ...

"พรุ่งนี้พ่อจะบินกลับแล้วนะ!! จะกลับมาคุยกับพ่อมั้ยลูก..." แม่โทรมาหาฉันอีกรอบ เป็นร้อยกว่ารอบตั้งแต่ที่เค้ามา แล้วฉันหนีมาอยู่ที่หอพักเพื่อน ฉันยังไม่พร้อมที่จะเจอเค้า มันไม่ใช่ความรู้สึกเกลียดชังที่เค้าทิ้งไป มันไม่ใช่ความรู้สึกโกรธแค้นที่เค้าไม่รักแม่เรา แต่มันคือความรู้ว่างเปล่า มันคือความรู้สึกปล่อยวางที่เมื่อไม่มีเค้าเราก็อยู่ได้ มันคือความรู้สึกที่ฉันอยากให้โลกนี้ ฉันจำได้แค่ว่า ฉันมีแม่แค่คนเดียวในชีวิต

ฉันรอให้เวลาล้วงเลยมาถึงอีกวัน อีกสามชั่วโมงเค้าก็จะบินกลับบ้านเค้าแล้วสินะ!!! ฉันลากตัวเองมาถึงสนามบิน ที่ครั้งหนึ่งฉันก็เคยมาส่งเค้า ฉันเห็นแม่นั่งคุยกับเค้าด้วยรอยยิ้ม ทันทีที่เค้าสบตากับฉัน ฉันรู้สึกได้ว่าตัวเองสั่นไหวแค่ไหน ฉันเดินไปนั่งข้างๆแม่ สายตากวาดไปหาสิ่งรอบข้าง การไม่มองเค้า และการทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็นว่าเค้ามองฉันอยู่ ฉันรู้สึกสบายใจ ถึงข้างในมันอึดอัดแทบตายแค่ไหน ฉันก็ต้องทำเฉยๆให้ได้

"หนูกินข้าวมาหรือยังลูก... ไปกินข้าวกับพ่อมั้ย??" เค้าถามด้วยเสียงอ่อนนุ่ม นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้ยินเสียงของคนคนนี้ นานแค่ไหนแล้วนะที่ฉันไม่ได้ยินเสียงความหวังดีเหล่านี้

เค้าลุกขึ้นยืนเมื่อเสียงเจ้าหน้าที่ประกาศว่าคนเดินทางไปเช็คอินได้แล้ว แม่เข้าไปกอดเค้า และฉันก็เห็นว่าเค้าก็กอดแม่กลับมา ในตาเค้าเป็นสีแดงจากการกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา เค้าคลายกอดจากแม่แล้วมองมายังฉัน

"ขอพ่อกอดหน่อยได้มั้ย..." เค้ายื่นมือกว้างๆเพื่อรับกอดจากฉัน แต่ฉันเลือกที่จะก้าวถอยห่าง ฉันหันหลังให้เค้าเพื่อหนีจากจุดนั้นอีกครั้ง น้ำตาที่ฉันพยายามกลั้นมาตลอดที่จะมาสนามบินก็ได้ไหลออกมา ฉันไม่ได้เข้มแข่งพอที่จะเย็นชาขนาดนั้น

"มุก... ขอพ่อกอดหน่อยได้มั้ยลูก" เสียงของเค้ายังคงดังข้างหลังของฉัน แม่ร้องให้จนฉันได้ยิน พี่ชายเดินมาจับมือฉันเบาๆ กอดฉันจากด้านหลัง กระซิบเบาๆว่า ไม่กอดก็ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไรเลย...

ฉันหันหลังกลับไปหาเค้าอีกครั้ง เป็นอีกครั้งที่ฉันจ้องสายตาที่มีน้ำตาไหลออกมาเป็นทาง ฉันเดินไปหาเค้าช้าๆ แค่สามก้าวจะถึงตัวเค้าทำไมถึงยาวนานขนาดนี้ เค้าดึงฉันมากอดอย่างคิดถึง ฉันรับรู้ได้ถึงการร้องให้หนัก ซึ่งฉันก็ไม่ได้ต่างจากเค้าเช่นกัน...

เรากอดกันโดยไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ฉันปล่อยให้น้ำตาทำงานแทนความรู้สึกของฉัน เค้ากอดฉันแน่นขึ้น และแน่นขึ้นไปอีกเมื่อฉันก็กอดเค้ากลับเช่นกัน...

"พ่อคะ!!! พ่อกลับไปครั้งนี้อย่ากลับมาหาหนูอีกเลยนะคะ พ่อคือความเจ็บปวดของหนู คือความเจ็บปวดของแม่ สำหรับหนูแล้วพ่อที่หนูรักเค้าได้จากไปพร้อมเครื่องบินลำนั้นแล้ว... คนที่อยูตรงหน้าหนูตอนนี้ก็แค่คนคนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายพ่อ แต่ถึงยังไงก็ไม่ใช่คนเดิมที่หนูรักอยู่ดี อย่ากลับมาที่นี่อีกเลยนะคะ!!! จะปีไหนๆ หนูก็ไม่อยากให้พ่อกลับมาอยู่ดี..."


#เด็กชายมุมมืด







SHARE
Written in this book
เด็กฝึกหัด Diary life
ทุกเรื่องราว มันมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่
Writer
AMAB
writer
เสียงสะท้อนที่ไม่ได้ยิน

Comments

RealFang
3 months ago
สุดๆอะคุณ
Reply
CycieTime
2 months ago
😭😭😭
Reply