ท้องฟ้ากลายเป็นสีโอลด์โรส

ดวงอาทิตย์ยังไม่ตื่น
ท้องฟ้ายังคงต้องอาศัยเเสงสว่างอันน้อยนิดจากดวงดาว
บนพื้นโลกก็ยังคงอาศัยเเสงสว่างจากหลอดไฟนีออนเหมือนกัน

สองข้างทางเต็มไปด้วยหลอดไฟคอยส่องสว่างให้กับสตาฟเเละนักวิ่งที่ค่อยๆ ทยอยเดินเข้าไปในงาน รถสุขาจอดเรียงรายให้เลือกใช้ถึงสามคัน เเต่ถึงอย่างนั้นจำนวนนักวิ่งที่รอคิวก็ยังคงเยอะ
เเถวยาวไปจนเกือบถึงจุดปล่อยตัว เเละฉันก็เป็นหนึ่งคนที่ยืนในเเถว

หันไปมองนาฬิกา จะหนึ่งทุ่มเเล้ว 
ฉันวิ่งลงไปชั้นหนึ่ง ไปยืนชะเง้อมองหายาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร 
อาการเจ็บคอเริ่มขึ้นตั้งเเต่ค่ำวันพฤหัสฯ
นี่เป็นอาการเบื้องต้นของคนที่กำลังจะไม่สบายเเน่ๆ ฉันเเน่ใจ
เป็นเพราะฉันติดหวัดจากป้า หรือเป็นเพราะหยดฝนเม็ดเท่าเข็มหมุดเมื่อตอนเย็นละมั้ง

วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้เป็นวันที่ฉันต้องลงไปวิ่ง 
วิ่งเป็นเพซเซอร์จิตอาสา ระยะทาง 21 กม. โดยใช้เวลาทั้งสั้น 3 ชั่วโมง 
ให้ตายสิ ถอนตัวได้มั้ย คือตอบเองเลย ว่าไม่ได้
จะพูดว่าฉันเกรงใจผู้จัดก็ได้ ใช่ ฉันเกรงใจผู้จัด 
เพราะ คำว่า เพเซอร์ของฉัน ฉันเริ่มจากผู้จัดคนนี้
อย่างไรก็ตามฉันจะไม่ถอนตัว

ยา 3 เเคปซูล ตามด้วยน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง ไม่เย็นจัดเเละไม่ร้อนจัด
ฉันกินยา ดื่มน้ำตาม เเละขึ้นห้องไปนอน


อรุณสวัสดิ์ยามเช้าวันฝนตก เเละอาการหวัดอย่างเป็นทางการของฉัน

"เเม่คะ หนูไปคลินิคเเป๊บนึงนะคะ" 
ฉันตะโกนไปบอกผู้เป็นเเม่ ที่กำลังขะมักเขม้น กับการเตรียมอาหารเช้าอยู่ในครัวหลังบ้าน 
เเละไม่รอคำตอบ ฉันคว้ากุญเเจรถเเล้วตรงไปยังคลินิคร้านประจำใกล้บ้านทันที

ณ คลินิค (คลินิคประจำตัวของฉัน) 

"สวัสดีค่ะ"
"เป็นอะไรมาคะ"

"น่าจะเป็นหวัดค่ะ เจ็บคอเเล้วก็ไอค่ะ"
"เป็นมากี่วันเเล้วคะ" หมอซักถามอาการฉันด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ

เเละหลังจากนั้น หมอก็ซักประวัติฉันจนเกลี้ยง 
เขารับรู้เเล้วว่าฉันต้องการที่จะหายจากอาการป่วยนี้โดยเร็วที่สุด

"หมอจะให้ยาเเก้เเพ้, ยาเเก้อักเสบ ลดไข้, เเละยาลดน้ำมูกไปนะคะ"
"ค่ะ"

ฉันขับรถสีไข่ไก่กลับบ้านพร้อมกับยาอีกสองสามตัว
เเละบอกกับตัวเองว่า "หวัดเล่นงานมึงเเล้วเเหละ"

ฉันยังคงดำรงชีวิตตามปกติเหมือนเดิม เเต่ที่เพิ่มมาคือยาเเละอาหารที่ถูกจำกัดชนิดลง
เเน่นอนของเเสลงตั่งต่าง ทุเรียน ขนุน จำปา ลองกอง ฉันงด 
น้ำเย็นของเย็น ฉันงด เเละหมั่นจิบน้ำอุ่นตลอดเวลา
เพราะหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในวันอาทิตย์นี้ ฉันจึงต้องรักษาตัวเองให้ดีที่สุด 
เเม้ว่าจะหายป่วยไม่ทัน เเต่ก็ยังดี ยังดีกว่าที่ฉันจะไม่ดูเเลตัวเองเลย

"เจอกันที่ห้องประชุม ณ จุดรับเบอร์วิ่งตอนสี่โมงเย็นนะครับ"
สารจากหัวหน้าทีมเพเซอร์ของเราเอง

"รับทราบค่ะ" 
ฉันพิมพ์ตอบ พร้อมกับอาการไอค่อกเเค่กอีกสองสามครั้ง

ขอเวลาให้ฉันได้ไหมนะ 
ขอเวลาให้ฉันสักสามสี่วันจะได้ไหม ได้ไหม
ฉันพูดในใจทั้งที่รู้ว่าการยืดเวลาออกไปนั้นทำได้ก็เเต่ในฝันเท่านั้น
ความจริงก็คือ พรุ่งนี้หลังจากกลับจากงานเเต่งงานพี่หนูดีเเล้ว
ฉันต้องตรงดิ่งไปยังที่พัก เพื่อการทำหน้าที่เป็นเพเซอร์ในวันรุ่งขึ้น

"เเก เสร็จเเล้วไลน์มานะ"
"อื้มๆ โอเค"

พี่สาวเเสนติสท์ของฉันไลน์หาฉันตั้งเเต่เช้าตรู่

ชุดเดรสสั้นสีครีม อัดพลีททั้งตัว
อายเเชร์โดวสีอิฐ 
เกล้าผมขึ้น
เเละรองเท้าสีชมพูบานเย็น

ชุดกับรองเท้าดูจะไม่เข้ากันสักเท่าไหร่
เเต่เอาเถอะ ก็หลังจากไปงานเเต่ง ฉันต้องเดินทางต่อ

เราไปถึงโรงเเรมกันเกือบเที่ยง 
ดูในการ์ดเเล้ว 11 โมงเป็นเวลาเลี้ยงรับประทานอาหาร
เรากินอาหารกันเสร็จสรรพ ถ่ายรูปกับคู่บ่าวสาว 
หันไปมองนาฬิกาก็บ่ายโมงเเล้ว
เอาล่ะ ที่พักที่เราจองไว้อยู่ไม่ไกลจากจุดรับเบอร์วิ่งมากนัก
เราเข้าเช็คอินน์ ขนกระเป๋าเข้าที่พัก เปลี่ยนเสื้อผ้า เเละออกไปยังจุดรับเบอร์วิ่งทันที
ฉันยังคงเบลอ ง่วงซึม เเละไออยู่เป็นระยะ จะไหวมั้ยนะ ไหวมั้ยนะตัวฉัน
เเต่ใจนึงก็คิดว่าเอาเถอะ ลุยกับมันดู ไม่ไหวก็เเค่เอาเข็มเจาะลูกโป่งเสีย
หรือถ้าเป็นอะไรไประหว่างวิ่งก็มีรถพยาบาลคอยรอรับอยู่ตลอดเส้นทาง
วันนี้ทั้งวันจะมีนักวิ่งทยอยเข้ามารับเสื้อเเละเบอร์วิ่ง รวมถึงฉันเเละพี่สาวด้วย

หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า พี่ดรีมนับจำนวนเพเซอร์ 
ได้จำนวนครบเเล้วก็เริ่มชี้เเจงหน้าที่ สิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ต้องห้าม เเละเเจกเสื้อเพเซอร์พร้อมกับเบอร์วิ่ง พรุ่งนี้เช้า ไม่สิ อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเพเซอร์จะต้องนัดรวมตัวกันเพื่อติดลูกโป่ง 
เตรียมความพร้อมตอนตีสี่ 
เอาล่ะ ฉันควรเข้านอนตั้งเเต่ตอนนี้เลยมั้ย
อดทนหน่อยนะตัวฉัน
ทุกอย่างมันจะต้องผ่านไปด้วยดี เชื่อดิ 

มื้อเย็นวันนั้น เรากินข้าวที่ร้านอาหารตามสั่งใกล้ๆ ที่พัก
ฉันกินข้าวผัดคะน้าปลาเค็ม ส่วนพี่สาวเเสนติสท์ของฉันกินข้าวมันไก่ (พิเศษ) 
นั่นล่ะ พี่สาวของฉัน เรื่องโหลดขอให้บอก 
วิ่งเเค่ 4 กม. โหลดอาหารประหนึ่งว่าจะมีวิ่งอัลตร้ามาราธอน
กลับจากกินมื้อเย็นก็เเวะซื้อของใช้ที่ร้านสะดวกซื้อ
เเล้วก็กลับเข้าที่พัก

คืนนี้เราเข้านอนกันตั้งเเต่สามทุ่ม
ฉันเตรียมชุดวิ่งสำหรับพรุ่งนี้
ติดเบอร์วิ่ง เเละหยิบ Energy Gel ใส่กระเป๋าคาดเอว
กินยาก่อนนอน เเล้วก็ล้มตัวลงนอน

"ราตรีสวัสด์นะเเก"  ฉันบอกกับพี่สาว


วันอาทิตย์
เวลา 02:00 น. 

นาฬิกาปลุกฉันดังขึ้น มันดังมากพอที่ฉันจะได้ยิน เเละเด้งตัวเองจากที่นอนนุ่มๆ 
อากาศหนาวๆ เเละเช้าที่เงียบสงัด 
ฉันหันไปมองพี่สาวเเสนติสท์ เขายังคงหลับสนิท ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกฉันเเม้เเต่น้อย 
ฉันพาตัวเองเดินท่ามกลางความมืดสลัว ควานมือไปที่โต๊ะ 
คลำหาขวดน้ำเปล่า เเล้วดื่มมันลงไปอีกสองสามอึก
เพื่อให้ระบบขับถ่ายรับรู้ว่าฉันกำลังจะขับถ่ายของที่ร่างกายไม่ต้องการออกมาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

โดยปกติเเล้วหลังจากตื่นนอนฉันจะดื่มน้ำก่อนเป็นอันดับเเรก 
เเล้วสักพักเจ้าสิ่งนั้น ก็จะขับถ่ายออกมา ไม่มีปัญหาการปวดท้องระหว่างวิ่งอีกต่อไป
ฉันอาบน้ำ เเต่งตัวเสร็จเเล้วก็เปิดประตูออกไปข้างนอก ข้างๆ ห้องพักจะมีห้องรับเเขกเล็กๆ สำหรับพูดคุย ดูทีวี หรือกินกาเเฟ กาเเฟดำหนึ่งช้อน น้ำร้อน 2/4 เเก้ว
ในห้องนี้มีเพียงฉันเเละเสียงทีวี รายการทีวีตอนเช้าตรู่เเบบนี้ 
ส่วนใหญ่เป็นข่าวรับวันใหม่ รายการเพลง หรือรายการขายสินค้า
กาเเฟดำในเเก้วเริ่มลดอุณหภูมิลงเเล้ว ฉันจิบมัน พร้อมกับกัดกล้วยตากไปหนึ่งคำ
สัญญาณตอบสนองในร่างกายของฉันดีขึ้น ฉันรู้สึกอย่างนั้น

ใกล้จะตีสี่เเล้ว ฉันนำเเก้วกาเเฟไปเก็บในภาชนะ เเล้วเดินกลับเข้าห้อง
พี่สาวฉันยังคงนอนอยู่เช่นเดิม ฉันปลุกเขาด้วยเสียงอันดัง ดังมาก ดังกว่าเสียงนาฬิกาปลุก
พี่สาวเเสนติสท์ลุกขึ้นนั่งทันควัน 
เราขับรถไปยังจุดปล่อยตัว ฉันต้องมาก่อน เพราะเพเซอร์มีนัดก่อนเวลา
พี่มาส่งฉันตรงปากทางเข้างาน เเล้วกลับไปนอนต่อ

เมื่อเป็นเพซเซอร์ย่อมต้องดูเเลตัวเองให้พร้อมมากกว่าปกติ 
เเน่นอนว่าตลอดสามชั่วโมงฉันไม่ควรวิ่งเข้าห้องน้ำ เพราะอาจจะทำให้นักวิ่งคนอื่นงงงวยได้
ฉะนั้นการจัดการกับธุระส่วนตัวให้เสร็จเรียบร้อยเสียตั้งเเต่ตอนนี้
ฉันจัดการกับธุระส่วนตัวเสร็จก็รีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินตรงไปยังจุดนัดพบที่ติดลูกโป่ง
พี่ๆ น้องๆ เพซเซอร์คนอื่นกำลังช่วยผูกลูกโป่งติดให้กันอยู่
ลูกโป่งของ 3 ชั่วโมงคือสีชมพูพาสเทล

ประธานกล่าวเปิดงานเเละปล่อยตัวนักวิ่งในเวลา ตี 5 
ฉันเเละทีมวิ่งออกไปด้วยความเร็วสม่ำเสมอ
ท้องฟ้ายังคงมืด มีเเสงรำไรจากไฟข้างถนน 
อากาศวันนี้ไม่ร้อนเท่าไหร่ ลมไม่พัดเเรง
เราค่อยๆ ก้าวออกไป ก้าวออกไป

"ข้างหน้ามีกล้องนะคะ ซ้ายมือมีกล้องนะคะ"
เราบอกนักวิ่งเสมอเพื่อที่เขาจะไม่พลาดการถ่ายรูป

วิ่งไปได้ไม่นานก็ก้าวขึ้นบนสะพาน
ที่นี่เป็นสะพานที่มีระยะทางยาว ยาวมากเลยทีเดียว
ด้านล่างของสะพานเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ 

"อีกหนึ่งร้อยเมตรมีจุดให้น้ำนะคะ"
เราพยายามบอกกับนักวิ่งเสมอ

ในทีมของเรามีสามคน เเน่นอนว่าหัวข้อในระหว่าง 21 กิโลเมตร 
เรื่องที่คุยกันไม่ได้เลยไปไกลว่าเรื่องวิ่งเลย นอกจากหยอกล้อกันเรื่องอื่นได้ไม่นาน 
เราก็กลับมาคุยกันหัวข้อเดิม

ฟ้ามีเเสงสว่างเข้ามาไล่ความมืดให้ออกไปบ้างเเล้ว
เเต่ยังคงมืดสลัวๆ อยู่
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเศษ เรากลับตัวตรงจุดกลับตัว

"อีกนิดนึงก็กลับตัวเเล้วนะคะ สู้ๆ น้าค้า"
ประโยคที่เราพูดซ้ำเเล้วซ้ำอีกเพื่อส่งกำลังใจให้กับนักวิ่งที่กำลังจะไปถึงจุดกลับตัว

เราวิ่งวันกลับมาทางเดิม เพียงเเค่คนละฝั่งของสะพาน
ท้องฟ้าเริ่มกลายเป็นสีโอลด์โรส สลับกับสีฟ้า 
ซ้ายมือของเราเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ มีหญ้า 
มีฝูงควายน้ำหลายสิบหลายร้อยตัวกำลังเล็มหญ้ากันอย่างเอร็ดอร่อย 
นกกระยางที่กำลังเล็งลูกปลาเล็กปลาน้อยในน้ำ
ทุกอย่างยังคงดำรงอยู่ ตามเเบบฉบับของมัน อยู่ตามธรรมชาติ ตามที่ๆ มันควรอยู่

ฉันอาจจะพูดได้ไม่หมดทุกสิ่งอย่าง
เเต่ภาพที่ฉันเห็นด้วยตาเปล่ามันงดงาม
สิ่งที่รายล้อมรอบตัวฉันตอนนี้มันสวยงาม  
ฉันอยากให้คุณมาเห็นเหมือนที่ฉันเห็นจริงๆ

เรายังคงวิ่งต่อไป ต่อไป เพื่อกลับเข้าไปยังเส้นชัยภายในเวลา 3 ชั่วโมง
ป้ายบอกระยะข้างหน้าบอกว่าเหลืออีก 3 กิโลเมตร 
หนึ่งในทีมเพเซอร์เป็นตะคริว พี่เขาบอกว่ามันเริ่มตั้งเเต่ข้อเท้า เรื่อยมาจนถึงเข่า

"น้องสองคนวิ่งไปก่อนได้เลย พี่ว่าคงไม่ต่อไม่ไหว"

ตะคริวคือศัตรูตัวฉกาจของนักวิ่งอย่างเราๆ มันจะเข้ามาทักทายตอนไหนไม่มีใครรู้ได้
สเปรย์กันตะคริวอาจจะช่วยได้จริง เเต่ในเเค่เบื้องต้นเท่านั้น

"ไหวนะพี่ ข้างหน้ามีจุดปฐมพยาบาลอยู่ พี่ไหวมั้ย"
"น่าจะไม่ไหวเเล้ว มันกินทั้งเเข้งเลย น้องไปก่อนเถอะ เดี๋ยวไม่ทัน"

การตัดสินใจในบางเรื่องมันขัดกับความรู้สึกพอสมควร 
เราออกมากันสามคน ก็ควรจะกลับไปพร้อมกันสามคน มันควรจะเป็นอย่างนั้นสิ
เเต่เพราะหน้าที่ หน้าที่ทำให้เราสองคนตัดใจเเละตัดสินใจวิ่งต่อไป เพื่อเข้าเส้นตามเวลา 
ระยะทางข้างหน้าเหลืออีกไม่กี่ร้อยเมตร
เราหันมองนาฬิกา คำนวณเวลาเพื่อให้ทันกับระยะทางที่เหลือ
วิ่งเข้าไปใกล้งานก็ยิ่งได้ยินเสียงจากไมโครโฟน เสียงพิธีกรดังมา
ยิ่งวิ่งไปใกล้ยิ่งได้ยินชัดขึ้น

สองข้างของเส้นชัยมีทั้งนักวิ่งที่เข้าเส้นชัยเเล้ว หรือยืนรอนักวิ่งคนอื่นๆ 
บางคนก็วิ่งกลับไปรับใครสักคน บางคนก็ยืนถ่ายรูปกับครอบครัว กับถ้วยรางวัล
เสียงพิธีกรดังเจื้อยเเจ้ว เสียงฝีเท้าของนักวิ่ง เสียงหัวเราะ พูดคุยหยอกล้อ
เรากดหยุดนาฬิกาทันทีที่เข้าเส้นชัย โอเค เกินมาเเค่หนึ่งวินาที
หน้าที่ของฉันวันนี้จบลงเเล้ว ฉันรอดมาได้ ยี่สิบเอ็ดกิโลเมตรเเละอาการไม่สบาย 
ฉันวิ่งได้เเม้ว่าอาการเจ็บป่วยยังไม่หาย 
ฉันทำได้

"เเก ทางนี้" ฉันได้ยินเสียงพี่สาวเเสนติสท์ของฉัน
"เป็นเเง ใกล้ตายยังเเก" นี่คือประโยคเเรกที่พี่สาวฉันพูดทันทีที่เจอ

ฉันหัวเราะ พี่สาวฉันก็หัวเราะ
"ตายเเล้ว เเต่ฟื้นมาใหม่"

เราทั้งสองคนหัวเราะพร้อมกันอีกครั้ง

"ไปซุ้มอาหารกันดีกว่าเนอะ" นี่คือพี่สาวเเสนติสท์ของฉันเเหละ ซุ้มอาหารคือเป้าหมายหลักของหล่อน

หลังจากเข้าเส้นชัยมา ในสมองฉันคิดมาตลอด
นี่ถ้าฉันตัดสินใจถอนตัวล่ะ คงเเย่มากเลย
ดีเเล้วที่ฉันเสี่ยง ดีเเล้วที่ฉันยังไม่ถอนตัวออกจากหน้าที่เพเซอร์
กับการตัดสินใจสู้ เเม้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง
ก็ดีกว่าที่ถอดใจไปเสียก่อน

ขอบคุณ

/.




SHARE

Comments