พิษร้ายจากการมองโลกในแง่ดี นักจิตวิทยาแนะนำ อย่ามองโลกในแง่ดีมากเกินไป
Emotional agility: Psychologist explains why you need to stop trying to be so positive - ความว่องไวในการรับรู้อารมณ์ : นักจิตวิยาอธิบายว่าทำไมคุณควรหยุดมองโลกในแง่ดีมากเกินไป 
Emotional agility : เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเรื่อง Emotional Intelligence คือ การยอมรับว่าตนเองมีอารมณ์ แทนที่จะไปข่มมันไว้ ให้ยอมรับว่าเรามีอารมณ์แต่เป็นเพียงสถานการณ์ที่อารมณ์สร้างขึ้นในแต่ละขณะ ไม่สรุปว่าเหตุการณ์เป็นอย่างที่อารมณ์กำลังพาไป
 
Emotional agility นี่อาจจะเป็นคำศัพท์ที่คุณไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ถึงเวลาแล้วที่คุณจะทำความรู้จักตัวคุณเองกับมัน (Emotional agility) 
เราถูกสอนว่าการแสดงออกในอารมณ์ด้านลบนั้นหมายถึงความอ่อนแอ มันหมายความว่าเราอ่อนแอ-ไร้ความสามารถ เป็นการกระทำผิดเมื่อเราแสดงออกถึงอารมณ์ทางลบ 
แต่ถ้าเราบอกคุณว่าความถูกต้องทางศีลธรรมนี้จริง ๆ แล้วมันไม่อนุญาตให้เราได้แสดงออกเหรอ? #เป็นคำถามที่น่าสนใจใช่ไหม 
พิษร้ายจากการมองโลกแง่ในดีนี้ทำให้คุณขาดทักษะที่จะทำให้คุณจัดการกับโลกแห่งความจริงได้ ดังนั้นจึงมีกลไกการป้องกันตัวเกิดขึ้น อาจอาจเป็นการจินตนาการถึงบางสิ่งที่แตกต่างออกไป
 
หากเราอยู่บนโลกที่ทุกคนซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ณ จุด ๆ นั้นการจำแนกประเภทระหว่างดีกับไม่ดีจะไม่เกิดขึ้น ถ้าหากว่าเราได้รับการอนุญาตหรือส่งเสริมการที่จะแสดงออกในแบบที่เรารู้สึกจริง ๆ โดยปราศจากการตัดสินล่ะ 
"นักจิตวิทยา Susan David อธิบายไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบว่าทำไมคุณต้องหยุดที่จะมองโลกในแง่ดีตลอดเวลา"
 
Susan แนะนำว่าความเป็นเผด็จการ (การไม่แสดงออกถึงอารมณ์ทางลบ) นี้ได้ช่วงชิงบางสิ่งไปและสิ่งนั้นคือ ทักษะการรับมือกับอารมณ์ของเรา , การใช้ชีวิตของเราในแต่ละวัน , ความสัมพันธ์ และท้ายที่สุดคือความสุขของเรา
นี่คือสิ่งที่ถูกพรากจากเราไป ซึ่งแท้จริงแล้ว มันได้นำพาเราไปสู่การใช้ชีวิตอยู่กับการไม่ยอมรับอยู่ตลอดเวลา 
ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วจะแก้มันยังไง?
WHO (องค์การอนามัยโลก) บอกว่าในตอนนี้ความเศร้ายืนหนึ่งในเรื่องของการทำให้คนเราเกิดการใช้ความสามารถ มนุษย์เอาชนะมะเร็ง โรคหัวใจ และในเวลาที่ความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจ-การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เรากลับเห็นผู้คนที่มีแนวโน้มต่อการจมดิ่งอยู่กับอารมณ์และความรู้สึกแย่ของตัวเองมากขึ้น

ความโกรธ ความโศกเศร้า อารมณ์ขุ่นมัว เป็นแค่ไม่กี่อารมณ์ที่เรานั้นบอกกันตลอดว่า "ไม่ให้รู้สึกถึงมัน" โดยธรรมชาติแล้วเราถูกบอกให้จัดการกับอารมณ์พวกนี้แบบผิด ๆ เราสนองมันด้วยการครุ่นคิดถึงความรู้สึกของเรา ปล่อยให้มันอยู่ในหัวหรือไม่ก็มองข้ามมันไปโดยไม่ทำอะไรเลย
แล้วมันผิดตรงไหน? ทำไมมันผิด? 
ปกติธรรมชาติของอารมณ์ที่เราเห็นกันในตอนนี้คือ มันถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ ดี หรือ ไม่ดี  
การมองโลกในแง่ดีได้กลายเป็นรูปแบบใหม่ของความถูกต้องทางศีลธรรมไปแล้ว คนที่เป็นมะเร็งจะได้รับคำพูดเป็นอัตโนมัติเลยว่าต้องคิดบวก ต้องมองโลกในแง่ดี หรือคนที่กำลังมีความโกรธ การที่จะสยบความโกรธนั้นก็ถูกบอกด้วยวลีนี้ก็เช่นกัน 
สิ่งเหล่านี้แหละมันคือเผด็จการ แล้วมันโหดร้ายเกินไป ไม่ใช่เรื่องดีและมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ซึ่งเราก็ทำมันทั้งกับตัวเองและก็ทำมันทั้งกับคนอื่นด้วย

Susan เชื่อว่ากลวิธีอันแสนเผด็จการนี้คือการตอบสนองกับอารมณ์ที่ทางลบที่ไม่ยั่งยืนโดยงานวิจัย (The Social Costs of Emotional Suppression: A Prospective Study of the Transition to College by Sanjay Srivastava, Maya Tamir, Kelly M. McGonigal, Oliver P. John, and James J. Gross) แสดงให้เห็นว่าการเพิกเฉยหรือการเก็บกดอารมณ์เหล่านี้ไม่ใช่แค่ทำให้มัน (อารมณ์ทางลบของเรา) แข็งแกร่งขึ้น และยังทำให้ทุกอย่างชัดขึ้น

การเพิกเฉยและการเก็บกดนี้เองเป็นสิ่งที่กีดกันเราจากความสามารถในการรับมือกับ “โลกอย่างที่เป็น ไม่ใช่ โลกที่ควรจะเป็น" 
Emotional agility มันเปลี่ยนชีวิตของมนุษย์ได้อย่างไร
งานวิจัยในตอนนี้บอกเราถึงการยอมรับที่หนักแน่นตลอดเวลาที่ผ่านมาของอารมณ์ของพวกเรา แม้กระทั่งความยุ่งเหยิงหรือสิ่งที่ยุ่งยากคือหลักสำคัญที่จะนำพาไปสู่ความยืดหยุ่น ความเจริญงอกงาม และความสุขที่แท้จริง

Emotional agility ไม่ใช่แค่การยอมรับว่าอารมณ์ของคุณจะเป็นอย่างไรและการจัดการกับความคิดที่ไม่เป็นกลางนี้ในการที่จะแยกแยะว่าอันไหนดีหรือไม่ดี แต่มันคือการเรียนรู้วิธีการที่คุณจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวคุณเอง #ความจริงใจต่อตนเองนั่นเอง 

การระบุอารมณ์ของเราอย่างตรงไปตรงมาจะสามารถทำให้เราเข้าใจสาเหตุของความรู้สึกนั้นได้อย่างเหมาะสมและทำให้เรากระตุ้นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า readiness potential หรือศักยภาพแห่งความพร้อมในสมองของเรา นั่นจะทำให้เราลงมือทำอะไรบางอย่างได้และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเพราะท้ายที่สุดแล้วอารมณ์คือข้อมูล(Data) แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ "มันไม่ใช่คำสั่ง" 

เราสามารถควบคุมสมองของเราในการวิเคราะห์ข้อมูล
เราเป็นคนควบคุมอารมณ์ ไม่ใช่อารมณ์ควบคุมเรา 
เมื่อเราสามารถแยกความต่างระหว่าง สิ่งที่รู้สึก กับ สิ่งที่ต้องทำ เราจะสามารถสร้างเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดในการใช้ชีวิตของเราผ่านการควบคุมอารมณ์ได้

รับรู้ถึงอารมณ์ของคุณ แต่ไม่ได้ให้พลังกับมัน
อย่าพูดว่า “ฉันโกรธ” เพราะนั่นหมายถึงว่าคุณกำลังให้ความหมายว่าคุณคืออารมณ์ในตอนนั้นซะเอง กลับกันให้พูดว่า “ฉันรู้สึกได้ว่าฉันโกรธ”
Emotional agility
เปรียบเสมือนภาพยนตร์ที่บอกเล่าความจริงของทุก ๆ อารมณ์ของมนุษย์

มันคือทักษะที่จะอนุญาตให้เราได้ตั้งคำถามที่สำคัญกับตัวเรา อย่างเช่น อะไรคือสิ่งที่อารมณ์ของฉันบอกออกมาในตอนนี้ , มีทางไหนบ้างที่จะทำให้ฉันรู้สึกสบายใจมากขึ้น , สิ่งไหนที่จะส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตของฉัน

มันเป็นการรับมือระหว่างการใช้ความเห็นใจ ความอยากรู้ และความกล้าที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละขั้นตอน ซึ่งสุดท้ายแล้ว Emotional agility ของเราเองนั้นจะทำให้เรามองเห็นตัวเองได้ชัดเจน และนำเราไปสู่การใช้ชีวิตที่แท้จริงของเรา

ต้นฉบับ : https://ideapod.com/emotional-agility-why-you-need-to-stop-trying-to-be-so-positive/ 

อ่านบทความใหม่ ๆ ก่อนใครได้ที่ 
FB : Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา
สอบถามเรื่องสุขภาพจิต ปรึกษาปัญหาชีวิต
Line ID : trust.counseling 
Tel : 064-972-1915
SHARE
Writer
Wanchalrem
นักจิตวิทยาการปรึกษา
อธิบายชีวิตผ่านมุมมองจิตวิทยาการปรึกษา : รับปรึกษาปัญหาชีวิตผ่านกระบวนการปรึกษาเชิงจิตวิทยา

Comments

FantajiJung
5 months ago
สั้นๆคือ?
Reply