เรื่องเดียวในชีวิตที่ยังเสียใจมาจนถึงตอนนี้
เเค่เรื่องเดียวในชีวิตที่ยังเสียใจมาจนถึงตอนนี้ นั่นคือ การปฏิเสธคำขอกอดจากผู้เป็นเเม่
ย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อน....
ตอนนั้นเรายังเป็นเด็กตัวน้อยๆ เพิ่งเรียนอยู่ชั้น ม.2 ณ โรงเรียนหญิงล้วนเเห่งหนึ่ง
ตอนนั้นเราซนมากๆ เเละก็ไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าไหร่ 
เอาจริงๆ ชีวิตเด็กนักเรียนโรงเรียนประจำ นานๆๆๆๆ กว่าจะได้กลับบ้านซักครั้ง
เเต่ทุกครั้งที่ได้กลับ ก็มักจะใช้เวลาเที่ยวเตร็จเตร่กับเพื่อนๆจนมืดค่ำ 


เเละในครั้งนั้นก็เช่นกัน...
ครั้งที่ได้ออกจากรั้วโรงเรียนเเละกลับไปบ้านอีกครั้ง
เเต่ใครจะรู้ว่าครั้งนี้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป เเละจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตที่เหลือของเรา....


เมื่อถึงบ้าน ก็เห็นว่าเเม่รอต้อนรับเหมือนเคยด้วยใบหน้าที่ยิ้มเเย้ม
เเละดีใจที่เจอเราเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
เหตุการณ์ช่วงตอนพักอยู่บ้านก็ดำเนินการไปตามปกติ กิน เที่ยว ออกไปเล่นกับเพื่อนๆ


จนมาถึงวันหนึ่ง....
วันที่กลับมาบ้านเเล้วเห็นว่าเเม่นอนอยู่
ด้วยความไร้เดียงสาของเด็กสาว ก็ได้เเต่ถามไถ่ว่าเเม่นอนทำไม
เเต่ก็ไม่ได้สังเกตว่ามีอะไรบนร่างกายเเม่ที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง....
เเล้วจู่ๆ เเม่ก็พูดขึ้นว่า

ออกไปเที่ยวสิลูก ไปหาความสนุกแบบที่คนวัยหนูควรจะทำ ไม่ต้องมาคลุกอยู่กับเเม่หรอก 
เเละด้วยน้ำเสียงปกติเช่นเดิมที่เเม่ใช้ 
เด็กน้อยในวันนั้นก็ยังไม่สามารถรับรู้ถึงอาการผิดปกติของท่านเเต่อย่างใด 
เราก็เลยพุ่งตัวเองออกไปนอกบ้านเเละไปร่วมขบวนเที่ยวกับพี่ๆเเละญาติทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น 


เเต่เเล้ววันหนึ่ง....
เเม่ก็ไม่อาจปกปิดความเจ็บปวดที่แอบซ่อนไว้ได้อีกต่อไป
ท่านจึงบอกพี่ชายถึงอาการดังกล่าว
จนสุดท้ายร่างกายเเม่ที่นอนอยู่บ้านทุกวัน 
ต้องถูกเคลื่อนย้ายไปนอนประจำที่โรงพยาบาลด้วยอาการแผลที่ฟกช้ำที่เท้า


ต้องบอกก่อนว่า 
สำหรับคนทั่วไป ที่ไม่ได้มีอาการของโรคเบาหวานร่วมด้วย
เเผลสะดุดขอบประตูนิดหน่อย ไม่อาจสามารถทำให้ไปนอนอยู่โรงพยาบาลเป็นเดือนๆได้หรอก
เเต่ด้วยความที่เเม่เป็นเบาหวาน บวกกับเเผลที่เเม่ปล่อยไว้เฉยๆอยู่หลายวัน 
ซึ่งมันก็เริ่มจะเเสดงอาการที่ไม่ดีออกมาเเล้ว จนในท้ายที่สุดคุณหมอก็ต้องทำการผ่าเท้าเเม่เพื่อทำการรักษาต่อไป (ตรงนี้ขอไม่ลงรายละเอียดนะคะ เพราะช่วงที่รักษาเเม่ คือเราเห็นเเม่ต้องทรมานทุกครั้ง) อาการเเม่ดีขึ้นเเย่ลงไม่คงที่ เป็นไปเเบบนั้นทุกวัน 
จนเราต้องภาวนา " ขออย่าให้เเม่เจ็บปวดอีกเลย ขอให้ท่านกลับมาหายดีเป็นปกติอีกครั้ง "

เเล้ววันหนึ่งคำร้องขอของเด็กหญิงตาดำๆเป็นจริงขึ้นมา 
เเม่ได้รับอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้.....


เเต่หลังจากนานไม่นาน...
อาการเเม่ก็เเย่ลงอีกครั้ง!!!
พี่ๆก็พาเเม่ไปโรงพยาบาล ซึ่งตอนนั้นเรากลับไปโรงเรียนเเล้ว
เเละที่เเย่กว่านั้นคือ เรารู้ข่าวเรื่องนี้จากคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว
(ตอนนั้นคือไม่เข้าใจเลยว่าทำไมที่บ้านต้องปิดเป็นความลับด้วย)
ซึ่งเราก็มาเข้าใจตอนโตเเล้ว ว่าทำไมที่บ้านถึงไม่ยอมบอกเรื่องเเม่กับเรา
ก็เพราะว่าทุกคนคิดว่าเรายังเด็กอยู่ ควรตั้งใจเรียนไป เเละคิดว่าเเม่ไม่ได้เป็นอะไรมาก 
พอถึงมือหมอก็น่าจะดีขึ้นเหมือนคราวก่อน
เเละก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ ซึ่งก็ถือว่าโชคดีไป...


หลังจากอาการเเม่ดีขึ้น
เเม่ถูกนำตัวกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านอีกครั้ง
ทุกคนก็ดูเเลเเม่อย่างดี...


จนวันหนึ่งมาถึง... 
วันที่ลูกๆไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลย
วันที่เเม่เรากลับไปสู่ความเมตตาของพระเจ้า เเละปล่อยให้ทุกสิ่งอย่างบนโลกกลายเป็นเพียงความหลังเเละความทรงจำ....


เเละต่อไปนี่จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในวันนั้น
ซึ่งทำให้เราเสียใจมาจนถึงวันนี้..

" คืนนั้นเเม่เรียกทุกคนให้มานอนใกล้ๆเเม่
เเละเเน่นอนว่ารวมถึงน้องเล็กของบ้านอย่างเราด้วย
คืนนั้นสังเกตได้ว่าอาการเเม่ไม่ค่อยจะดี เเต่ก็ไม่ได้เเย่เท่าไหร่
เราก็ย้ายตัวเองมานอนใกล้ๆท่าน
เเล้วจู่ๆเเม่ก็พูดว่า

ขอเเม่กอดหน่อยได้มั้ย?
ด้วยความที่เป็นเด็กเเละมีนิสัยส่วนตัวที่ชอบรู้สึกอึดอัดเวลาที่มีคนกอด
เราจึงปฏิเสธเเม่ไปเเบบไร้เยื่อใย เเละไม่คิดให้ดีเสียก่อน
เเล้วเราก็หลับไปพร้อมกับความเหนื่อยที่สั่งสมมาตลอดทั้งวัน
โดยที่ไม่รู้เลยว่านั่นจะเป็นคำพูดเเละคำขอครั้งสุดท้ายจากผู้เป็นเเม่ "


ใช่ค่ะ!!! 
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นเเม่ได้จากเราไปอย่างไม่มีวันกลับ
ตอนนั้นคือเรารู้สึกอึนๆ มึนๆ ตกใจเป็นอย่างมาก 
เเละก็ยังไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ต่อมาไม่นานพ่อก็คอนเฟิร์มว่าเเม่จากเราไปเเล้วจริงๆ
ในตอนนั้นเอง เราจึงได้สติเเละพุ่งเข้าไปกอดเเม่
เเต่น่าเสียดาย ที่มารู้ตัว ก็สายไปเสียเเล้ว

ตอนนั้นคือเรารู้สึกเสียใจนะ
เเละเรายังรู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้มาตลอด
เฝ้าโทษตัวเอง เเละร้องไห้ทุกครั้งที่ได้เล่าเรื่องราวนี้ให้ใครฟัง

สุดท้ายความรู้สึกผิดนั้น ยังคงติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้
เเละตามมาอยู่ในทุกความรู้สึกของเราตลอดมา.....


ถึงเเม้อาจจะมีความรู้สึกเศร้าบ้างในตอนเล่า
เเต่ก็คิดซะว่า ได้เเบ่งปันเรื่องราว เพื่อให้มันเป็นบทเรียนสอนใจทั้งตัวเองเเละคนอื่นๆ 
ว่าอย่าทำอะไรในวันที่สายไป จงดูเเลเเละทำให้คนที่เรารักมีความสุขมากที่สุด
อะไรที่เราพอจะทำให้เขาได้ เราก็ควรทำให้ทันทีเลย อย่ารีรอ 
เพราะเวลาไม่เคยคอยใคร เเละเมื่อถึงเวลาของการจากไป เราจะได้ไม่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น






SHARE
Writer
SeptemberSD
นักคิดที่อยากเขียน
" เรื่องเล่า ที่มีความรู้สึกจริงอยู่ในนั้น "

Comments