I Hate You for No Reason-
“เคยรู้สึกเกลียดใครโดยไม่มีเหตุผลมั้ยวะ?”
“เคยนะ แต่ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน..”
“ใช่มั้ยวะ ชีวิตคนเรา..โคตรซับซ้อนเลยวะ”

มันเป็นคำถามโลกแตกที่ผมพยายามหาคำตอบให้ตัวเองมาตลอด

ไม่รู้ว่าบทสนทนานี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง และ ตั้งแต่เมื่อไหร่กับเพื่อนคนสนิท
ผมไล่ดูภาพบนหน้าจอตัวเองไปเรื่อยๆ
เจอรูปเก่าๆสมัยอดีตที่ผมยังอยู่มัธยม
คิดไปถึงตอนนั้นก็คงราวๆแปดปีมาแล้วที่ผมแทบไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนที่คุ้นเคยกันสมัยอดีต
จากคนที่เคยกอดคอไปโรงเรียนทุกเช้า
นัดเจอหน้าโรงเรียนก่อนเข้าเรียนด้วยกัน
แย่งกินข้าวจานเดียวกัน
คอยแหกกฎให้ครูปวดหัวเล่นไปวันๆ
กลายเป็นคนแปลกหน้า 
เหมือนแทบไม่เคยรู้จักตัวตนกันมาก่อน...

ผมบล็อกพวกมันทุกช่องทาง
ไม่ว่าจะทางออนไลน์
ทั้งเบอร์โทรศัพท์
แต่พวกมันก็ยังพยายามแอดมาเป็นเพื่อนผมในแอพๆหนึ่ง ผมเลยใจอ่อน
เลยต้องมานั่งเห็นรูปเก่าๆแบบนี้

รูปที่ผมนั่งดูตอนนี้
คือรูปที่พวกมันไปสังสรรค์กันในร้านๆนึง
หน้าที่แดงจัดลามไปถึงลำคอและหู
ตาลอย เคลิ้ม มองเพดาน ที่มองจากไกลๆก็ดูออกว่าพวกมันเมาเละขนาดไหน
เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผมเผ้า ยุ่งเหยิง 
ปากคาบบุหรี่ ส่วนมือ ถือแก้วใสที่ข้างในมีน้ำสีขุ่นกระชอกออกไปครึ่งแก้ว
นั่น ทางขวาผู้หญิงคนนึงพยายามผลักมือสกปรกของพวกมันให้ออกห่างจากตัวด้วยความอึดอัด
แต่มันยิ้มกริ่ม ไม่ได้สะทกสะท้านอะไรเลยแอลกอฮอล์คงควบคุมสมองพวกมันไปหมดแล้ว มันล็อกคอหญิงสาวที่น่าสงสารแน่น
และถ้าผมอยู่ตรงนั้นคงได้กระชากคอพวกมันต่อยกลางร้านแน่ๆ
ผมเกลียดที่สุด การที่พยายามบังคับคนไม่มีทางสู้
คนที่ไม่ได้เต็มใจทำในสิ่งที่เราต้องการให้ทำ
หรือ ต้องการจะให้เป็นในสิ่งที่เราคาดหวัง
ผม ‘เกลียด’ วิธีพวกนี้ที่สุด..

คุณคงสงสัยว่าผมมีปมอะไรในอดีตรึเปล่า
ถึงได้ผลักไสไล่ส่งเพื่อนที่เคยสนิทกันมาขนาดนี้
ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่
รู้ตัวอีกที ตอนนี้ในวงโคจรของผม
ก็มีเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่เป็นทั้งเพื่อน ที่ปรึกษา และ ส่วนหนึ่งของครอบครัว
ตั้งแต่มหาลัยจนผมเปลี่ยนที่ทำงานมาสองรอบ

มันแปลกมาก ทั้งๆที่เพื่อนคนนี้ก็เป็นเพื่อนในกลุ่มเก่าของผม
แต่มันเป็นคนเดียวที่ผมไม่เคยพยายามไล่มันออกจากชีวิตเลย
เป็นเพราะอะไรกันนะ?

“นี่มึงอย่าลืมนะ พรุ่งนี้มีประชุมตอนเช้า ได้ทำสรุปที่จะพูดให้หัวหน้าฟังรึยัง?”

“เออวะ!” ผมสบถ 
ผมคุยกับมันมาตั้งนานจนลืมว่าเวลาได้ล่วงเลยมาจนเข็มนาฬิกาบอกเป็นเวลาตีสามแล้ว และ พรุ่งนี้ผมประชุมหกโมงเช้า..

“มึงนะ เป็นแบบนี้ตลอด ตั้งแต่สมัยเรียนละ”

“ทำไมกูเป็นยังไง..”
ที่ถามไม่ใช่อะไร แต่ผมอยากรู้จริงๆว่าสมัยก่อนผมเป็นคนแบบไหนกันแน่ เพราะความทรงจำมันเลือนลางเหลือเกิน

“ก็แบบ...มึงต้องให้กูมานั่งเตือนเรื่องส่งงานอาจารย์ ไหนจะเรื่องที่มึงแต่งตัวไม่เรียบร้อยอีก”

ก็จริงนะ ผมเคยเป็นเด็กไม่เอาไหน ก็คงมีแต่มันคนเดียวละมั้งที่ขยันสุดในกลุ่ม
มันทำอะไรตั้งใจตลอด และ ผลที่ได้มาโคตรคุ้มค่า
นี่คงเป็นส่วนหนึ่งที่ผมได้ดีทุกวันนี้
มีเงินเลี้ยงดูพ่อแม่อย่างที่อยากทำมาตลอด
ทั้งชีวิตผมเลยมีแต่คำว่า ‘ขอบคุณ’ ให้มัน

“กู.....เคยทำอะไรแย่ๆมั้ยวะ แบบโคตรแย่ที่มึงคิดว่าแย่ที่สุดตั้งแต่เป็นเพื่อนกับกูมา”

มันเงียบไปสักพัก จะเรียกว่านานเลยก็ได้
ผมไม่รู้ว่าที่มันไม่พูดเพราะมันไม่อยากพูด
หรือมันกลัวว่าผมจะรับตัวเองไม่ได้กันแน่

“ก็มีนะ..มึงเคยทำร้ายคนที่มึงรักที่สุด”

“กูเคยทำอะไรแบบนั้นด้วยหรอวะ ทำไมกูจำอะไรตอนนั้นไม่ได้เลยวะ”

มันเป็นสิ่งที่เจ็บมากนะพอรู้ว่าผมเคยทำร้ายใครสักคนในชีวิตผม
 ยิ่งมันบอกว่าเป็นคนที่ผม ‘รักมาก’ มันทำให้ผมยิ่งสงสัย ใคร่รู้ในเรื่องราวทั้งหมด
ราวกลับพยายามเปิดกล่องใบใหญ่ ที่มีคนล่ามโซ่ไว้แน่นหนา และในตอนนี้เพื่อนสนิทของผมกำลังค่อยๆปลดล็อกแม่กุญแจออก 
ค่อยๆคลายโซ่ที่พันกันจนหาปมหลุดไม่เจอ
ค่อยๆเปิดฝากล่องที่เก่า เกรอะกรังไปด้วยฝุ่นหนาตลบอบอวลนั่นออก
และผมรู้ว่า ผมกลัว..

“มึงเคย...ตบแม่มึง”
ไม่มีคำพูดหลุดออกจากปากผมตอนนั้น
ลำคอแห้งผาก
ผมรู้สึกเหมือนมีคนมาตบหน้าผมในที่สาธารณะ
แต่ต่างกันตรงที่ ผมไม่ได้อายเลยแม้แต่นิดเดียว
ผมละอายใจมากกว่า..

“วันนั้นมึงเมามาก มึงแอบไปกินเหล้าหลังเลิกเรียนกับพวกนั้น แล้วแม่มึงก็พยายามถามว่ามึงไปไหนมา” มันเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะเล่าต่อ

“มึงโมโห จนคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ เพราะมึงเมามาก แต่มึงใจเย็นนะ กูรู้ว่ามึงเมามากจริงๆ เพราะวันนั้นกูเป็นคนพามึงกลับบ้าน มึงคงรำคาญที่แม่เซ้าซี้ตอนที่มึงไม่มีสติ มึงเลย...”

มันละล่ำละลักพูดออกมา 
ผมรู้ว่ามันพยายามอย่างมากที่จะไม่พูดทำร้ายความรู้สึกของผม
เพราะตอนนี้จากที่เคยเข้มแข็ง
กลายเป็นอ่อนแอพร้อมแตกสลาย 
อย่างไม่ทันตั้งตัว

“เลยอะไรวะ พูดออกมาเถอะ” 
ผมว่ามันถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะยอมรับอะไรบางอย่าง ที่ผมกลัวมากๆ

“มึงกระชากคอเขา แล้วก็ตบเขา...เขาทรุดล้มลงไปกับพื้น”
น้ำใสกระทบลงกับกระดาษสรุปพูดบรรยายสำหรับงานประชุมพรุ่งนี้
ม่านน้ำตาได้เบลอปัจจุบันไปหมดสิ้น
แต่มันทำให้ผมมองเห็นอดีตชัดขึ้นอีกครั้ง

ทำไมผมเลวขนาดนี้นะ
ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าการกระทำที่ผมเกลียดที่สุดในปัจจุบันมันเคยเกิดขึ้นจริงๆจากตัวผมในอดีต
คนที่ผมภูมิใจหนักหนาว่าเป็นลูกที่ดีมาตลอด
กลับกลายเป็นคนที่ทำร้ายพวกเขา
เหมือนไม่ใช่คน..จิตใจผมตอนนั้นมันทำด้วยอะไร

“ทำไมมึงไม่เล่าเรื่องนี้ให้กูฟังวะ”
ผมถามเสียงสั่น และผมรู้ว่ามันฟังออกว่าความรู้สึกของผมใกล้ระเบิดเต็มที

“แม่มึงบอกว่าอย่าบอกมึง แม่มึงกลัวมึงคิดมาก แล้วกูก็เป็นเพื่อนกับมึงมานาน ทำไมกูจะไม่รู้ว่ามึงเป็นยังไง”
.
.
.
ผมเงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบมันกลับไป
“กูว่ากูได้คำตอบแล้ววะ”
“คำตอบอะไรวะ” มันถามด้วยน้ำเสียงสงสัย เพราะอยู่ดีๆผมก็หยุดร้องไห้ 
เหมือนมีคนมาจุดเทียนกลางห้องที่มืดมิด
เหมือนผมหายจากการตาบอดครั้งแรกในชีวิต

“ที่กูถามมึงมาตลอด ว่าทำไมกูถึงเกลียดคนอื่นแบบไม่มีเหตุผล ทำไมกูถึงแยกตัวออกห่างจากพวกนั้น ทำไมกูไล่พวกมันออกไปจากชีวิต ทำไมกูเกลียดทุกครั้งที่เห็นรูปที่พวกมันทำพฤติกรรมเหล่านี้ เพราะกูรู้ว่าพวกมันไม่เคยเปลี่ยนไป..”

ผมสูดลมหายใจลึกๆ
“พวกมันคืออดีตของกู อดีตที่กูเกลียดมาตลอด..”


วันนี้ผมเหมือนเกิดใหม่
คำถามโลกแตกที่ผมพยายามค้นหามาตลอด จริงๆแล้วมันอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก
ที่ผมเกลียดเพื่อนเก่าผมทั้งหมด
เพราะพวกมันคือกระจกบานใหญ่
ที่สะท้อนอดีตที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนของตัวเอง

มันเป็นตัวตนที่ผม ‘เกลียด’ ที่สุด
แต่มัน ‘เคย’ เป็นตัวผมมาก่อน



เหมือนเพื่อนสนิทผมจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูด
เพราะการเงียบแบบนั้น
มันคือการที่มันปล่อยให้ผมได้มีเวลาทบทวนตัวเอง ให้หาคำตอบว่า ทำไมผมถึงเกลียดคนอื่นแบบไร้เหตุผลมาตลอด
เพราะฉะนั้นจากวันนี้ผมจะจำให้ขึ้นใจ
ว่าก่อนที่จะเริ่มเกลียดใคร ผมจะย้อนมองตัวเองสักนิด ถอยออกมาหนึ่งก้าวแล้วมองจากมุมนี้ว่า ความเกลียดชังที่ไร้เหตุผลนั้น แท้จริงแล้วมันเกิดจากอะไรกันแน่ 
เพราะวันนี้ผมอยากให้ทุกคนได้รับรู้ 
ว่าความรู้สึกนี้มันทรมานแค่ไหน
คนตัดสิน กับ คนถูกตัดสิน
ก็ต่างมีบาดแผลไม่ต่างกัน
มันคือนิยามที่ใครหลายๆคนบอกว่า
อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก
อย่ามองคนที่ภายนอก
เพราะ ถ้าเราไม่รู้จักตัวตนของคนอื่นดีพอ
คุณก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใคร
เพราะเมื่อไหร่ก็ตามทีคุณเริ่มเกิดความคิดแบบนั้น นั่นแปลว่า คุณก็ยังไม่รู้จักตัวคุณเองดีพอเช่นกัน
บางทีการที่เราเกลียดใครสักคน มันอาจจะไม่ใช่เพราะเขาทำผิดกับเรา แต่เป็นเพราะ พวกเขาทำให้เรานึกถึงพาทที่เราอยากจะลืมที่สุดก็เป็นได้ 
และพาทนั้นแหละ คือพาทที่คุณก็คงเกลียดตัวเองแบบไร้เหตุผลเช่นกัน

Hibernation 

Writer’s note:
เราอยากลองเขียนในมุมมองอื่นดูบ้าง
เพื่อจะมองในภาพที่กว้างขึ้น
มันทำให้เราเห็นภาพในหัวชัดขึ้นว่าตัวละครต้องการอะไร อยู่กับอะไร ความสับสนในจิตใจมนุษย์ ซึ่งเราไม่เคยเขียนในมุมผู้ชายมาก่อนแต่อยากลองทำในสิ่งที่ท้าทายดูบ้าง แต่อย่างหนึ่งที่เรารู้จากการเขียนเรื่องนี้จบคือ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือ ผู้ชาย เราต่างก็เป็นมนุษย์ที่ครั้งหนึ่งเคย ‘ผิดหวัง’ ในตัวเองเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม










SHARE
Written in this book
𝙒𝙝𝙖𝙩 𝘼 𝙇𝙞𝙛𝙚.
These would be all deep dark stories written by a sad person. We all have to face difficulties in life, feel pain, and cry in the corner at the same old spot before we will finally see the value of happiness. Embrace your imperfection and don’t let the failure be greater than your kind heart- Hibernation (I will be your friend, your writer, your reader, and the person who always reminds you of how great you are from now on) Thank you for being a part of my story 🦋
Writer
Hibernation
whether a dreamer or a realist
-If you can’t handle it, just accept it

Comments