รู้กฎหมายจากคดีคดีอุบัติเหตุบนทางด่วนโทล์เวย์ (คดีแพรวา)
จากคดีอุบัติเหตุบนทางด่วนโทล์เวย์ หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อ “คดีแพรวา” มีประเด็นทางกฎหมายที่ประชาชนควรรู้และทำความเข้าใจ แบ่งเป็น 3 ประเด็นที่สังคมสงสัยและตั้งคำถามกันมาก และกรณีศาลวางแนวคำพิพากษาใหม่ ได้แก่ เรื่องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญา ที่มีผลต่อระยะเวลาพิจารณาคดี , บุคคลที่ต้องมีส่วนรับผิดในการทำละเมิดของผู้เยาว์ : กรณีจำเลยที่ 4 “ผู้รับดูแลโดยปริยาย” และ กระบวนการบังคับคดีเพื่อบังคับจำเลยชำระหนี้ภายหลังศาลมีคำพิพากษา 
 
1. คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญา 
จากที่ทนายโจทก์ระบุว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ซึ่งหมายถึงความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญา เป็นหลักการให้ผู้เสียหายที่นอกจากจะเอาผิดกับผู้ที่ทำให้ตนได้รับความเสียหายไม่ว่าทางร่างกาย จิตใจ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน จากเหตุละเมิด หรือจากความเสียหายอื่นใดทางอาญา ในโทษจำคุก หรืออื่นใดตามที่กฎหมายอาญากำหนด ยังสามารถเรียกร้องให้บุคคลดังกล่าวชดใช้ “ค่าเสียหาย” ให้แก่ตนได้จากการฟ้องคดีแพ่ง โดยแบ่งเป็น

• กรณีที่อัยการเป็นโจทก์ เพื่อให้คดีสะดวกรวดเร็วและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปฟ้องคดีแพ่งเป็นอีกคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ให้ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญานั้นให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมแก่ตนได้

• กรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีเองในทางอาญาแล้ว ตามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 45 ก็ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะฟ้องเป็นคดีแพ่งอีก

แม้ไม่มีการฟ้องคดีอาญา ก็ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายในการฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายเช่นกัน

โดยมีหลักการสำคัญตามมาตรา 46 คือ ในการจะพิจารณาคดีส่วนแพ่งได้นั้นต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา คือต้องพิจารณาเหตุความรับผิดของจำเลยเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เช่น เมื่อศาลในคดีส่วนอาญาฟังไม่ได้ว่าจำเลยลักทรัพย์โจทก์ ศาลในคดีส่วนแพ่งก็ต้องฟังว่าจำเลยไม่ได้ทำละเมิด ไม่ต้องเสียค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

เช่นกันในกรณีของคดีนี้เมื่อทางทีมทนายโจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการทำละเมิดของจำเลยที่1 ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวเนื่องกับที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีอาญา ในความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อร่างกาย (ประมาท) ลหุโทษ ความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก โดยมีความเกี่ยวเนื่องในส่วนของการกระทำของจำเลยว่ามีความผิดหรือไม่ คดีในส่วนแพ่งจะต้องรอข้อเท็จจริงในคดีอาญาถึงที่สุดเสียก่อนจึงจะดำเนินกระบวนพิจารณาทางแพ่งต่อได้ ซึ่งอีกหนึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม่คดีนี้ถึงใช้เวลานาน

2. บุคคลที่ต้องมีส่วนรับผิดในการทำละเมิดของผู้เยาว์ : กรณีจำเลยที่ 4 “ผู้รับดูแลโดยปริยาย” 
โดยทั่วไปแล้วหากมีการทำละเมิดเกิดขึ้นผู้ทำละเมิดจะต้องรับผิดต่อเหตุที่ตนก่อ เช่น ก ขับรถไปชน ข บาดเจ็บ ก จะต้องรับผิดชดใช้เสียหายต่างๆ ไม่ว่าจะทางร่างกาย จิตใจ หรือทรัพย์สินของ ข ที่บุบสลายเสียหายจากการกระทำของ ก อย่างไรก็ตามในกรณีผู้ทำละเมิดเป็น “ผู้ไร้ความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์หรือวิกลจริต” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 ได้บัญญัติให้ บิดามารดาหรือผู้อนุบาลของบุคคลเช่นว่านี้ย่อมต้องรับผิดร่วมกับเขาด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น

ขณะเดียวกัน มาตรา 430 ได้บัญญัติให้ความรับผิดต่อการทำละเมิดของผู้เยาว์ให้ครอบคลุมถึงความรับผิดของบุคคลอื่นๆ ซึ่งผู้รับดูแลผู้เยาว์ ดังนี้ 
“ครูบาอาจารย์ นายจ้าง หรือบุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถ อยู่เป็นนิตย์ก็ดี ชั่วครั้งชั่วคราวก็ดี จำต้องรับผิดร่วมกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิดซึ่งเขาได้กระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน หากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นๆ มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร” 
 
ซึ่งกรณีของคดีนี้มีความน่าสนใจที่อาจเรียกได้ว่าเป็นแนวคำพิพากษาใหม่ที่เข้ามาวางหลักในเรื่องความรับผิดทางละเมิดของ “ผู้รับดูแลผู้เยาว์” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาแนวคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ได้มีกรณีของผู้รับดูแลนี้ปรากฏชัดเท่าไร ส่วนใหญ่ล้วนเป็นกรณีที่ผู้เยาว์ทำละเมิดขณะอยู่ในความดูแลของบุคคลในครอบครัวเสียเป็นส่วนใหญ่ อาทิ บิดานอกกฎหมาย ปู่ ย่า ตา ยาย พี่ ลุง ป้า น้า อา ที่มีความใกล้ชิดดูแลความเป็นอยู่ และอบรมสั่งสอนผู้เยาว์ ส่วนกรณีบุคคลอื่นฯ ที่มีการฟ้องร้องเอาผิดในฐานะผู้รับดูแลศาลมักยกฟ้องไปทั้งหมด เพราะแต่ละกรณีล้วนไม่ใช่การรับดูแลที่เป็นกิจจะลักษณะเด่นชัด

ทั้งนี้การรับดูแลนั้นอาจเป็นไปในลักษณะประจำหรือชั่วคราวก็ได้ แต่จะมีระยะเวลาพอสมควร ซึ่งการทำละเมิดของผู้เยาว์ต้องเกิดขณะที่อยู่ในความดูแลของผู้รับดูแลเท่านั้น จึงจะเป็นเหตุให้ผู้รับดูแลต้องร่วมรับผิดไปกับผู้เยาว์จากความบกพร่องในการดูแลของตน ขณะที่คำพิพากษาในคดีนี้นั้นได้ขยายขอบเขต “ผู้รับดูแล” ออกไปกว่าที่ผ่านมา

โดยศาลได้ระบุว่าจำเลยที่ 4 นั้นเป็น “ผู้รับดูแลโดยปริยาย” เนื่องจากพฤติการณ์ที่ผ่านมาตามคำให้การในชั้นสอบสวนที่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 2 บิดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ ให้ไว้สอดรับตรงกัน ว่า จำเลยที่ 4 รู้จักสนิทสนมกับจำเลยที่ 1 และครอบครัวมาระยะหนึ่ง มีการไปมาหาสู่ประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และทุกครั้งที่จำเลยที่ 1 ขออนุญาตออกจากบ้านก็จะมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้มารับ ซึ่งเหตุทั้งหมดนี้ศาลให้ความเห็นว่า

“…จึงน่าเชื่อว่าบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ไว้วางใจให้จำเลยที่ 4 ดูแลจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์โดยปริยาย กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 430…การที่จำเลยที่ 4 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ออกไปขับ โดยจำเลยที่ 4 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์และไม่มีใบอนุญาตขับรถในช่วงเวลานั้น จำเลยที่ 4 จะต้องยับยังไม่ให้จำเลยที่ 1 ขับรถออกไป โดยห้ามปรามจำเลยที่ 1 ในทันทีหรือต้องรีบโทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 1 นำรถมาคืนโดยเร็ว แต่จำเลยที่ 4 ไม่ดำเนินการใดๆ เป็นการไม่เอาใจใส่ว่าจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ จะขับรถยนต์ไปโดยเสี่ยงแก่การเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ จำเลยที่ 4 ผู้รับดูแลจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์โดยปริยาย จึงไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน อันเป็นการละเมิดผู้อื่น เช่นนี้จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่จำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ กระทำละเมิดระหว่างอยู่ในความดูแลของตน ตาม มาตรา 430 โดยรับผิดค่าเสียหายเป็นจำนวนเดียวกัน หามีเหตุลดความรับผิดไม่…”
 
ดังนั้นในกรณีของ 1.ผู้บรรลุนิติภาวะที่ไปมาหาสู่สนิทสนมกับผู้เยาว์ และครอบครัว 2.การพาผู้เยาว์ออกจากบ้านแต่ละครั้งได้รับความยินยอมจากบิดา มารดา ผู้ปกครองของผู้เยาว์ เหตุเพียงเท่านี้ก็ทำให้บุคคลดังกล่าวมีฐานะเป็น “ผู้รับดูแลโดยปริยาย” ที่ต้องมีส่วนรับผิดในการกระทำละเมิดของผู้เยาว์ที่เกิดขณะอยู่ในความดูแลของตน

อนึ่งศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ได้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 4 โดยให้ความเห็นว่า “ …การที่จำเลยที่ 4 ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 ในการขับรถหาได้มีกฎหมายบัญญัติให้จะเลยที่ 4 ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดดังเช่นกรณีบิดามารดายินยอมให้ผู้เยาว์ขับรถ เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย ย่อมเป็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 หาได้เกี่ยวข้องถึงจำเลยที่ 4 เพราะมิใช่ผลโดยตรงหรือเล็งเห็นได้ ทั้งห่างไกลเกินความคาดหมายของบุคคลธรรมดา จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์…”

3. การบังคับคดี 
การบังคับคดีเป็นขั้นตอนภายหลังที่ศาลมีคำพิพากษา หลายคนอาจเข้าใจว่าเมื่อชนะคดีแล้วก็เป็นอันจบ แต่ในคดีแพ่งหลายกรณีที่มีการฟ้องเพื่อเรียกเอาทรัพย์ ฟ้องชดใช้ค่าเสียหาย หรือให้กระทำการอย่างใด กรณีเหล่านี้แม้โจทก์จะชนะคดีแต่หากจำเลยไม่ชดใช้ตามฟ้อง สิ่งที่โจทก์ได้ก็มีเพียงกระดาษคำพิพากษาของศาล กรณีเช่นนี้จึงต้องมีการบังคับคดีเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา

โดยเรื่องของการบังคับคดีต้องทำความเข้าใจตั้งแต่

• เมื่อศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่ง จะต้องแจ้ง “คำบังคับ” ให้ผู้ที่เป็นฝ่ายแพ้คดี หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบ หากเป็นกรณีลูกหนี้ตามคำพิพากษามาศาลในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ก็ให้ถือว่าลูกหนี้ฯ ทราบคำบังคับตั้งแต่นั้น หากลูกหนี้ฯ ไม่มาศาลในวันดังกล่าวจะต้องมีการออกคำบังคับไปยังลูกหนี้ฯ เพื่อแจ้งให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาล

• ซึ่งในคำบังคับศาลจะระบุถึงระยะเวลา เงื่อนไขต่างๆ ที่จะต้องใช้เงิน ส่งทรัพย์สิน กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการใดๆ โดยศาลจะกำหนดระยะเวลาให้ลูกหนี้ฯ ปฏิบัติตามคำบังคับไม่น้อยกว่า 7 วัน เช่นในคดีนี้กำหนดไว้ 30 วัน ซึ่งเมื่อมีการส่งคำบังคับโดยการปิดหมายจะต้องบวกไปอีก 15 วัน (ระยะเวลาที่คาดว่าลูกหนี้ฯ ได้รับหมายแล้ว = คดีนี้ทนายโจทก์ต้องรอ 45 วัน จึงจะขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีได้)

• เมื่อลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ชนะคดีจะต้องทำการสืบทรัพย์เพื่อให้มีทรัพย์เป็นฐานสำหรับการบังคับคดี จากนั้นต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อยึดทรัพย์สินขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หรืออายัดสิทธิเรียกร้องใดๆ ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง นั่นหมายความว่าภายใน 10 ปีนี้ หากพบว่าลูกหนี้ฯ มีทรัพย์สินเพิ่มเติมก็สามารถให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึด/อายัดได้

• หากพ้นระยะเวลานี้แล้วสิทธิในการบังคับคดีก็จะสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตามหากสืบทราบถึงทรัพย์สินของลูกหนี้ฯ เมื่อพ้นระยะเวลา 10 ปี แต่พิสูจน์ได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวมีอยู่ก่อนหน้า ตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษาและลูกหนี้ฯ จงใจปกปิดทรัพย์ไว้ ก็ยังสามารถยึด/อายัด ทรัพย์สินนั้นได้

• ทั้งนี้ระหว่างที่ศาลยังไม่ดำเนินการออกหมายบังคับคดีผู้ชนะคดีอาจยื่นคำขอต่อศาลให้คุ้มครองประโยชน์ของตนได้ เช่น การให้ระงับการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของลูกหนี้ฯ โดยต้องยื่นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดให้ลูกหนี้ฯ ปฏิบัติตามคำบังคับ

• เมื่อศาลดำเนินการให้แล้ว ต้องไปติดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีให้ ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ของคู่ความฝ่ายที่แพ้คดีให้ ทำการขับไล่รื้อถอนตามที่ศาลมีหมาย บังคับคดี หรืออาจรวมถึงนิติกรรมอื่นๆ ที่ศาลกำหนดให้ดำเนินการ

• โดยผู้ขอบังคับคดีจะต้องเสียเงินทดรองจ่ายเป็นเงินค่าใช้จ่ายที่เจ้าพนักงานบังคับคดี จำเป็นต้องใช้ในการส่งหมายแจ้งการยึดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบ และเป็นค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาด (ราคาตามทรัพย์แต่ละประเภท : อสังหาริมทรัพย์ 2,500 บาท สังหาริมทรัพย์ 1,000 บาท อายัดทรัพย์ เช่น เงินเดือนค่าจ้าง บัญชีเงินฝาก 1,500 บาท เป็นต้น) โดยจะได้รับเงินคืนเมื่อขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดได้แล้ว ส่วนลูกหนี้ฯ ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินของตน แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเช่นกัน


อ้างอิงข้อมูลจาก

http://www.tulawcenter.org/?q=news-activity/news/851

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

จี๊ด เศรษฐบุตร หลักกฎหมายแพ่งลักษณะ ละเมิด กรุงเทพฯ : โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2553

หนังสือคำบรรยายเนติบัณฑิต

http://digi.library.tu.ac.th/thesis/la/1199/06CHAPTER_1.pdf

ความรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของผู้อื่น โดย ผศ.ดร.ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ไขปัญหาการบังคับคดีแพ่ง กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม http://www.led.go.th/dbases/pdf/ebook-sp-pang.pdf

http://www.led.go.th/doing/pdf/eoj75.pdf

http://www.tulawcenter.org/?q=news-activity%2Fnews%2F857&fbclid=IwAR3bR0sF7f4HEXYboGRkx0qB4S0NzrS3pFNfjrlUMdO8ZlpHN0v-kZK3jxs



SHARE
Writer
Mkorn
Cvilian
บันทึกให้นึกถึง... ความทรงจำ ความรู้ การเดินทาง ฯลฯ

Comments