พายุฤดูหนาวพัดผ่านไป แต่ยังคงทิ้งสายฝนไว้พรมใจเราสองคนให้ยังคงเปียกปอน
เราสองคนตื่นมาเกือบเที่ยงวัน พอตื่นมาแล้วก็มานั่งคิดกันต่อว่าจะทำอย่างไรดี แม่ของดินจะใจเย็นลงหรือยัง จะยอมให้เรากลับไปขายของเหมือนเดิมไหม จะยอมสร้างบ้านแค่พอหลบแดดฝนไหม ในระหว่างที่เราปรึกษากัน แม่ของฉันก็แนะนำว่า ถ้าแม่ของดินยืนยันที่จะยึดรถคันนั้นไว้ เราสองคนก็ออกรถมือสองแบบฟรีดาวน์ไปขายของต่อสิ แม่เสียดายความสามารถของดิน เสียดายแผงขายของ กว่าดินจะได้แผงประจำมา ต้องร่อนเร่อยู่หลายปีกว่าเจ้าของตลาดจะยอมให้ดินเป็นพ่อค้าขาประจำ

ฉันก็เห็นดีด้วย แต่ยังไม่มั่นใจว่าแม่ดินจะคิดเห็นอย่างไร ถ้าออกรถมาใหม่ แล้วแม่ดินใจเย็นลง ยอมให้เราสองคนขายของได้เหมือนเดิม ยอมพูดจากับดินดี ๆ รถที่ออกใหม่มาล่ะ จะทำอย่างไรกับมัน

ดินตัดสินใจกลับไปคุยกับแม่ที่บ้านเช่าของดิน ปรากฏว่าแม่ดินยังคงอารมณ์คุกรุ่น ยังยืนยันคำเดิม ให้ดินเลิกกับฉันเท่านั้น และจะยังสร้างบ้านหลังใหญ่ต่อไป เพราะตั้งใจว่าจะซื้อที่ผืนนั้นเป็นของตัวเองให้ได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันราคาหลักสิบล้านบาท!

“มันเป็นไปไม่ได้หรอกแก้ว เราไม่มีปัญญาซื้อที่สิบล้านผืนนั้น ขนาดถูกล็อกเตอรี่ยังซื้อไม่ได้ การลงทุนปลูกบ้านหลายแสนเท่ากับเอาเงินไปทิ้ง หากเจ้าของจะเอาที่คืน ค่ารื้อถอนไม่กี่บาทจะทดแทนเงินหลายแสนที่ลงทุนไปได้ยังไง พอผ่อนรถหมด ดินต้องเป็นหนี้บ้านที่ไม่ใช่ชื่อของดิน ไม่ใช่ชื่อของแม่ ไปอีกกี่สิบปี อนาคตของดินจะเป็นยังไง ช่างเถอะ ดินตัดสินใจแล้ว ว่ายังไงก็ไม่ไหว ถ้าแม่ยืนยันว่าจะทำก็ให้แม่ทำไป รถคันเก่าเป็นชื่อของแม่อยู่แล้วก็ให้คืนแม่ไป เรามาสร้างเอากันใหม่ได้ แก้วจะว่ายังไง”

ฉันเห็นใจและสงสารดินมาก ถ้าฉันเป็นดินจะเครียดมากขนาดไหน ฉันเชื่อเรื่องความกตัญญูกตเวที ลูกที่ไม่เลี้ยงดูพ่อแม่จะเจริญได้อย่างไร แต่เมื่อเรื่องเป็นมาอย่างนี้ การอยู่ร่วมกับแม่ที่ใบหน้าดำคล้ำเคร่งเครียดปากร้ายตลอดเวลา และพร้อมจะนำพาชีวิตลูกไปในทางที่แย่ลงๆ มันก็ทำใจได้ยากเหลือเกิน

(หลังจากที่ฉันศึกษาเรื่องโรคเครียดโรคซึมเศร้า ฉันคิดว่าแม่ของดินน่าจะเป็นโรคทางจิตสักหนึ่งอย่าง เพราะเท่าที่ฟังจากดิน แม่ของดินเคยถูกคนโกงเงินหลายแสน เคยถูกคนดูถูก ทำร้าย เอาเปรียบ เคยลำบากกับชีวิตมามาก เคยขี่มอเตอร์ไซค์ไปคลอดดินอย่างลำบาก ไม่มีใครช่วยเหลือดูแล ความเครียดที่สั่งสมมานานทำให้แม่ดินเครียดกว่าคนปกติทั่วไป แต่แม่ดินก็ดื้อรั้นเกินกว่าจะยอมไปพบจิตแพทย์)

“ก็ลองดูกันสักตั้งก็แล้วกันดิน แก้วเชื่อว่าสักวันแม่ของดินจะใจเย็นลง พอเรามีเงินเก็บก็เอาเงินไปส่งให้แม่ดินบ้าง ให้แม่แก้วบ้าง สักวันแม่ของดินจะรับรู้ได้เองว่าเราสองคนไม่เคยคิดร้าย และตั้งใจจะสร้างครอบครัวด้วยกันจริงๆ”

“ดินไม่อยากทิ้งแม่เลย แต่การทะเลาะกันทุกวันมันทำให้ดินเป็นบาป และถ้าดินอยู่กับแม่ต่อไป ดินก็คงไม่ได้ลืมตาอ้าปาก คงต้องใช้หนี้บ้านหลังนั้นไปจนแก่ ถ้าไม่มีดิน แม่อาจจะถอดใจ ไม่สร้างบ้านหลังนั้นก็ได้”



หลังจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน ฉันกับดินก็ตัดสินใจไปซื้อรถยนต์มือสองแบบฟรีดาวน์มาหนึ่งคัน ฉันใช้เงินเก็บก้อนใหญ่อีกหนึ่งก้อนมาลงทุนซื้อแผง ร่ม เตาแก็ส ของใช้จำเป็นทุกอย่างที่ต้องใช้ในการขายของรวมทั้งทุนในการซื้อของมาขาย โชคดีที่พี่เจ้าของตลาดใจดี เข้าใจเรื่องราวที่น่าสงสารของดิน จึงยังเก็บล็อกสำหรับตั้งแผงขายของของดินไว้ให้ กว่าเราจะตั้งตัวตั้งสติกันได้ก็ใช้เวลาอยู่เป็นเดือน จนตอนนี้เราสองคนก็ค่อยๆ ผ่อนคลายความกังวล ความเป็นห่วงว่าแม่ดินจะเป็นอย่างไร เราสองคนทำผิดหรือเปล่า เราจะมีเงินพอส่งงวดรถมั้ย ลูกค้าประจำจะลืมเราไปแล้วหรือยังเพราะหยุดขายของมาเกือบเดือน ลูกไร่ชาวสวนที่ปลูกพืชผลให้เราจะลำบากไหม (โชคดีที่ค่างวดรถถูกกว่ารถคันเก่าของดินมาก เราสองคนก็เลยไม่ลำบากมากนัก  และชาวสวนก็เข้าใจ ยังคงขายของให้เราเหมือนเดิม ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจเราสองคนจากหัวใจ และที่ต้องขอบคุณที่สุด คือแม่ของแก้วเอง ที่เอ็นดูดิน ทำกับข้าวให้ ซักผ้าให้ ช่วยเราเตรียมของไปขาย ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่นะคะ)



และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดินย้ายมาอยู่ที่บ้านของฉัน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันยึดอาชีพแม่ค้าขายของสวนมาเกือบหนึ่งปีแล้ว เมื่อมีเวลาว่างก็พอจะเขียนหนังสือเขียนนิยายทำตามความฝันของตัวเองบ้าง หวังว่าอ่านมาถึงตอนนี้ทุกคนคงจะไม่เครียดจนเลิกอ่าน บันไดแก้ว นะคะ ^^

SHARE
Written in this book
บันไดแก้ว
ชีิวิตจริง อิงนิยาย สุข เศร้า เหงา ซึ้ง ของแก้วกับนายดิน

Comments

Oei
7 days ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ❤
Reply