ทองคำทองรวง

ณ.มหานครเมืองทองคำ

อาณาจักรลับแลที่ในอดีตกาลเคยเรืองอำนาจเหนือกว่าทุกดินแดน

ครั้งยุคที่อาณาจักรเรืองอำนาจ ที่แห่งนี้มีกำลังทหารที่กล้าแกร่งไม่มีวันพ่ายแพ้ให้กับดินแดนใด “รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง” เหล่าบรรพบุรุษทหารกล้ายอดฝีมือนำทองคำของมีค่าและชิงเอาเสบียงจากประเทศที่แพ้พ่ายกลับมาในอาณาจักร ...


ทองคำที่นำมาไว้ในพระราชวังถูกกองรวมกันสูงท่วมหัว 
แตกต่างจากเสบียง
ที่ไม่ว่าจะนำมามากเท่าไร
มันก็ไม่เคยถูกกองรวมกัน
แล้วสูงเท่าทอง


ทองคำจำนวนมากนั้นจึงถูกนำมาสร้างพระราชวังทั้งหลัง ชื่อเสียงและแสงสีทองที่ส่องประกายระยิบระยับกลายเป็นที่พูดถึงของเหล่าประเทศที่แพ้สงคราม

ประเทศที่อยู่ใต้อาณานิคมของอาณาจักรแห่งนี้ต่างเรียกที่นี่ว่า 
เมืองทองคำ
 

ต่อมาไม่นานหลังจากยุคที่อาณาจักรแห่งนี้เลืองชื่อถึงขีดสุด ก็เข้าสู่ยุคที่ต้องเสื่อมถอย 

ประชาชนที่ต่างก็มองว่าทหารกล้าเป็นฮีโร่นำพาทรัพย์สิน เงินทอง เสบียง และความมั่งคั่งมาสู่ประเทศหันมาเอาดีด้านการรบเพียงอย่างเดียว 

ประเทศกระหายสงคราม คิดว่าสงครามจะนำทุกสิ่งมาให้พวกเขา พวกชาวบ้านต่างก็ นำเลือดไปแลกทอง ส่งลูกหลานเข้าสังกัดทหารตั้งแต่อายุยังน้อย กินเบี้ยเลี้ยงจากพระราชวังที่จะส่งให้ในทุกๆเดือนที่บุตรทำงานรับใช้ชาติอยู่

มันจึงกลายเป็นอาณาจักรที่มีแต่ทหารไม่มีชาวนา

เกษตรกรมีจำนวนเพียงน้อยนิดมิอาจผลิตข้าวให้เพียงพอต่อความต้องการของกองทัพได้

แต่พวกเขาคิดว่านี่ไม่ใช่ปัญหา เพราะถ้าหากทหารกล้าของพวกเขารบชนะก็จะสามารถนำเสบียงเงินทองจากอาณาจักรต่างๆที่พ่ายแพ้มาใช้ได้ (...ไม่ใช่ทุกคนที่จะเก่งด้านการรบ)


ให้ไก่ไปบินก็คงบินไม่ได้เท่านก
ให้นกมาวิ่งก็คงวิ่งไม่ไกลเท่าไก่



เมื่อกษัตริย์ยอดนักรบสิ้นพระชน 
ทหารมากฝีมือก็ชราภาพ


รัชทายาทด้อยประสบการณ์กับทหารใหม่ที่มาจากชาวนา กรรมกร และ แรงงานอาชีพต่างๆ มีความมั่นใจคว้าหอกดาบสู้ด้วยแรงใจและความภาคภูมิว่าตนเป็นประเทศมหาอำนาจ ขาดซึ่งทักษะชั้นเชิงและเทคนิคการรบ “จำนวนคนมากไม่ได้การันตีว่าจะได้มาซึ่งชัยชนะ” 

ประเทศเล็กๆที่เคยเป็นอาณานิคมเมื่อสิ้นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ต่างก็พากันแข็งข้อ ไม่ยอมส่งส่วยให้เช่นเคย

พระราชาองค์ใหม่สร้างขวัญกำลังใจแล้วนำทัพออกรบเชิดเช่นพระบิดา
แต่สงครามไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ถนัด 

การบุกเข้าตีเพียงหัวเมืองเล็กๆ กลับต้องใช้เวลานานกว่าจะแตกพ่าย ทั้งนี้เป็นเพราะเมืองต่างๆ รู้ดีว่ากำลังพลยิ่งมาก ก็ยิ่งต้องการเสบียงมาก 

จึงวางเกมเป็นฝ่ายตั้งรับที่เน้นการยืดเวลาให้อาณาจักรใหญ่เสบียงหมด

กษัตริย์หนุ่มผู้ชะล่าใจไม่ยอมทุ่มกำลังตีหัวเมืองให้แตกเพียงครั้งเดียวเพื่อช่วงชิงเสบียง 

แต่กลับทำเกมสงครามเหมือนเป็นของเล่น เขาจดจำได้เพียงว่า

 “เมื่อใดก็ตามที่บิดาออกรบ เมื่อเขากลับมา เขาจะเอาชัยชนะกลับมาฝาก” 


กษัตริย์หนุ่มจำคิดว่าสงครามเป็นเรื่องง่ายแค่ออกรบก็จะได้ชัยชนะ

สุดท้ายก็เอาชนะไม่ได้ 
ทหารที่ขาดทักษะเรี่ยวแรง กลับมามือเปล่าไร้ซึ่งทองและเสบียงพร้อมกับผู้นำไร้ความสามารถ

แพ้ศึกเพียงครั้งก็ทำให้กษัตริย์หนุ่มเก็บตัวไม่สนใจบ้านเมือง

ทหารต้องการรบ แม่ทัพไม่ออกศึก ชาวบ้านอดอยาก บ้านเมืองเกิดความทุกข์ยาก แต่ราชวังสีทองนั้นยังคงเปล่งแสง เชิญชวนแขกอาณาจักรเพื่อนบ้านให้เข้ามาแย่งชิง

ความอ่อนแอของอาณาจักรทองถูกแสดงให้เห็นจากทัพใหญ่ที่แตกพ่ายแม้หัวเมืองเล็กๆ

เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่ชอบกดขี่ผู้ที่อ่อนแอกว่า

เมื่ออาณาจักรน้อยใหญ่เห็นว่านี่คือโอกาสที่เหมาะสมแก่การช่วงชิงมหาขุมทรัพย์ทองคำ จึงตั้งทัพบุกเข้ามาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว



...เพียงแต่มันไม่ง่ายดายขนาดนั้น 
อาณาจักรเมืองทองคำนั้นมีภูมิประเทศที่เหมาะสมแก่การตั้งรับ ด้วยชายแดนที่เป็นภูเขา ยกทัพใหญ่ข้ามเขามานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หน่วยทหารที่แม้จะไม่เก่งเรื่องการบุกแต่หากรบในพื้นที่ป่าเขาบ้านเกิดเมืองนอน ก็ซุ่มโจมตีและทำได้ดีอย่างไร้ที่ติ

ไม่มีประเทศใดสามารถบุกเข้ามาได้

...แต่ว่าปัญหาเรื่องเสบียงนั้นยังคงมีอยู่

กษัตริย์หนุ่มที่อยู่กับความรู้สึกผิด น้อยเนื้อต่ำใจเรื่องที่ตนนั้นไร้ซึ่งความสามารถทางการรบ 

หลังจากที่เก็บตัวอยู่นานก็ได้สติกลับมา

สถานการณ์บ้านเมืองที่เลวร้าย ทุกคนต้องการหัวเรือที่จะพาพวกเขาไปสู่ทางออกขอปัญหานี้

พระองค์เห็นว่าการรบขับไล่ก็แก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราว ครั้นจะรบให้ชนะก็ไม่สามารถทำได้


พระองค์พยายามมองไปที่ต้นเหตุของปัญหา

ความโลภของมนุษย์นั้นไร้ที่สิ้นสุด
ไม่แปลกหากจะมีคนอยากได้สมบัติและสิ่งมีค่าของประเทศเรา 
ไม่แปลกหากเราจะปกป้องสิ่งมีค่าของตนเอง ...แต่ถ้าหากเราคิดว่ามันไม่มีค่าละ

หากเรายกของที่เขาต้องการให้ เมื่อเขาได้สิ่งที่ต้องการแล้วก็คงไม่มารุกรานเราอีก ไม่ทำให้เราต้องเดือนร้อนอีก สงครามก็จะไม่เกิด

ทองคำนั้นมันสูงค่าและสร้างบารมีให้กับผู้ครอบครอง แต่ถึงกระนั้นมันก็มอบอะไรให้กับชีวิตไม่ได้ 


“เรากินทองเลี้ยงชีพไม่ได้”

ถ้าประเทศเรามีทองท่วมหัว แต่ไม่มีข้าวสักเม็ดเราก็คงอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นสิ่งมีค่าจึงไม่ใช่ทอง


เมื่อคิดได้เช่นนั้น
พระองค์เดินหน้าสร้างหนทางเพื่อความอยู่รอด
หลอมนำทองคำจากพระราชวังออกมา 

แน่นอนว่าต้องมีเสียงคัดค้านจาก ชาวบ้าน และข้าราชบริวาร ทุกคนต่างเคลือบแคลงใจต่อการกระทำของพระองค์ คิดว่าพระองค์ต้องการขายบ้านขายเมือง ยกความภูมิใจให้กับต่างชาติ


พระองค์ต้องพูดเพื่อพิสูจน์ตนเอง

: ประชาชนของข้า เหตุที่บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งเป็นความผิดของข้าที่ไม่อาจรบชนะได้ดั่งที่พวกท่านคาดหวัง และหากยังรบต่อไปแล้วพ่ายแพ้เช่นนี้ ไม่วันใดก็วันหนึ่งพวกเราต้องสิ้นเอกราชเป็นแน่ ข้ามีหน้าที่เป็นหัวเรือปกป้องพวกท่าน ทำให้บ้านเมืองของเราร่มเย็นเป็นสุข

บิดาของข้าท่านมีพระปรีชาสามารถด้านการรบเขาสามารถบุกรบและนำทุกสิ่งมาให้ท่านได้ ทั้งเสบียงและเงินทอง ข้ารบเพื่อช่วงชิงมาให้พวกท่านไม่ได้ แต่ข้าสามารถทำให้พวกท่านอยู่ดีกินดีได้ ขอให้เชื่อข้าและสละทิ้งทองคำกองนี้เสีย

ถ้าหากมันมีคุณค่าและเป็นสิ่งที่พวกเราต้องการจริง เหตุใดพวกเราถึงต้องเดือดร้อน ทำไมในยามที่เราอดอยากถึงเพียงนี้มันกลับช่วยพวกเรามิได้เลย

เหล่าประชาชนแม้จะยังรู้สึกว่าตนเองเสียซึ่งสิ่งมีค่า 

แต่หากมองในมุมของพระองค์มันก็เป็นจริงดั่งที่พระองค์ว่า 
ทองท่วมหัวกลับทำให้เราอิ่มท้องเท่าข้าวหนึ่งจานยังไม่ได้


พระองค์เจรจาแบ่งทองให้อาณาจักรต่างๆหมายสร้างมิตร แต่ก็แฝงด้วยเชิงการค้า พระองค์เสแสร้งแกล้งเจรจากับทุกประเทศใกล้เคียงยอมซื้อข้าวในราคาสูงให้พวกเขาได้เปรียบมากกว่าตน 

ทำเหมือนว่ายอมจำนนต่อประเทศนั้นๆ แต่อันที่จริงแล้วการเจรจาแบบเปิดเผยนี้ทำให้ทุกประเทศรอบๆเกิดความระแวงไม่รู้ว่าเมืองทองคำที่สิ้นทองนี้จะมีพันธมิตรเป็นฝ่ายไหนกันแน่ 

ครั้นจะบุกเพื่อช่วงชิงทองคำทั้งหมดปฏิเสธการค้าที่ตนเองได้เปรียบไป แต่ก็ไม่สามารถบุกเข้ามาในประเทศได้อีก คว้าทองตรงหน้าไว้ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

พระองค์เป็นนักพนันที่ทำทียอมจำนนแต่ไม่ยอมเปิดไพ่ในมือ ทำให้ไม่มีใครกล้ายุ่งเกี่ยวหรือผลีผลามเข้ามา


หลังสิ้นสงครามพระองค์ประกาศใช้กฎหมายใหม่ที่มีชื่อว่า 
ทองรวง
ทองที่หมายถึงสิ่งมีค่า
รวงที่มาจากรวงข้าว

กฎหมายที่ไม่แสวงหาเงินทองไม่มุ่งเน้นสงคราม
อันมีใจความสำคัญและจำกัดสิทธิเพียงไม่กี่ประการ
ไม่ทำร้าย ไม่ฆ่า ไม่แย่งชิง

ยึดใช้ข้าวเป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนโดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทอง

ประชาชนจึงมุ่งเน้นการผลิตอาหารเป็นสำคัญ

แล้วบ้านเมืองสงบสุขด้วยตัวของมันเอง


ข้าวไม่เคยกองได้สูงเท่าทองคำ


เพราะทองไม่เคยได้ใช้แต่ข้าวนั้นต้องกินทุกวัน

คนเรากว่าจะรู้ว่าสิ่งใดมีค่าก็มักจะเป็นเวลาที่สายจนเกินแก้ไข

หากเรามองให้ออกแล้วรู้ว่าสิ่งใดที่สำคัญกับตัวเราจริงๆ 

เมื่อนั้นคุณจะเห็นเองว่าเราควรจะสละสิ่งใดและรักษาสิ่งใดไว้เชิดเช่นพระราชาองค์นี้ที่สามารถหาทางออกและคืนความสงบสุขให้กับประชาชนของตนเองได้

SHARE
Writer
Suyseiy
13/40
love only you

Comments