บ้านที่เจ้าของมักจะฆ่าตัวตายตอนอายุสี่สิบกว่าๆ
เราไม่ได้แน่ใจในสิ่งที่กำลังเขียนขนาดนั้น แต่เราตั้งใจจะเขียนในเชิงที่ว่ามันอาจเป็นสมมุติฐานใหม่ที่เราค้นพบจากประสบการณ์ชีวิต การฟัง การอ่าน โดยเฉพาะในเชิงจิตวิญญาณในช่วงหลังมานี้
.
1.ความสัมพันธ์อาจแบ่งออกเป็น 3 แบบ คือความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับโลกธรรมชาติ ตัวเรากับสังคมมนุษย์ และตัวเรากับตัวเราเอง
.
2.มนุษย์เป็นสัตว์ที่รักเสรี เราเกิดมาพร้อมกับมัน แต่การเติบโต การเลี้ยงดู สังคมหล่อหลอมให้เราหลงลืมมันไปในบางครั้ง ความขัดแย้งระว่างจิตที่เสรีของเด็กน้อยคนเดิมคนนั้น กับกรงขังหน่วงเหนี่ยวที่ถูกสร้างขึ้นจากสังคม หรือเงื่อนไขทางโลก หรืออุดมคติของตัวเราเอง คือ 3 แง่มุมดังข้อแรก คือต้นเหตุทั้งปวงของความทุกข์
.
3.เช่นกิเลส หรือความอยากได้อยากมีอยากเป็น ที่เราคิดว่าเกิดขึ้นอย่างเสรีจากใจเราเอง ทว่าส่วนมากนั้นเกิดขึ้นเพราะอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ ความหลง ความโกรธ หรือไม่ก็ความกลัว เราสะสมทรัพย์ แสวงหาความสำเร็จในหน้าที่การงานเพราะลึกๆ เรารักงานที่เราทำ หรือเราแต่หวาดกลัวความไม่แน่นอนของชีวิต ถ้าเราไม่มีเงิน เราจะกินอะไร ในโลกทุนนิยมที่เราไม่ได้แลกอาหารกับเพื่อนบ้าน กับชุมชนด้วยรัก ด้วยเมตตา ด้วยความเชื่อใจอีกต่อไป
.
4.พัฒนาการทางด้านการเมือง สังคม ผ่านเส้นทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ทำให้นิยามของเสรีภาพเปลี่ยนแปลงไป ในยุคสมัยหนึ่งเสรีภาพอาจหมายถึงการเอาชนะโลกธรรมชาติ ทั้งความหิวโหย โรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งบรรลุด้วยการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและการปฎิวัติอุตสาหกรรม ...ยุคอื่นต่างออกไปแต่ไม่ขอลงรายละเอียด
.
5.โจทย์ของมนุษย์ในแต่ละยุคในการเข้าถึงความหมายและความสุขของชีวิตจึงไม่เหมือนกันเลย ในอนาคตอันใกล้ที่มีการทำนายว่าจะเกิด AI revolution เราไม่ต้องทำงาน เราเข้าสู่สภาวะที่มนุษย์ในอดีตได้แต่ฝันถึง แต่นั่นก็นำมาสู่กรงขังเสรีภาพตัวใหม่...เราเกิดมาทำไม อะไรคือความหมายของชีวิต นั่นคือความหมายของเสรีภาพที่เปลี่ยนแปลงไป นี่ยังไม่นับว่าหากอนาคตความตายสามารถถูกยืดออกไปจนกระทั้งกลายเป็นบางสิ่งบางอย่างที่แก้ไขด้วยวิธีทางเทคนิค ผ่านกรรมวิธีวิศวกรรมชีวการแพทย์ เช่น การเปลี่ยนอวัยวะ การดัดแปลงกลไกความแก่ระดับเซลล์ ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดอย่างที่หลักศาสนาและปรัชญาทั้งปวงใช้เป็นรากฐานในที่ว่าชีวิตมีความหมายเพราะเวลาชีวิตจำกัด...การเลือกที่จะตายออกจากชีวิตอาจกลายเป็นหนึ่งในเสรีภาพที่เราพึงจะมีในวันนั้น
.
6.ในปัจจุบันที่เรายังอยู่ในสังคมที่มีคุณค่าหลักใหญ่ใจความคือเสรีประชาธิปไตยและระบบทุนนิยม กงล้อของเศรษฐกิจยังคงหมุนไป ความอยู่ดีกินดีพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ น้อยคนนักจะตายจากการอดอาหาร และมีคนตายมากขึ้นจากเบาหวาน ความดัน หัวใจ ที่มาจากการบริโภคที่มากเกิน ปัจจัย 4 ได้รับการตอบสนอง...
.
7.ในลำดับชั้นความต้องการของมนุษย์ Maslow's hierarchy of needs ที่ผมเห็นว่ายังเป็นโมเดลที่ใช้การได้ดี ความต้องการชั้นล่างสุดของไดอาแกรม เราสามารถตัดออกไปได้ก่อนเลยเพราะนับวันสังคมมนุษย์ยิ่งหนีห่างไปจากความพร่องในปัจจัยพื้นฐานอย่าง อาหาร ที่อยู่อาศัย(อย่างน้อยก็ในคนชั้นกลางและค่าเฉลี่ยระดับโลกที่บ่งชี้)

ประเทศโลกที่สามเริ่มวิ่งตามประเทศผู้นำเศรษฐกิจของโลก หลังสงครามโลกครั้งที่สองหลายประเทศทางเอเชียทำได้ดี เช่นในกรณี สิงค์โปร เกาหลี ญี่ปุ่น หรือล่าสุดไม่เกิน 30 ปีประเทศที่เพิ่งหลุดออกจากสหภาพโซเวียตอย่างเอสโตเนีย (อยู่ยุโรปตะวันออก) ก็พัฒนาจากประเทศยากจนที่โดนกดขี่มาโดยตลอด สองสามร้อยปีจนปัจจุบันมี GDP โตกว่าไทย สามเท่า มี startup ระดับ unicorn ถึง 6 ตัว
.
8.แต่เราพูดได้ไหมว่าพวกเรามีความสุขกันมากขึ้น มนุษย์มีความสุขกันมากขึ้นไหม พวกเรามีเสรีภาพมากขึ้นหรือยัง ทำไมอังกฤษต้องตั้งกระทรวงแห่งความเหงา ทำไมบางสะพานใหญ่ๆ ในชานเมืองญี่ปุ่นต้องล้อมรั้วลวดหนามสูงป้องกันคนมากระโดดน้ำฆ่าตัวตาย

หรือแม้กระทั่งตัวคุณเอง
คุณคิดว่าตัวเองมีความสุขมากขึ้นไหม
อายุคนเป็นซึมเศร้าหรืออาการทางจิตก็ลดต่ำลงมาเรื่อยๆ นี่มันเรื่องของสถิติ แต่การพูดคุยกับคนต่างวัยเมื่อไม่นานมานี้ก็ทำให้ผมเองเชื่อในสิ่งเหล่านี้เหมือนกัน
.
9.หากว่าความทุกข์ 90%. มาจากมนุษย์ผู้อื่น
หากสมมุติฐานนี้ถูกต้อง

9.1 ความหมายคือโลกธรรมชาติไม่ได้ก่อความทุกข์ให้เรามากเพราะเราใช้เทคโนโลยีต่างๆเอาชนะมัน แต่ก็แต่ชัดแล้วว่าอีกไม่นานวิธีการที่ทุนนิยมทารุณต่อโลกอาจถูกเอาคืนอย่างที่เรียกว่าธรรมชาติลงโทษ โลกร้อนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และไม่อาจแก้ได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง

9.2 ความหมายที่สองคือ ความสัมพันธ์กับตัวเราเองที่อาจแย่ลงมากเพราะคนในปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่เป็นผลจากเทคโนโลยีดิจิตอลที่ทำให้เรามีเวลาได้ไตร่ตรองกับตัวเอง ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองในเชิงจิตวิญญาณน้อยลง สังคมเมืองเต็มไปด้วย noise ไม่หยุดหย่อนตั้งแต่เราตื่นลืมจนเข้านอน โซเชียลมีเดีย การติดสมาร์ทโฟน ความเห็นส่วนตัวคือเราส่งจิตออกไปข้างนอกล่องลอยอยู่ในความฝันในสื่อ entertainment เพื่อกลบความว่างเปล่าโหวงเหวงในจิตใจ

หากว่าเหงา เบื่อ เศร้า Netflix ในวันนี้มหรสพแห่งใหม่ของยุคสมัยที่คุณสามารถไปฝากจิตเอาไว้เพื่อหนีออกจากโลกความจริงที่คุณหาความหมายของมันยังไม่ได้
.
10.กลับมาที่ประเด็นของความทุกข์...เมื่อความสัมพันธ์ของเราที่ขัดแย้งกับธรรมชาติได้รับการแก้ไข เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับตัวเองได้รับการฉีดยาชาและยากล่อมฝันจากสื่อบันเทิง
.
ผมขอเสนอว่าความทุกข์ลำดับสุดท้ายที่กินพื้นที่มากถึง 90% มาจากตัวเราเองกับผู้อื่น
.
คุณเคยฟังเสียงหัวใจตัวเองตอนเดินออกไปนอกบ้านไหม ตอนที่มันพาร่างของคุณไปขึ้นรถ ตอนที่มันพาคุณออกไปเดินตามท้องถนนหรือห้างหรู ตอนที่มันดูรายการอายุน้อยร้อยล้าน ตอนที่มันนำเสนอภาพของดาราหนุ่มสาวที่มีชีวิตสวยงามเลอเลิศ ตอนที่โฆษณาจัดแสดงหุ่นผอมเพรียวของเพศแม่และลำกล้ามเป็นมัดๆ ของชายชาตรี คุณเคยฟังจิตของคุณตอนนิ้วไถเลื่อน facebook feed ซึ่งชีวิตตัดตอนที่ถูกตัดต่อของเพื่อนๆ ได้รับการจัดแสดง

คุณได้ยินเสียงกระซิบอะไรไหม คุณเคยแม้แต่จะเงี่ยฟังเสียงอันน่าเกลียดแห่งการแก่งแย่งแข่งขันชิงดีชิงเด่น การเปรียบเทียบทีี่่คุุณมีต่อเพื่อนร่วมโลกหรือไม่ มัันเป็นเสียงกระซิบทีี่คุณอยากใช้เห่กล่อมลูกน้อยสูู่นิทราในอ้อมอกของคุณหรืืืืืืือเปล่า

เมื่อเดินเข้าร้านหนังสือ คุณเจอหนังสือรวยเร็ว หนังสือหุ้น หนังสือเกษียณเร็ว พอดูหมวดธุรกิจคุณเจอแนวคิดการทำงานที่ส่งตรงมาจาก silicon valley จากคนที่รวยอันดับต้นๆของโลก startup กลายเป็นคำชิคๆ เท่ๆ ที่คุณไม่รู้ว่าจะทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้อย่างไรด้วยความสนใจ เส้นสายและความสามารถที่คุณมี มีอะไรเกิดขึ้นในโลกมากมาย สิ่งดีๆทั้งนั้น มันผิดแค่ว่าทั้งหมดนั้นทำให้คุณเชื่อไปว่า

นั่นคือความดีงามรูปแบบเดียวที่ชีวิตสามารถมีได้ ตามแนวทางของเรื่องเล่าแห่งความสำเร็จที่ถูกขับกล่อมมนุษย์ชาติมาหลายชั่วอายุคน ในตอนแรกคุณไม่รู้หรอกว่านี่ไม่ใช่ของใหม่ แต่เรื่องราวของหีบสมบัติบนเกาะร้างห่างไกล หรือมหาสมุทรทองคำในพีรามิดกลางทะเลทรายก็เป็นเรื่องเล่าขานในนิทานเก่าแก่

 แล้ววันหนึ่งคุณก็พบว่าหนังสือเล่นหุ้นกว่า 90% บนชั้นที่คุณเห็นมีไว้ขายแมงเม่าที่บินเข้ากองไฟ เป็นแมงเม่าน่าสงสารที่เต็มไปด้วยความโลภ ความหลง...

ทางพุทธ ความโลภมีรากจากความกลัว กลัวตาย กลัวอด จึงต้องกอบโกยสะสม ผู้ใหญ่ที่กินตะกรุมตระกรามย่อมมีวัยเด็กที่ขาดไร้อดอยากอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนความหลงนั้นเล่า หลงไปในสถานะ หลงไปในสถาบันที่เรียนจบ หลงไปในสติปัญญาของตัวเอง หลงไปผ่านความสนใจที่ผู้คนมีให้ผ่านยอดไลค์ และความสำเร็จสมมุติลวงๆ ในประวัติศาสตร์ชีวิตของตน
.
.
.
0. ณ ที่แห่งนั้นความทุกข์จึงเกิดขึ้น เมื่อนั้นเราจึงตอบไม่ได้ว่ามนุษย์ชาติมีความสุขขึ้นไหม เมื่อนั้นเราจึงไม่เคยรู้สึกเติมเต็มจากข้างใน แล้วเราก็โบยบินออกไปนั่งคาเฟ่หรูๆ ดูหนังเข้าใหม่อีกซักเรื่อง ซื้อบัตรคอนเสริตอีกซักใบ เดินผ่านคนไร้บ้านโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร 

ก่อนนอนเช็คราคาหุ้นซักนิด พร้อมนึกกังวลว่าปิดล๊อคบ้านครบแล้วหรือยัง มีความกลัวบางอย่างแผ่เข้ามารัดคลุมจิตใจ หยิบยานอนหลับมากินหนึ่งเม็ดเหมือนเช่นทุกวัน ก่อนหยิบหนังสือ คู่มือมนุษย์ ของท่านพุทธทาสที่พับไว้ที่บทสุดท้าย แล้วผลอยหลับไปบนเตียงนุ่มอุ่นสบายในบ้างหลังโต...บ้านที่คุณพบได้ทั่วไปในสังคมชนชั้นกลางทั่วโลก...บ้านที่มักจะมีเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายตอนอายุ 40 กว่าๆ
.
.
.
.
.
ปล.เป็นการเขียนแนว stream of conciousness คือ ห้ามเตรียมเนื้อหา ห้ามค้นคว้า คิดอะไรได้ก็เขียน ห้ามหยุด ห้ามอีดิต เป็นเทคนิคสำรวจตรวจสอบความเกี่ยวโยงทางความคิดอย่างหนึ่ง

SHARE
Writer
Nui_Napat
so many role to play
ใกล้เรียนจบแล้ว กำลังแสวงหาโอกาสและคุณค่าของสิ่งที่ทำอยู่และกำลังจะทำต่อไป (ปัจจุบันเรียนจบ รับปริญญามา 2 ปี 8 เดือนแล้ว)

Comments

Rutcha
1 month ago
เป็นบทความที่รอยเรียงทุกวลี ทุกประโยคอย่างสวยงาม อ่านและรู้สึก ระทึก เหมือนเสียงสะท้อนในใจดังขึ้น ดังขึ้น ...
เหมือนอ่านเรื่องของตัวเองที่ถูกเขียนโดยผู้อื่น ทุกอักษรมันทิ่มแทงในใจ ...จนต้องอุทานเบาๆ ชีวิตหนอชีวิต แล้วอ่านใหม่ซ้ำอีกรอบ อีกรอบ และอีกรอบ

ความคิดแว๊บเข้ามา บอกว่า คนเขียนต้องเจ๋งแน่ ใครได้รู้จักนับว่า โชคดี!
Reply
Nui_Napat
1 month ago
ดีใจที่ชอบนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะ เราก็คนธรรมดาเนี่ยล่ะครับ ไม่ได้เข้าใจโลกเข้าใจชีวิตเท่าไหร่เลย แต่ก็ค่อยๆพยายามเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เรียนรู้โดยไม่ได้คาดหวังอะไรนอกจากความสุขที่ได้เรียนครับ :)