Safe Zone
1
เพื่อนๆ เคยได้ยินคำว่า Safe Zone กันหรือเปล่าครับ
ผมเพิ่งได้ยินในช่วง 2-3 ปีมานี้จากปากของคนรุ่นใหม่

สำหรับคนรุ่นผมจะคุ้นกับคำว่า Comfort Zone มากกว่า ที่เรียกว่า "พื้นที่ปลอดภัย" หรือ "พื้นที่สบายใจ" ที่แต่ละคนมีกัน

ลองค้นหาดูแล้ว คิดว่าสองคำนี้น่าจะความหมายเดียวกัน เพราะมันพูดถึงพื้นที่สบายใจที่เราสร้างขึ้นมา เป็นเกราะป้องกันตัวเองจากโลกภายนอกที่แสนวุ่นวาย

บางคนเป็นคนรัก ครอบครัว งาน เพื่อน งานอดิเรก เป็นผู้คน สถานที่ สิ่งของ หรือช่วงเวลาที่การันตีกับเราได้ 100% ว่า เมื่อเรากลับไปหามัน มันจะฟื้นฟูและเยียวยาให้เรามีพลังกลับไปสู้กับโลกภายนอกที่แสนวุ่นวายได้

จะเห็นว่า Safe Zone นั้นมีประโยชน์มาก เพราะเป็นพื้นที่ที่เรารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และเราควบคุมมันได้ร้อยเปอร์เซนต์ หากมีเรื่องไม่คาดคิด ก็ยังพอเดาได้ว่าจะจบยังไง ทำให้เราไม่เหนื่อยและต้องใช้พลังสมองเหมือนกับโลกข้างนอกนั้น

แม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่ทุกข้อดีก็มีข้อเสียในตัวเอง เพราะหากเราเอาแต่อยู่ใน Safe Zone มากไป เราก็จะเคยชิน เบื่อ และไม่เติบโตก้าวหน้า

2
ผมคิดว่าสาเหตุที่คนรุ่นใหม่หมดไฟเร็ว (นอกจากความเหนื่อยล้าที่รับข่าวสารมากไป) คือการติดอยู่ใน Safe Zone นี่เอง เพราะอะไรที่มันซ้ำๆ เคยชิน สมอง และร่างกายจะปรับตัวจนคุ้นเคย และไม่หลั่งสารความตื่นเต้นอย่างอะดรีนาลีนออกมา เพราะสมองชอบสิ่งใหม่ๆ

ที่สำคัญ คือ เราจะเติบโต &ก้าวหน้าได้โดยการออกจาก Safe Zone เท่านั้น เพราะนอก Safe Zone นั้นเรียกว่า Growth Zone ซึ่งเป็นที่ที่ทำให้เราเติบโตและจะพัฒนาได้อย่างแท้จริง

เพราะผู้คนใหม่ สถานที่ใหม่ สถานการณ์ใหม่ กิจกรรมใหม่ ล้วนกระตุ้นและเรียกร้องให้เราใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ และดึงศักยภาพที่ซ่อนไว้ออกมา แต่เเม้ Growth Zone จะมีประโยชน์และคุณค่ามากมายขนาดนี้ ที่ช่วยให้เราสร้างสรรค์และอัพเกรดตัวเองได้ แต่เอาเข้าจริงคนส่วนใหญ่จะหวาดกลัวมัน และยินดีจะอยู่ใน Safe Zone มากกว่า

เพราะ Growth Zone ที่อยู่ในโลกภายนอกนั้น เราไม่สามารถควบคุมอะไรมันได้เลย ซึ่งทำให้เราเหนื่อย เครียด และทุกข์แทน แทนที่จะเกิดการเติบโตและพัฒนา ก็กลายเป็นถูกทำลายย่อยยับไป เป็นสาเหตุที่ทำให้เรายินดีอยู่ใน Safe Zone มากกกว่า แม้มันจะไม่ดีเท่าที่เราหวังก็ตาม

งาน คนรัก หัวหน้า ที่อยู่ แม้เราจะอยากเปลี่ยนมากแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อชั่งตวงดูแล้ว สิ่งใหม่ คนใหม่ หรือสิ่งที่เราไม่รู้จักอาจจะแย่กว่านั้นก็ได้ เราจึงรักษา Safe Zone ของเราไว้อย่างเหนี่ยวแน่น คำถามก็คือ หากเป็นเช่นนี้เราจะทำยังไง

3
ว่างๆ ผมจะเดินไปหลังตึกออฟฟิศ ที่นั่นจะมีเพื่อนร่วมออฟฟิศยืนสูบบุหรี่อยู่ แม้ผมไม่ได้สูบ แต่มักจะไปคุยกับพวกเขาบ่อยๆ เพื่อนคนนึงปรึกษาผมว่า เขาติดอยู่ใน Comfort Zone คือ ทำงานที่นี่มา 14 ปีตั้งแต่เรียนจบ ทำมานานจนไมกล้าออกไปไหน เงินเดือนอาจไม่เยอะมากแต่เขาพอใจ ได้ทำงานที่ชอบ งานลงตัว แม้จะเหนื่อยประมาณนึง

ฟังดูเหมือนจะดี แต่เขาบอกว่า การทำสิ่งเดิมซำ้ๆ อยู่ใน Comfort Zone เริ่มทำให้เขาหมดไฟ ไม่อยากมาทำงานตอนเช้า สรุปคือเบื่อ เขาพยายามหางานอดิเรกมาทำโดยฟังเพลง ไปเที่ยวต่างจังหวัดและต่างประเทศกับคนรัก ทำสีของเล่น ชงกาแฟดริป ฯลฯ แต่สิ่งเหล่านี้ก็บรรเทาแค่ช่วงแรกๆ ก่อนความเบื่อจะกลับมาหาเขาอีกครั้ง เพราะยังไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ

เขาถามว่าจะทำยังไงดี

ผมก็บอกว่าคงต้องออกจาก Comfort Zone ไปหาอะไรใหม่ๆ ทำ เหมือนที่โค้ชช่ิงหรือคนส่วนใหญ่แนะนำนั่นแหละ เขารีบบอกทันที่ว่าไม่กล้า เขาเป็นคนติด Comfort Zone เอามากๆ

ผมบอกว่าเขาเข้าใจผิด ที่ผมบอกให้ออกจาก Comfort Zone เนี่ย ไม่จำเป็นต้อง 100% ก็ได้ เอาแค่ 20-50% ก็พอ เขาทำหน้าสงสัย ผมอธิบายต่อว่า สำหรับคนที่ไม่กล้ามากๆเนี่ยจะมี Comfort Zone อยู่ 100% เต็ม เช่น

เรื่องที่บ้าน(เรื่องส่วนตัว คนรัก สุขภาพ จิตใจ ที่อยู่ เป้าหมายในชีวิต ครอบครัว) ประมาณ 50%

แลวก็ เรื่องที่ทำงาน(เรื่องคนอื่น เพื่อนร่วมงาน อาชีพ เงิน) อีก50% คือ ถ้าทั้งเรื่องที่บ้านและที่ทำงานเป็น Comfort Zone ทั้งหมด 100% เราจะเบื่อก็ไม่แปลก

ดังนั้นให้เรายึด Comfort Zone ไว้สัก 50% และลองเปลี่ยน 50% ดู (จริงๆ จะเปลี่ยน 20% ก่อนก็ได้) หาก 20-50% ใหม่พัง เราก็มี 50-80% เดิมรักษาเราไว้ เราก็ไม่เจ็บตัวมาก แต่หาก 20-50% ใหม่ดี เราก็จะเติบโตก้าวหน้า เราไม่จำเป็นต้องเสี่ยงทั้ง 100% ก็ได้

4
หากความรักดีแล้ว ก็เปลี่ยนเรื่องงาน
หากงานดีแล้ว ก็เปลี่ยนแปลงความรัก
หากงานประจำดีแล้ว ก็ลงมือทำตามความฝัน
หากเรื่องเพื่อนดีแล้ว ก็ปรับปรุงความสัมพันธ์ที่บ้าน
หากเรื่องคนอื่นดีแล้ว ก็หันมาใส่ใจดูแลตัวเองบ้าง
หากชีวิตส่วนตัวดีแล้ว ก็ไปทำงานเพื่อสังคมบ้าง(งาน css)
ฯลฯ

พอคิดว่าเราจะออกจาก Safe Zone แค่ 20% จากที่เราเคยหวาดกลัวก็จะกลายเป็นเรื่องสนุกทันที เพราะชีวิตนี้ถ้าไม่กล้าเสี่ยง ก็จะไม่มีวันได้รับกลับมาครับ


ปล.ขอให้ทุกคนก้าวออกจาก Safe Zone และเติบโตก้าวหน้าตามที่วางแผนไว้ครับ

ปล.2 สำหรับใครที่มาอ่านบทความแล้วไม่รู้จะคอมเมนต์หรือเขียนอะไร สามารถลองคอมเมนต์ได้นะครับ การทำสิ่งที่ไม่เคยทำอย่างคอมเมนต์หรือแสดงออกทางความคิด ก็ถือว่าเป็น Growth Zone อย่างหนึ่ง อยากจะบอกว่า การทำสิ่งที่ไม่เคยทำในเรื่องเล็กๆ แบบนี้แหละ จะเป็นพลังที่เราสั่งสมไว้ไปทำเรื่องอื่นๆในชีวิตได้ครับ
SHARE
Writer
Low_Profile
Editor
พอกลอน ซาเสียง / สถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ / กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ springbooks และ สำนักพิมพ์ shortcut (2555-ปัจจุบัน) / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) / บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / เรื่องนี้พี่บอกเธอคนเดียว / ไม่เอาน่ะ อย่าคิดมาก / สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / โตขึ้นจึงรู้ว่า / นักสะสมความรู้สึก / ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ / โลกนี้สอนให้รู้ว่า... ฯลฯ

Comments

_Manudwhale_
5 months ago
ขอบคุณบทความนี้มากเลยค่ะ เราเป็นคนนึงที่ไม่อยากออกจาก comfort zone แต่ลืมคิดไปเลยว่าเราไม่ต้องออกมา 100 %ก็ได้
เราจะเริ่มดูแลตัวเองมากขึ้น ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย😊
Reply
Low_Profile
4 months ago
แค่สามอันนี้ ก็มีประโยชน์มากเลยครับ
GruftKeep
5 months ago
เราก็ใช้วิธี ปรับนั้นนิด ปรับนี่หน่อย ค่อยๆ ก้าวเข้าไปทีละนิด ก็รู้สึกโอเค สนุกดีเหมือนกัน แต่แรกๆ ก็แย่อยู่เหมือนกันเพราะเหมือนกระโดดเข้าไปเลย พอกลับออกมารู้สึกไม่ไหวเลย
Reply
Low_Profile
4 months ago
ค่อยๆ ไปทีละนิดดีกว่าครับ ไม่เจ็บตัวด้วย
ptpitcha
5 months ago
ตอนนี้เรากำลังตามหาเซฟโซนเป็นของตัวเองอยู่ค่ะ ถามใครเค้าก็มีกันหมด เเต่ส่วนตัวเรานึกไม่ออกซะงั้น..
Reply
Low_Profile
4 months ago
อาจจะลองหางานอดิเรกอะไรสักอย่างก็ได้ครับ ไว้ฟื้นฟูพลังงานจากโลกภายนอก
sxm
4 months ago
ขอบคุณมากครับ บทความเชิญชวนให้คอมเม้นต์จริงๆ 5555
Reply
Low_Profile
4 months ago
ขอบคุณที่แวะมาอ่านและคอมเมนต์ครับ ฮ่าๆ
Aquarelle
3 months ago
ชีวิตเราอยู่กับComfort zone จนทนไม่ไหว จากไทยย้ายมาAmerica จนจะตัดสินใจขายทุกอย่างที่Americaในปีนี้ แล้วย้ายไปอยู่ยุโรปดู ทุกการเปลี่ยนแปลงมีความกลัวความเจ็บปวดซ่อนอยู่ตลอดค่ะ แต่ถ้ากล้าที่จะทําเราจะโตขึ้น เหมือนงูที่ได้ลอกคราบเอาเปลือกเก่าๆออกๆ บทความนี้ดีมากค่ะ
Reply