สิ่งที่คิดได้ระหว่างพัก
 1

เพื่อนสมัยประถมทัก messenger มาถามหลังจากเห็นเราโพสต์แนะนำการ์ตูนญี่ปุ่นที่เพิ่งซื้อมาลงในเฟซบุ๊ค เพื่อนมีเรื่องที่อยากได้ และถามว่าเรามีเรื่องนั้นไหม อยากขายต่อนางรึเปล่า

เราตอบว่าเราไม่มี แต่เราส่งลิงค์การ์ตูนเรื่องนั้นจากร้านออนไลน์ให้นางไป พร้อมๆ กับลิงค์การ์ตูนชุดจาก Shopee ของบงกช
 
เราบอกเพื่อนว่า “ได้นั่งอ่านการ์ตูนสบายๆ นี่มันดีจังเลยนะ นี่เป็นครั้งแรกสำหรับเราในปีนี้เลย”
เพื่อนตอบว่า “ไม่ได้อ่านการ์ตูนมาเป็นสิบปีแล้วแก” (ตั้งแต่แต่งงานมีลูก)


วันหยุดยาววันพระใหญ่ ถึงเราจะไม่ได้หยุดเหมือนคนอื่นเค้า แต่บรรยากาศรอบตัวมันแตกต่างจากวันปกติธรรมดามากอย่างสัมผัสได้ รู้สึกความหนาแน่นในอากาศ ความตึงเครียดในอากาศหายไป และเรารู้สึกเบาสบายกับบรรยากาศแบบนี้จัง ทั้งที่อากาศร้อนและฝนไม่ตก

ร้านค้าเพิงขายอาหารแถวบ้านมีเหล้าตองขาย ก็ต้องปิดร้านกันไปเนื่องในวันพระใหญ่ตามระเบียบ อาจเพราะหวยออกไวกว่าปกติไป 1 วัน และงวดนี้ดูจะไม่มีคนถูกหวย ละแวกบ้านถึงได้เงียบกริบตั้งแต่เย็นวันจันทร์ ร้านค้ารถเข็นขายอาหารเก็บร้านกันตั้งแต่หัวค่ำ ส่วนวันอังคารกับวันพุธ แม่ค้าก็ยังไปทำบุญไม่กลับมา

เราไม่มีข้าวกินจนต้องซ้อนมอเตอร์ไซค์พี่ไปหาซื้อของกินที่ตลาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งที่อยู่ถัดออกไป เราตั้งใจจะแวะไปซื้อการ์ตูนหลังตลาดด้วย

พอมอเตอร์ไซค์จอดหน้าร้าน เจ้าของร้านสองพี่น้องเห็นเรากับพี่ก็หัวเราะ
“ยังขี่รถมาส่งเหมือนเดิมเลยนะ” พี่สาวเจ้าของร้านทัก แล้วทุกคนก็หัวเราะ

ร้านค้าในเมืองนี้เปิดมาแล้วก็ปิดไป ส่วนร้านการ์ตูนแห่งเดิมของพี่เค้ามีจุดจบเหมือนกันหมดทุกครั้ง คือเจ้าของห้องเช่าอยากได้ที่คืนเพื่อทุบทิ้ง นี่เป็นร้านใหม่ทำเลที่ 4 แล้วในรอบ 25 ปี เราอุดหนุนร้านนี้มาตั้งแต่เริ่มอ่านออกเขียนได้ ร้านการ์ตูนในจังหวัดปิดไปแทบจะหมดแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังเปิดให้บริการอยู่

เจ้าของอยากได้พื้นที่คืนก็เอาคืนไป ต้องย้ายร้านก็แค่ย้าย แล้วพี่เค้าก็เปิดร้านต่อมา

เวลาไปร้านค้าต่างๆ เราไม่ได้รู้จักคนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ เพราะคนมาทำงานก็คือลูกจ้างที่เข้ามาทำงานแล้วก็ผลัดเปลี่ยนกันลาออกไป ไม่ก็คุณเจ้าของร้านที่เปิดร้านได้ไม่กี่ปีก็ปิดตัวลง

พอได้รับคำทักทายจากคุณพี่ร้านหนังสือที่คุ้นเคยกันดี ก็รู้สึกดีจังเลยล่ะ :-) 

เราอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมาตั้งแต่เล่มละ 10 บาท จนตอนนี้เจอ DEX เล่มละ 120 บาท ถึงกันผงะ!!!
เราก็ถามพี่เค้าตามตรงว่า “มีคนซื้อไหมคะ?” คุณภาพงานพิมพ์เค้าดีจริง แต่ราคาก็น่าตกใจมากนะ
พี่เจ้าของร้านบอกว่า “เด็กๆ ชอบ DEX ซื้อทีละหลายเล่มด้วย”

เข้าใจความรู้สึกของคุณยายที่บอกว่าข้าวของสมัยนี้แพงขึ้นมาเลยล่ะ
“เมื่อก่อนยายกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 สตางค์เอง”.... มันคือความรู้สึกแบบนี้เลยสินะ T^T



2

พออนุญาตให้ตัวเองผ่อนคลายลงบ้าง ก็จัดเต็ม
เดินห้าง(ครั้งแรกในรอบ 2 เดือน) อ่านนิยาย ไปช็อปปิ้ง เข้าร้านหนังสือ ซื้อการ์ตูนมาอ่าน จนวันนี้ตื่นขึ้นมาคือปวดเท้าไปหมดเพราะเมื่อวานเดินเยอะเกินไป 555

ไม่ได้แปลว่าเราไม่ทำงาน เราก็ยังคงทำงานและมีงานส่งตามปกติ เรายังคงใช้ชีวิตไปตามจังหวะเดิม แต่แค่เปลี่ยนประเภทหนังสือที่อ่านในสัปดาห์นี้มาเป็นนิยายสนุกๆ กับการ์ตูนที่ไปซื้อมาเท่านั้น... นิยายสนุกมาก และการ์ตูนตลกได้อีก ...รู้สึกชีวิตผ่อนคลายขึ้นเยอะเลย

(เราอ่าน “คดีฆาตกรรมบนเนินฮิบาริงาโอกะ” ของมินะโตะ คานาเอะ, “ภาพสุดท้ายที่คนตายได้เห็น” ของฮิงาชิโนะ เคโงะ, พ่อบ้านสุดเก๋า เล่ม 1-2 (มีลิขสิทธิ์แปลไทยถูกต้องขายแล้วล่ะ), และนักเขียนหน้าตาย นายโนซากิ เล่ม 10)


พอหาเวลา พอให้เวลา แล้วก็ทำตรงนั้น อยู่ตรงนั้น เต็มที่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเพียงกิจกรรมเดียว เราสบายใจไปกับมันจริงๆ

เรายังคงเปิดเสียงฟังไปด้วยตอนวิ่ง แต่เปลี่ยนจากการฟังพ็อดคาสท์มาเป็นฟังเสียงนกกับเสียงน้ำไหล บางวันก็ฟังเพลงบ้างถ้ารู้สึกอยากฟัง

ได้พูดคุยและใช้เวลาสบายๆ ไปนั่งเป็นเพื่อนพี่สะใภ้ที่ร้านมือถือ เพราะซื้อเครื่องใหม่ต้องรอถ่ายโอนไฟล์ และภาพกับวิดิโอในเครื่องเก่าทั้งหมดเธอไม่เคยลบเลย มันก็จะใช้เวลานานสักหน่อย เรานั่งอยู่ตรงนั้นเกือบสองชั่วโมงได้ ก็คุยสัพเพเหระกับเธอไปเรื่อยๆ

เรานั่งตรงนั้นนานจนคุยกับพนักงานขายไปหลายคน

มีสาวน้อยพนักงานขายคนหนึ่งชอบ BlackPink และพี่สะใภ้เราซื้อมือถือรุ่น BlackPink เธออยากรู้ว่าพี่เราได้ลายเซ็นของใคร (มือถือรุ่นนี้ให้สมาชิกวง BlackPink เซ็นลงไปที่เคสของเครื่อง เซ็นด้วยมือจริงๆ ไม่ใช่การพิมพ์ลายเซ็นลงไป)

ถึงพี่สะใภ้เราไม่ใช่ลูกค้าของเธอ แต่เธออยากรู้จนต้องแวะเข้ามาถาม 
ตกลงว่าพี่เราได้ลายเซ็นจีซู 

พี่เราก็ถามเราว่า “จีซูคือคนไหน?” (ใช่ เธอซื้อมือถือรุ่น BlackPink โดยไม่รู้จักสมาชิกในวง)
เราตอบว่า “คนที่หน้าเกาหลีที่สุดในวงน่ะ”
พี่เราก็ร้อง “อ่อ”

พอเดินออกจากร้าน เราเดินผ่านภาพโฆษณาที่เป็นรูป BlackPink ในห้าง เราก็เลยทดสอบพี่สะใภ้ว่า “จีซูคือคนไหน?” และพี่ชี้ตอบถูกคนด้วย พี่บอกว่า “จีซูสวยจัง”


3

ก่อนจะคุยกับสาวน้อยพนักงานขายที่เป็น Blink คนนี้ พนักงานที่ดูแลพี่สะใภ้เราเป็นผู้ชาย ระหว่างรอเขาลงแอพและถ่ายโอนไฟล์ให้ เราเกิดสงสัยขึ้นมาว่าพนักงานที่ทำงานในห้างสรรพสินค้าแบบนี้กินข้าวยังไง เพราะพวกเขาต้องทำงานในนี้และกินข้าวกลางวันและเย็นสองมื้อในห้าง และราคาอาหารในห้างก็จัดว่าหนักสำหรับพนักงานอยู่นะหากต้องกิน 6 วันต่อสัปดาห์

พนักงานผู้ชายตอบว่า “ก็ไปกินฟู้ดคอร์ท บางทีก็กินร้านในห้าง หรือจะลงไปกินที่ห้องอาหารพนักงานที่ชั้นล่างก็ได้ จะมีร้านขายอาหารเฉพาะสำหรับพนักงานอยู่ 4-5 ร้าน ขายราคาไม่แพง หรืออย่างบางคนก็ห่อข้าวมากิน”


เรานึกถึงวันเวลาที่หมุนเงินเดือนชนเดือนแทบไม่ทัน วันที่ต้องคำนวณยอดเงินคงเหลือในเอทีเอ็มดีๆ ไม่งั้นจะกดเงินออกมาใช้ไม่ได้เพราะมันมียอดเงินคงเหลือแค่สองหลัก วันที่ต้องคิดหาวิธีทำให้ตัวเองมีอาหารสามมื้อกินไปให้ได้จนถึงสิ้นเดือน จะใช้วิธีกักตุนมาม่า ซื้อฟาร์มเฮาส์แถวโตๆ มากินดี หรือจะหุงข้าวกินแล้วไปซื้อแต่กับข้าวดี

...ทุกคนก็แค่พยายามมีชีวิตอยู่ เรารู้สึกอย่างนั้นตอนได้ฟังคำตอบ

เราเคยเห็น BA ที่เป็นน้องกระเทยคนสวยแต่ดูเศร้าเหลือเกินยืนซึมอยู่ที่ชั้นวางสินค้า วันนั้นเราตั้งใจจะไปซื้อแชมพู-ครีมนวดยี่ห้อที่ไม่เคยลองใช้มาก่อน และมีแต่ยี่ห้อนี้ที่มี BA ยืนอยู่ด้วย เนื่องจากอยากรู้ว่าแต่ละสูตรมันต่างกันยังไง คุณ BA คุยกับเราแค่ประโยคเดียว แล้วก็เหม่อลอยไปในความหม่นเศร้าของเธอ เราเลยยืนเลือกแชมพูเองต่อไป

ห้างสรรพสินค้ามันก็คือโลกจำลอง พอๆ กันกับสวนสนุก
ในขณะที่สวนสนุกคือความเริงร่า สนุกสนานสดใส สุขสำราญใจ
ห้างสรรพสินค้าคือความนำสมัย นำแฟชั่น ทุกอย่างใหม่ที่สุด เจริญที่สุด โฉบเฉี่ยวที่สุด

ก็คงมีคนที่ปรับตัวได้ และปรับตัวไม่ได้
อาจรู้สึก “อยู่ไปนานๆ ก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง” 
หรือ “อยู่ไปนานๆ ก็สร้างตัวตนแบบใหม่ของตัวเองขึ้นมาได้”

แท้จริงแล้วมันก็คงไม่ต่างกับการเป็นสมาชิกคนหนึ่งในองค์กรรูปแบบอื่น คนที่ปรับตัวได้คือคนที่ยอมรับทั้งสิ่งดีและไม่ดีของงานได้ จึงอยู่กับองค์กรได้ ไม่ว่าสภาพแวดล้อมเป็นแบบไหนก็ตาม ปรับทัศนคติให้มองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำอยู่ หรือเลือกที่จะปรับทัศนคติให้ด้านชากับทุกอย่างแล้วทนทำด้วยความจำยอม เราสามารถเลือกได้ว่าอยากเป็นแบบไหน



4

สมัยยังทำงานบริษัท เราชอบคุยกับคุณแม่บ้านมากๆ 

เราค้นพบว่าพวกเธอมีบุคลิกลักษณะที่น่าสนใจ แม่บ้านที่สามารถผ่านการคัดเลือกให้เข้ามาทำงานในบริษัทแม่บ้านมีความสามารถในการจัดการตัวเองสูงมาก มีความสุภาพ มีความรักอิสระสูง และพวกเธอช่างเป็นมือโปรในการเก็บกวาดเสียจริง

ถ้าฟังจากที่พวกเธอเล่า แท้จริงแล้ว คุณแม่บ้านทั้งหลายนี่ล่ะคือเศรษฐินีตัวจริง เพราะแต่ละคนมีที่ดินที่บ้านทำไร่ทำสวนใหญ่โตกันทั้งนั้น แต่พวกเธอไม่ชอบ (“ไม่อยากดำน่ะ” หรือไม่ก็ “ไม่ถูกกับพี่สะใภ้”) ก็เลยเลือกที่จะเข้ามาทำงานในเมือง ได้อยู่ในออฟฟิศสวยๆ เย็นๆ ดูหนุ่มสาวขยันขันแข็งแต่งตัวสวยตั้งใจทำงาน

รายได้จากการเป็นแม่บ้านบริษัทก็นับว่าดีด้วย แม้จะหักค่าที่พักและค่าเดินทางแล้วก็ตาม มีสวัสดิการและมีวันหยุดเหมือนที่พนักงานบริษัทจะหยุดกัน ตารางการทำความสะอาดในแต่ละวันแต่ละสัปดาห์และแต่ละเดือนมีกำหนดการชัดเจน ทำให้ทำงานได้ไม่เหนื่อยเกินไป สามารถจัดสรรงานที่น่าจะหนักมาทยอยทำก่อนล่วงหน้าได้ และยังสามารถใช้เวลาช่วงเย็นไปรับจ้างทำความสะอาดบ้านเพิ่มเองได้อีกต่างหาก ทำงานดีก็มีหัวหน้าแม่บ้านและผู้ตรวจการเห็น ซึ่งมีผลกับการประเมินปลายปี คนในบริษัทไปเที่ยวก็มักมีของฝากจากเมืองนอกมาฝากพวกเธออยู่เสมอ

มันไม่เกี่ยวเลยว่าจะทำอะไร แต่อยู่ที่ทัศนคติของเราเองมากกว่า

ความจริงแล้ว ไม่ว่างานอะไรก็ดีทั้งนั้น สาวเสิร์ฟ แคชเชียร์ ยาม ก่อสร้าง ขายของตลาดนัด ขับรถ ถ้าเราทำแล้วเรารู้ว่ามันมีคุณค่าอะไร มีความหมายแบบไหน เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากการทำงานมันช่วยทำให้ครอบครัวเรามีกิน ช่วยทำให้เราเข้าใกล้ความฝันของตัวเองไปอีกขั้นในระหว่างที่เรายังไม่พร้อม มันทำให้เรามีรายได้เลี้ยงตัวเองเพื่อจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ ขนาดนิกกี้ มินาจ ยังเป็นสาวเสิร์ฟในร้านอาหารซีฟู้ดก่อนที่เพลงของเธอจะได้รับการยอมรับเลย...

คุณค่าและความหมายของงาน ทั้งต่อตัวเองและต่อลูกค้าคืออะไร? เราได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานนี้ จากการได้อยู่ตรงนี้? พอคิดแบบนั้นแล้วเราจะยังรู้สึกขอบคุณที่วันนี้ตัวเองยังมีงานทำอยู่ ในขณะที่บริษัทห้างร้านเริ่มทยอยปิดตัวลง

แต่แน่นอน... มันก็มีงานที่ไม่เหมาะกับเราอยู่จริงๆ และหากเลือกที่จะไม่ต้องทำได้ ก็เลือกที่จะไม่ต้องทำเถอะ ชีวิตใคร คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบทำให้ชีวิตมีคุณค่าและความหมายขึ้นมาด้วยสองมือของตัวเอง


การงานคือส่วนสำคัญของชีวิต การใช้ชีวิตคือการใช้เวลา 
หากไม่สามารถค้นพบคุณค่าของสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันๆ เวลามีแต่จะถูกใช้ไปอย่างน่าเศร้า

การได้เห็นพนักงานขายมือถือตื่นเต้นที่ลูกค้าเปิดห่อมือถือใหม่ ทำให้เรารู้สึกว่า ดีจัง ที่นี่ก็มีคนสนุกสนานกับการทำงานอยู่ :-) 


5

เราไม่ใช่คนที่โหมทำงานหนัก และก็ไม่ได้มีวินัยในชีวิตมากมาย แค่ค่อยๆ ใช้ชีวิตของตัวเองไป และช่วงที่ผ่านมาก็คือแค่ยังไม่ชินกับงาน จึงยังปรับตัวไม่ได้เท่านั้นเอง ตอนนี้ก็รู้สึกงานเบาขึ้นกว่าเก่าไปเยอะแล้ว ถ้าเป็นแบบตอนนี้ ก็สามารถเริ่มอ่านหนังสือเล่มใหม่ หรือเริ่มคอร์สออนไลน์ที่ซื้อไว้นาน แต่ยังหาเวลาเรียนไม่ได้เสียทีได้ด้วย

พอมีเวลากลับมาย้อนคิดดู ก่อนนี้เราอาจ “พยายามมากเกินไป” ก็ได้

ฟังดูเหมือนอวดดี แต่เปล่าหรอกค่ะ มันคือการขี่ช้างจับตั๊กแตน พยายามมากเกินไปก็เป็นหนึ่งในนิสัยไม่ดีของคนเป็นเพอร์เฟคชันนิสท์นั่นแหล่ะ มันไม่ได้ทำให้เกิดผลงานมากขึ้นหรือดีขึ้นกว่าคนอื่น แต่ใส่พลัง ใส่ความเครียดลงไปในการทำงานของตัวเองมากเกินไป คาดหวังกับตัวเองมากเกินจำเป็น ยึดติดแต่กับ “ความไม่รู้” แทนที่จะมองและทุ่มเทพลังให้กับ “สิ่งที่เรารู้”

เมื่อการกระทำไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรัก แต่เป็นความกลัว ไม่มั่นคง ความโลภ ว่าคนจะมองเรายังไง? ว่าทำแบบไหนให้ออกมาดูน่าเชื่อถือมากที่สุด พอคิดแบบนี้ มันถึงทำให้สิ้นเปลืองพลังงานไปอย่างเปล่าประโยชน์เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง ใช้พลังไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทำให้ “พยายามมากเกินไป” แล้วก็เสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ แล้วก็เหนื่อย เกร็ง พักผ่อนไม่พอ คุณภาพการนอนหลับไม่ดี

ถ้าการกระทำตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรัก เราก็หาความสนุก ความเบิกบานในการงานได้ 
เริ่มจาก “สิ่งที่เรารู้” เริ่มทำจากสิ่งที่เรามีอยู่ เป็นอยู่ และเป็นตัวเราจริงๆ


เป็นส่วนผสมประหลาด ที่กังวลก็กังวล แต่ที่สบายใจและรู้สึกผ่อนคลายได้แบบนี้ ก็แปลว่าที่ผ่านมาได้ทุ่มเททำเต็มที่

พอรู้ตัวว่าเหนื่อยขนาดนั้นเพราะอะไร สิ้นเปลืองพลังงานโดยไม่จำเป็นไปกับเรื่องอะไร คิดมากกับอะไรที่ยังไม่เกิดขึ้นสักหน่อย ก็รู้สึกว่าตัวเองต๊องชะมัด

ก็ดีที่ยิ้มได้แล้ว และดีมากเลยที่ในที่สุดก็กลับมาหายใจลึกๆ ได้อีกครั้ง :-)


nananatte
20.07.2019

ป.ล. ไม่สามารถถูบ้านทุกเช้าได้ สรุปว่ากลับมาถูบ้านช่วงสุดสัปดาห์เหมือนเดิมสะดวกกว่าค่ะ 555

ป.ล.2 โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v

SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

ManyMilds
3 months ago
อ่านโพสนี้แล้วก็รู้สึกว่าคุณนัทเหมาะที่จะเขียนนิยาย slice of life จริงๆค่ะ 5555 จังหวะการมองสิ่งรอบตัวและชีวิตแบบนี้ :D
Reply
nananatte
3 months ago
5555 ก็เป็นคนแบบนี้ล่ะนะ.. ขำคุณมายด์จัง 555 
ดีจังเลย คุณมายด์กลับมาแล้วล่ะ (^___^)