เรื่องเล่า, เรื่อยเปื่อย
ในช่วงเวลาที่ทุกอย่างกระชั้นชิดเข้ามา
เวลานับถอยหลังไปสู่วันสุดท้ายของการทำงาน
มีอะไรที่ยังต้องทำอีกมาก ในขณะที่เวลาก็เหลือน้อยลงทุกที ...

สถานการณ์แบบนี้ สำหรับเราการทบทวนตัวเองเป็นกิจกรรมที่แทบจะลืมไปได้เลย มองข้ามไปได้เลย ทั้งๆที่รู้แหละว่ามันค่อนข้างเป็นอะไรที่ควรทำมากๆ ไม่ว่าจะรีบใช้เวลากับอะไรแค่ไหน การสโลวตัวเองด้วยการคุยกับตัวเอง และทบทวนตัวเองเพื่อลำดับความคิดก็เป็นวิธีที่จะช่วยดึงสติ และคลายความเครียดได้ดี แถมแก้ปัญหาสมองตื้อด้วย

เอาล่ะ!! มาเรื่อยเปื่อยกันหน่อย

มีคำถามนึงที่เราถามตัวเองมาตลอดคือ "เรารักงานที่เราทำไหม" หรือแค่ทำไปเพราะ "ความรับผิดชอบ"

เราถามมาตลอด แต่เราไม่เคยแน่ใจในคำตอบเลยสักครั้ง คงเพราะการทำงานไม่มีแค่ความสุข มันมีความทุกข์ มีปัญหา มีแรงกดดันร่วมอยู่ในตลอดช่วงเวลาของการทำงาน สัดส่วนความสุขกับความเศร้าคงจะพอๆ กัน และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในตัวเราพอๆ กันเช่นกัน

ความไม่มั่นใจยังคงอยู่จนถึงตอนนี้ เรายังไม่มั่นใจกับคำตอบว่ารักไหม หรือแค่รับผิดชอบ เท่าที่เราพอจะบอกได้คือเรารู้สึกทั้งสองแบบรวมๆกัน เหมื่อนว่าสองอย่างนี้คือองค์ประกอบนึงของการทำงานสำหรับเรานะ "อะไรที่ต้องทำก็ต้องทำ" "อะไรที่สนุก ที่รัก ที่อยากทำ ก็ทำ" ลำดับความสำคัญเอาตามสถานการณ์นั้น หลายครั้งที่เราเอาความสนุกนำหน้าความรับผิดชอบ นำการตัดสินใจ น้อยครั้งที่เราเอาความรับผิดชอบนำหน้าความสุข 

พี่คนนึงบอกเราว่า "เราจะรู้สึกกดดัน รู้สึกไม่พร้อมก็ต่อเมื่อต้องทำอะไรที่ไม่ชอบทำ" เป็นคำพูดตรงเผงกับเราเลย เราชะงักกับคำพูดนี้เพราะมันจริงทุกคำ เพียงแต่เราไม่เคยจะสังเกตตัวเอง และใช่ เรายังต้องปรับเรื่องนี้อีกเยอะ เพราะหลายครั้งเราต้องเลือกสิ่งที่ต้องทำก่อน ที่จะทำสิ่งที่อยากทำ

ลองกลับมาที่คำถามอีกที "เรารักงานที่เราทำไหม" หรือแค่ทำไปเพราะ "ความรับผิดชอบ" คำตอบถ้าเป็นปรนัยคือ "ถูกทุกข้อ" มันตอบได้ไม่ชัด จะบอกว่ารักเราก็ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ เพราะหลายครั้งเราก็ไม่ได้ทำงานเพราะรักมัน หรือจะตอบว่ารับผิดชอบ เราเองก็ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ เพราะหลายครั้ง เราคิดว่าเรารับผิดชอบมันได้ดีกว่านี้ แต่เรากลับไม่ทำ (เพราะไม่อยากทำ) ถ้าจะใช้ความรู้สึกตอนนี้ชี้คำตอบให้ชัด เราว่า เราอาจจะผูกพันกับคนบางกลุ่ม งานบางงาน การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นทำให้เราใจหาย เพราะ "คิดถึง"

เราคงคิดถึงทีนี่มากๆ ส่วนนึงเพราะความเคยชิน คุ้นเคย แต่อีกส่วนนึงซึ่งเป็นส่วนหลักเลยคือ "ความผูกพัน" เราโชคดีที่ได้เพื่อนร่วมงานดี พี่ๆ ทุกคนให้ความเอ็นดูเรา ช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา ให้โอกาสเราได้ทำงาน ให้โอกาสเราได้เรียนรู้และเติบโต การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่โตขึ้น ส่วนนึงเลยคือจากโอกาสของเพื่อนร่วมงานทุกคนรอบตัวเรา เพื่อนร่วมงานที่ดี จะค่อยหล่อเลี้ยงให้เราเติบโตในทิศทางที่ดี เรามองแบบนั้นนะ

อีกความรู้สึกนึง ที่ยิ่งจะชัดเจนชึ้นทุกวันก่อนจะถึงวันสุดท้ายของการทำงานคือ "ความรู้สึกขอบคุณ" การทำงานทีนี่่ทำให้เราพัฒนาตัวเองในทิศทางที่ดีขึ้น ทุกสถานการณ์ที่เข้ามาทั้งที่ง่าย และไม่ง่าย (โดยส่วนใหญ่จะไม่ง่าย) จะค่อยๆ บิดเราให้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เกิดทั้งทัศนคติที่บวกและลบกับมัน เกิดนิสัยที่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน สถานการณ์เป็นเหมือนโจทย์ โจทย์ที่ยาก ที่เราไม่เคยเจอ เราจะสอบตกเสมอในครั้งแรกที่เจอกัน เป็นแบบนั้นจนเราเริ่มคุ้นชินว่าไม่มีการทำงานไหนที่ไม่พบเจอปัญหา มันเจอแน่แหละแต่จะยากจะง่ายมาว่ากัน

รู้ไหมการได้เจอโจทย์ที่ยากเป็นความโชคดี เราได้สอบตกในครั้งแรกๆ และได้รู้จักการฝึกฝน ได้รู้จักความพยายามที่จะทำให้ผ่านในครั้งต่อไป ได้เรียนรู้ทั้งวิธีการที่ผิดพลาด แล้วก็ปิดท้ายคำตอบของโจทย์ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง กว่าจะได้คำตอบที่ถูกต้องมา เหนื่อยใช่เล่น น้ำตาหมดไปหลายปี๊บ แล้วก็มันจมีความท้าทายมาเสมอ เพราะเมื่อไหร่ที่เราแก้โจทย์ที่เราว่ายากแล้วได้สำเร็จ โจทย์ที่ยากกว่าจะเข้ามาในช่วงเวลาเกือบจะทันทีหลังจากนั้น เหมือนเข้ามาเพื่อให้รู้ว่าที่มั่นใจมากมาย ยังไม่ใช่โจทย์ข้อสุดท้ายหรอกนะ

พอเจอโจทย์ที่ยากกว่า เราจะเข้าสู่ลูปของความผิดพลาด เรียนรู้ แล้วก็ฝึกฝน พยายาม แล้วก็พยายามจนกว่าจะทำได้ และพัฒนาไปอีกให้มันดีขึ้น แต่เราจะโชคดีที่ว่าโจทย์ข้อที่ผ่านมาๆ จะช่วยเป็นแนวทางการหาคำตอบของโจทย์ข้อยากนี้

การที่เราพบเจอกับโจทย์ที่ยากเป็นส่วนใหญ่มาตลอดระยะเวลาที่ทำงานที่นี้ เป็น "โชคดี" จะว่าเราโลกสวย ก็ไม่ว่ากัน แต่กว่าเราจะรู้สึกดีกับโจทย์ที่โคตรยาก ก็คือหลังจากที่เราผ่านมันมาได้แล้ว ตอนที่เจออยู่เราไม่ได้รู้สึกแบบนั้นหรอกนะ

โชคดีที่ว่าคือ "โจทย์ที่ยากทำให้เราพัฒนา" เราดีใจที่ได้ทำงานเพราะถ้าเราไม่ทำงาน เราตอนอายุ 27 คงไม่ต่างอะไรกับเราตอนอายุ 22 เลย เสียดายนะถ้าเราจะเป็นคนเดิม หยุดตัวเองไว้เท่าเดิมแต่เวลากลับเดินไปข้างหน้า และเราไม่ได้อะไรเลย

นอกเหนือจากการพัฒนา อีกมุมมองนึงที่เราได้เรียนรู้จากคนที่เป็นเฮดเรา หรือเพื่อนร่วมงานเราคือการลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือสิ่งที่เรามองว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้และสำเร็จ มันจะอธิบายค่อนข้างยาก แต่หลายๆคนที่เราเจอเป็นตัวอย่างของเรื่องนี้ได้ดี เหมือนการตั้งโจทย์ในสิ่งที่มันเหนือกว่าความสามารถของเรา และหาทางให้ไปให้ถึง ท้าทายความเป็นไปไม่ได้ ด้วยความเป็นไปได้อันน้อยนิดที่เรามองเห็น

มันเป็นการตั้งคำตอบว่า "ได้" โดยไม่มีตัวเลือกอื่น ไม่มีคำตอบอื่น เวย์ของเราจะโฟกัสไปที่เส้นที่ทำให้เรา "ได้" เท่านั้น มันท้าทายนะ โดยเฉพาะท้าทายกับความกลัวในความเสี่ยงของตัวเอง ทัศนคติการทำงานแบบนี้ ในมุมของคนที่คอยซัพพอร์ตอาจจะดูเอาแต่ใจ แต่เรากลับเรียนรู้ในอีกมุมนึงด้วยว่า มากกว่าความเอาแต่ใจ ผลที่ได้รับกลับมาจะมำให้เราก้าวกระโดดไปได้ถึงขั้นที่เราอาจจะคิดว่าเราไปไม่ถึง

นอกจากการพัฒนาสกิลต่างๆ ที่เราได้รับแล้ว เรายังได้รู้จักตัวเองมากขึ้นด้วย เราได้ทำอะไรหลายอย่าง พบเจอคนที่หลายแบบ การได้ทำและอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาทำให้เราได้รู้ว่า อะไรที่ "ใช่" และ "ไม่ใช่" ด้วยการเจอกับความจริง สิ่งเหล่านั้นสะสม ผ่านเวลามาตลอดสี่ปีกว่าที่ทำงานที่นี่ และเป็นคำตอบของเราในวันนี้ ที่ทำให้เราเลือกจะก้าวไปอีกเส้นทาง ไปหาเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น มันทำให้เรามั่นใจที่จะเลือกเส้นทางนี้ เพราะเราเลือกมันด้วย "ความจริง" ที่เราเจอมาแล้ว ความจริงนั้นเป็นพลังให้เรามั่นใจ มั่นใจในแบบที่ต่างออกไปจากที่เคยเป็น "ความจริงทำให้เรามั่นใจในเป้าหมาย แต่ความคิดจะมำให้เรามั่นใจในความฝัน"

การทำงานสอนให้เราอยู่กับความเป็นจริง มากกว่าความคิด ถ้าเราอยากเปลี่ยนความฝันเป็นเป้าหมาย เปลี่ยนจากเป้าหมายเป็นความจริง เราต้องใช้ความจริงในการปูเส้นทางเพื่อให้ไปถึง

เราว่าชีวิตสนุกนะ มันท้าทายที่การบาลานซ์ชีวิตในหลายๆ ด้าน ท้าทายที่เราเองคือคนที่กำกับชีวิตเราเอง อิสระได้เต็มที่ แต่ก็ต้องรบผลกับอิสระอย่างเต็มที่เหมือนกัน ยิ่งโตขึ้นยิ่งต้องรับผิดชอบมากขึ้น เราก็มองแบบนั้น ยิ่งโตขึ้นยิ่งต้องรับผิดชอบตัวเองให้ได้มากขึ้น รับผิดชอยตัวเองได้เมื่อไหร่ เราจะก้าวไปสู่การรับผิดชอบต่อคนอื่น เป็นอีกขั้นของความรับผิดชอบ

นอกจากสิ่งที่เราเรียนรู้ว่า "ได้อะไร" ก็ทำให้เรารู้นะว่า "ขาดอะไร" จุดที่เรายังต้องพัฒนาอีกมากกกกก คือ ความมีระเบียบวินัยในตนเอง การจัดการความเครียด (บาลานซ์ชีวิต) การดูแลสุขภาพ การจัดการเวลา และการจัดการเงิน เหล่านี้คืออะไรที่เรายังต้องพัฒนาอีกเยอะ เรา ณวันนี้ ยังพัฒนาได้อีกในหลายด้านเลยนะ

เอาล่ะ !! ถึงแก่เวลาที่จะปิดเรื่องยาวเรื่อยเปื่อยได้แล้ว
ขอบคุณทุกคนที่ผ่านมาในชีวิต ให้เราได้เรียนรู้อะไรๆ เยอะขึ้น ขอบคุณตัวเราเองที่ยังคงอยากพัฒนาตัวเองต่อไปอีกเรื่อยๆ

เรายังคงอยากใช้ชีวิตให้ดี, อย่างที่แม่ตั้งใจให้ชีวิตเรามา

เราเอง,
20 ก.ค.62
อายุ 27 ปี 3 เดือน 27 วัน

SHARE

Comments