บันทึก... โรคซึมเศร้า​ ตอนที่​ 1
'โรคจิต'​
'ฮะ? มีจริงๆหรือโรคนี้​ นึกว่ามีแต่ในข่าว​ เจ็กไม่เชื่อนะเนี่ย'
'หนูแค่คิดมาก​ ก็อย่าไปคิดมากสิ​ เข้าวัดนั่งสมาธิบ้าง'
'มันเป็นแค่ที่สมอง​ หนูไม่ได้เป็นอะไรหรอก​ แค่ไม่คิดก็ไม่เป็นแล้ว'
'มันไม่มีหรอก​ โรคนี้น่ะ มนุษย์เป็นคนคิดโรคนี้ขึ้นมาเอง'
ทั้งหมดนี้​ คือคำพูดต่างๆจากคนในครอบครัวที่ถาโถมเข้ามา​ หลังจากรับรู้ว่าฉันดรอปเรียนออกมาเพราะอะไร​

ใช่... โรคซึมเศร้า

มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่อาจรู้ได้
รู้ตัวอีกทีก็เป็นแล้ว​ ซึ่งฉันก็ไม่ได้อยากเป็น และคงไม่มีใครอยากเป็นทั้งนั้น​ แม้ว่าจะรับรู้อาการของตัวเองมาตลอด​ และเพื่อนๆรอบตัวก็คอยบอกให้ไปหาหมอ แต่ฉันก็กลัวเกินกว่าจะไปหาหมอ​ ฉันกลัวหมอ​ ไม่อยากแม้แต่จะเข้าไปในโรงพยาบาลด้วยซ้ำไป แต่ฉันก็เลี่ยงไม่ได้อีกนั่นแหละ​ เพราะฉันกำลังเรียนหมอ...

ฉันโตมากับความคิดเก่าๆที่ไม่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ​ใดๆ​ แม้ว่าฉันจะอายุ​ 18 ปีในตอนนั้น​ ฉันก็ยังไม่เที่ยวกลางคืน​ ไม่ดื่มเหล้า​ ไม่สังสรรใดๆทั้งสิ้น​ เพราะฉันมองว่ามันเสียเวลา​ และเป็นสิ่งที่ไม่ควร​ทำ

ณ​ ตอนนั้น​ ชีวิตฉันมีแต่การเรียน​ มีความกดดันจากที่บ้าน​ ความกดดันจากตัวเอง​ เพราะฉันคำนึงถึงความรู้สึกคนอื่นมากไป​ จนลืมนึกถึงตัวเอง​ ลืม'รัก'​ตัวเอง

ด้วยที่ว่าฉันเกิดมาในครอบครัวไทย-จีน​ที่ไม่มีใครเป็นหมอเลย​ มีแต่วิศวกร​ ความกดดันจึงมาตกอยู่ที่ฉัน​ ฉันเตรียมตัวด้วยการไปศึกษาต่อมัธยมฯตอนปลายที่ประเทศอังกฤษ​ แล้วจึงยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัยที่นั่นเลย​ ด้วยความที่ทางบ้านต้องการให้ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด​ ฉันจึงได้ไป​เรียนที่นี่​ แต่ยังโชคดีที่สอบทุนได้​ 50% ซึ่งยังพอแบ่งเบาภาระได้บ้าง

แต่กระนั้นก็เถอะ​ เส้นทางของฉัน​ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป​ เพราะยังมีหนามกุหลาบที่คอยทิ่มแทงบนเส้นทางแห่งนั้นเรื่อยๆ​ ทั้งเรื่องเล็กๆน้อยๆ​ และเรื่องใหญ่ๆ​ ฉันตระหนักดีว่าฉันมีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่นมาก​ และพ่อกับแม่จะคอยบอกฉันแบบนั้นเสมอ​ แต่ฉันไม่สามารถแบกรับความต้องการของทุกคนไหว​ และไม่สามารถแบกรับความรู้สึกของตัวเองได้เช่นกัน

ในช่วงมัธยมฯปลาย​ ฉันจำเป็นต้องอยู่หอในในห้องเดี่ยว​ แต่ยังโชคดีที่มีญาติอยู่เมืองใกล้ๆให้ฉันพอแวะเวียนไปหาวันเสาร์อาทิตย์บ้าง​ นั่นก่อให้เกิดปัญหาแรกของฉัน

ผู้จัดการโปรแกรมเรียนของฉันเรียกฉันเข้าไปคุยในวันหนึ่ง​
'เธอรู้ใช่ไหมว่าการไปบ้านญาติทุกอาทิตย์​ มันทำให้ภาษาอังกฤษของเธอไม่พัฒนา​ เธอดูคนอื่นสิ​ เค้าพูดกันคล่องแค่ไหน'​ ผู้จัดการโปรแกรมกล่าว
'ฉันก็ได้พูดภาษาอังกฤษนะ​ สามีของญาติเขาเป็นคนอังกฤษค่ะ'​ ฉันตอบ​ พลางนึกว่าที่พวกเพื่อนๆเขาคล่องภาษา​ เพราะพวกเขาพูดอังกฤษกันเป็นภาษาแม่น่ะสิ​ ในห้องฉันมีเพียงฉัน​ กับเพื่อนอีก​ 2-3​ คนเท่านั้น​ ที่พูดภาษาอื่นเป็นภาษาแม่​ คนอื่น​ซึ่งมาจากประเทศสิงคโปร์​ และมาเลเซีย​ ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของห้อง​ ล้วนพูดภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เกิด​ และใช้ภาษาอังกฤษภายในครอบครัว​ ทำไมผู้จัดการโปรแกรมจึงนำมาเทียบกันได้

แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่ฉันพูดไปก็ไม่ได้คลี่คลายเรื่อง​ ​กลับสร้างความไม่พอใจกับผู้จัดการโปรแกรมขึ้นมา​ และเขาไม่อนุญาติให้ฉันไปหาญาติทุกอาทิตย์อีก​ ต้องเว้นระยะห่าง​ ซึ่งฉันที่เครียดอยู่แล้ว​ จึงปล่อยโฮออกมา
'เธอร้องไห้ทำไม' ผู้จัดการถามด้วยความเป็นห่วง​ปนสงสัย
'​ฉันไม่ชอบอยู่หอ​ ฉันมีประสบการณ์ไม่ดีเลย'​ ฉันตอบ
'ไหนเล่าซิ'
'ครั้งหนึ่งฉันเคยอยู่หอในตอนมัธยมฯต้น​ และฉันเคยยืนขึ้นเพื่อปกป้องสิทธิ์ตัวเอง​ เพราะฉันมั่นใจว่าฉันและเพื่อนร่วมห้องหลับไปแล้ว​หลังสามทุ่ม ไม่ได้เล่นโทรศัพท์อย่างที่ครูเข้าใจแต่อย่างใด​ ครูจึงไม่มีสิทธิ์มายึดโทรศัพท์​ แต่ครูผู้คุมกลับบอกว่าคุณมันขี้โกหก​ ไปลงนรกซะ!​ ฉันจึงไม่อยากอยู่หออีกต่อไป' ฉันกล่าว​ พลางนึกถึงวันนั้น​ มันทำให้ฉันเสียใจมาก​ เพราะฉันไม่เคยกล้าพูด​ แต่ครั้งหนึ่งที่พูดความจริงออกมากลับถูกด่าให้เจ็บช้ำใจตัวเอง​ แล้วฉันจะพูดไปทำไม? แล้วคนอื่นๆที่ฉันช่วยพูด​ให้ ทำไมไม่มีใครปกป้องฉันบ้าง

หลายๆท่านคงคิดว่ามันเกี่ยวกับการไม่อยู่หอเสาร์อาทิตย์​ และความสามารถด้านภาษาอังกฤษของฉันตรงไหน​
ใช่... มันไม่เกี่ยว​ แต่นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ฉันนึกออก​ ฉันแค่ไม่อยากอยู่หอ​นั่น​ ไม่อยากอยู่คนเดียว​ ฉันกลัวความเหงามาก​ ฉันร้องไห้ทุกวัน​ ฉันไม่สามารถอยู่คนเดียวได้​เลย ต้องโทรหาพ่อแม่แล้วโทรไลน์ทิ้งไว้ตลอดเวลา​จนกว่าฉันจะนอน​ ทุกๆวันตอนเรียนมัธยมฯปลาย​ มันเหนื่อยมาก แต่ฉันยังพอสู้ได้​ เพราะ​อย่างน้อยสภาพแวดล้อมมันยังไม่เหมือนการอยู่มหาวิทยาลัย

แต่ฉันเริ่มมีความรู้สึกที่ว่า​ ไม่มีความสุข​ อึดอัด​ เหงา​ กลัว​ แต่ก็ยังชอบอยู่คนเดียว​ ไม่อยากเจอใคร​ ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากทานอาหาร​ ไม่อยากเริ่มต้นสนทนากับใคร​ เบื่อไปหมด​ แต่ถ้ามีคนมาคุยด้วย​ มาเล่นด้วย​ ฉันก็ยินดีมากๆ​ เพราะมันทำให้ฉันลืมความเศร้า​ ความเหงาไปได้​บ้าง​ แม้ว่ามันจะทำให้ฉันอึดอัดในบางที​ เพราะฉันคิดมาก​ ฉันกลัวว่าฉันจะพูดหรือปฏิบัติตัวผิดไป​ ฉันกลัวว่าจะทำให้เขาไม่พอใจ​ ฉันไม่อยากโดนเพื่อนทิ้งอีก​ มันเป็นความรู้สึกที่แย่มาก​ สำหรับฉันมันแย่พอๆกับอกหักเลยล่ะ แต่ถึงอย่างนั้น​ ฉันก็เลี่ยงไม่ได้​ เพราะฉันเป็นคนน่าเบื่อ​ ชีวิตมีแต่เรียนกับเรียน​ จึงไม่มีเพื่อนอยากสนทนาด้วยสักเท่าไหร่​ ฉันคิดเยอะมาก​ ในหัวมีความคิดอยู่ตลอดเวลา​ แม้กระทั่งตอนที่นอนหลับ​ ฉันไม่เคยได้หลับเต็มอิ่ม​ ในหัวมันคิดเรื่องราวซ้ำๆวนไปวนมา​ กังวลไปหมด​ทุกเรื่อง​ เป็นห่วงไปหมดทุกอย่าง

ฉันเริ่มแยกตัวออกมาอยู่คนเดียวเรื่ิอยๆ​ เรียนเสร็จฉันก็นอน​ แล้วจึงตื่นมาทานอาหารเย็น​ ก่อนจะอาบน้ำ​ ทำการบ้าน​ อ่านหนังสืิอ​ แล้วนอนอีกรอบ​

บ่อยครั้งที่ฉันเครียด​ ฉันก็เลือกที่จะหลบออกจากห้องเพื่อไปเดินริมทะเลสาบเงียบๆ​คนเดียว ท่ามกลางความมืดมนของท้องฟ้าที่ประเทศอังกฤษ​ มีเพียงแสงจันทร์คอยส่องทาง​ และไฟทางเดินดวงเล็กๆบนพื้นถนนสำหรับคนเดิน อากาศที่หนาว​ 2-3​ องศาเซลเซียส​ มันยิ่งทำให้หนาวลึกไปถึงในหัวใจ​ มันว้าเหว่มากจนอธิบายไม่ถูก​ ฉันรู้สึกเหมืิอนผู้หญิงตัวคนเดียวที่เข้ากับใครไม่ได้​เลย​ และรู้สึกเหมือนชีวิตจะคอยสร้างปัญหาให้กับฉันตลอดเวลา​ ฉันต้องรับความรู้สึกแย่ๆแบบนี้มานานเท่าไหร่​ ฉันเองก็ไม่ได้นับ​ เพียงแต่มันนานมากจนรู้สึกเหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉันไปแล้ว​

ฉันจบมัธยมฯมาได้​แล้ว​ แต่ฉันหารู้ไม่​ ว่านั่นเป็นเพียง'จุดจบ'​ของ'จุดเริ่มต้น'เท่านั้น​ และแน่นอนมันกำลังจะยุ่งเหยิงกว่านี้...

- ภายนอกฉันดูเข้มแข็งและไม่มีปัญหาอะไร​ แต่ภายใน... ใครบ้างนะ​ ที่จะรู้ว่ามันแหลกสลายมากแค่ไหน​ -
SHARE
Writer
Chalisa_S
Believer
Forever.

Comments