เมื่อพระศิวะเกือบตายเพราะพรของตัวเอง
บางครั้ง การให้พรของเทพเจ้าโดยไม่ได้มีการไตร่ตรองไว้ก่อน ก็อาจจะนำมาซึ่งภัยต่อผู้ให้พรเอง ดังกรณีของพระศิวะที่เกือบต้องสิ้นชื่อเพราะพรของตัวเองที่ให้กับอสูร

เรื่องมีอยู่ว่า มีอสูรตนนึงนามว่า “วฤกะ” ผู้เป็นลูกชายของราชาอสูรศกุนิ (อย่าสับสนกับศกุนิในมหาภารตะนะครับ) แห่งดินแดนของเหล่าอสูร แน่นอนครับว่าตามสันดานของเหล่าอสูรในเทพปกรณัมฮินดูนั้น ก็ย่อมมีความปรารถนาที่จะมีอำนาจเหนือเหล่าเทวดาและสรรพสิ่งในสามโลกอยู่แล้ว แต่วฤกะก็นึกขึ้นได้ว่าการที่จะขึ้นมาเป็นใหญ่ได้นั้น ก็ยังต้องพึ่งพาการบำเพ็ญตบะบูชามหาเทพอยู่ดี วฤกะนั้นก็เฝ้าแต่คิดว่าตนจะบูชามหาเทพท่านใดจึงจะได้พรตามประสงค์

เผอิญว่าพระนารทฤาษีได้แวะมาบริเวณที่วฤกะพำนักอยู่พอดี วฤกะก็เลยสอบถามถามพระนารทฤาษีว่า “ข้าแต่ท่านฤาษี หากข้าประสงค์จะบูชามหาเทพนั้นไซร้ มหาเทพพระองค์ใดที่จะรู้สึกพอพระทัยได้ต่อการบูชาง่ายที่สุด” พระนารทฤาษีก็ตอบว่า “จงบูชาต่อพระศิวะเถิด เพราะพระองค์เป็นเทพที่มีความกรุณาต่อทุกสรรพสิ่งโดยไม่ลำเอียง หากแต่หากจะบูชาพระศิวะนั้น ต้องอาศัยความอดทนและความภักดีอย่างสูงนะ” พูดจบ พระนารทฤาษีก็ขอตัวไปยังที่อื่น

เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น วฤกะจึงได้ตระเตรียมการบำเพ็ญตบะบูชาพระศิวะที่ริมฝั่งแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง เวลาผ่านไป วฤกะก็เพิ่ม level ในการบูชาโดยการเฉือนเนื้อของตัวเองทีละน้อยๆ แล้วโยนเข้าไปเผาในกองไฟบูชา โดยที่ยังท่องมนต์ภาวนาอยู่โดยไม่สนใจความเจ็บปวดใดๆ จนเวลาผ่านไปอีก วฤกะก็เลยตัดสินใจจะเพิ่ม level สูงสุดโดยคิดจะตัดศีรษะของตัวเองเพื่อเป็นเครื่องบูชา แต่ในขณะที่วฤกะกำลังจะใช้ดาบตัดศีรษะนั้น พระศิวะก็ปรากฎตัวแล้วเข้ามาห้ามเอาไว้ทันท่วงที

พระศิวะได้บอกวฤกะว่าที่ตนยังไม่มาหานั้นก็เพื่อจะทดสอบความตั้งใจจริงของวฤกะเท่านั้น แล้วได้ถามวฤกะว่าต้องการพรอะไร วฤกะก็บอกไปว่า 
“ข้าแต่จอมเทพ พรที่ข้าต้องการนั้นก็คือ หากข้านำมือไปสัมผัสที่ศีรษะของผู้ใด ผู้นั้นจะถึงแก่ความตายในทันที”
ซึ่งพระศิวะก็ให้พรตามนั้น เมื่อวฤกะได้พรแล้ว ก็ต้องการจะทดลองว่าพรได้มามันเวิร์คหรือไม่ มองหาซ้ายขวาก็ไม่เจอใคร ดังนั้น ความซวยก็เลยมาลงที่คนที่ให้พรอย่างตัวพระศิวะเองนั่นแหละครับ!

ด้านวฤกะก็พยายามจะเอื้อมมือไปสัมผัสบนศีรษะของพระศิวะให้ ส่วนคนซวยอย่างพระศิวะก็ได้แต่พูดในในว่า “ฉิบหายแล้วกรู~” แล้วพยายามหลบมือของวฤกะ จนสุดท้ายก็ต้องใส่เกียร์สุนัขวิ่งหนีอย่างน่าอนาถ ด้านวฤกะก็พยายามวิ่งไล่ตามพระศิวะราวกับเล่นวิ่งไล่จับ โชคดีที่พระศิวะไหวตัวออกมาทัน และก็ต้องเดินหอบแฮ่กๆแบกหน้าไปที่ไวกูณฑ์ปราสาทของพระนารายณ์เพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งพระนารายณ์ก็ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

พระนารายณ์ก็แปลงกายเป็นเด็กหนุ่มมายืนดักหน้าวฤกะที่กำลังวิ่งไล่ตามหาพระศิวะ แล้วถามวฤกะว่าเกิดอะไรขึ้น วฤกะจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ด้านเด็กหนุ่มเมื่อได้ฟังก็หัวเราะขึ้นมาแล้วพูดว่า
“โธ่~ เจ้าอสูรโง่ ที่พระศิวะบอกเจ้าน่ะเป็นเรื่องโกหก เขาไม่มีอำนาจอะไรขนาดนั้น เขาแค่เล่นตลกกับเจ้าเท่านั้นแหละ เอาจริงๆนะ ขนาดเจ้าเอามือแตะมดปลวกมันก็ไม่ตายหรอก ถ้าเจ้าไม่เชื่อก็ลองพิสูจน์ด้วยศีรษะของเจ้าเองก็แล้วกัน”
พูดพลางชี้ไปยังมือของวฤกะเชิงท้าให้ลองดู

ด้านวฤกะที่โดนพระนารายณ์ในร่างเด็กหนุ่มปั่นหัวเล่นนั้น ก็ตัดสินใจลองพิสูจน์ดูว่ามันเป็นเรื่องทั้งหมดเป็นแค่เรื่องโกหกจริงหรือไม่ เขาก็เลยเอามือทั้งสองไปสัมผัสบนศีรษะของตนเอง ผลก็คือศีรษะของวฤกะก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆและเสียชีวิตในทันที! ด้านพระศิวะที่แอบดูอยู่ไม่ห่างนักก็โล่งใจที่วฤตะได้ตายไปเสียที ก็ออกมาขอบคุณพระนารายณ์ที่ช่วยเหลือให้พ้นจากอันตรายจากพรที่ตัวเองให้กับวฤกะ แล้วเทพทั้งสองก็กลับไปยังที่พำนักของตนตามเดิม...

ก็เป็นอันจบเรื่องราวความอลหม่านของพระศิวะกับวฤกะแต่เพียงเท่านี้ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ฝ่ายไวษณพนิกายแต่งขึ้นมาก็เพื่อจะข่มให้พระศิวะต้อยต่ำกับพระนารายณ์ซึ่งถึงเป็นเทพสูงสุดของตนนั่นเองครับ!

SHARE
Writer
BenzKaweewut
Storyteller
ไม่ถนัดเล่าเรื่องตัวเอง ถนัดเล่าเรื่องอื่นมากกว่า #เล่าไปเรื่อยวรรณคดีอินเดีย

Comments