การดำรงค์อยู่ได้ของความเชื่อ

1
พูดถึงความเชื่อ ในที่นี้เป็นความเชื่อแบบ ผีสาง นางไม้ กฏเกณฑ์ ตรรกะ ไม่ใช่ความเชื่อว่าทำได้ไม่ได้แบบพี่ตูนหรือกูรูสอนรวยนะ

ส่วนตัว ก็เคยอ่านหนังสือหลายเล่มที่เล่าถึงความเชื่อหลาย ๆ อย่าง แต่ใจความที่พอจะจับได้ก็เหมือนจะบอกว่า เรื่องเทวดาฟ้าดิน เทพเจ้าและผีสางนั้น เกิดจากความเป็นวิทยาศาสตร์เช่นกัน

ยังไง?

เพราะสมัยก่อนเราไม่มีเครื่องมือหรือวิชาความรู้อะไรมากมาย การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาตินั้น ๆ จึงตั้งสมมุติฐานว่า มีใครสักคนทำสิ่งนั้นขึ้นมา แน่นอนการทำสิ่งยิ่งใหญ่แบบนี้ คงไม่ใช่มนุษย์ ต้องเป็นบางอย่างที่เหนือขึ้นไป จึงเป็นที่มาของเทพ ครั้นจะอุปโลคขึ้นมาทันทีก็ไม่มีที่มาที่ไป จึงสร้างเป็นเรื่องเล่า จับแพะ ชนแกะต่าง ๆ ให้ดูน่าเชื่อถือ จากนั้นก็แตกหน่อแตกกอเป็นเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมา 

2
แล้วการแต่งตั้งเทพขึ้นมามีประโยชน์อันใด?

ก็เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวใจไง ว่าอย่างน้อยสิ่งที่เกิดขึ้นก็มีคำอธิบาย ความจริงมันวิทยาศาสตร์มากเลยนะเกี่ยวกับความเชื่อแบบนี้ เริ่มจากตั้งสมมติฐาน จากนั้นหาข้อพิสูจน์ ซึ่งมันต่างจากปัจจุบันตรงการหาข้อสรุปและเครื่องมือที่ใช้ในสมัยนั้น ๆ นี่แหละ แต่เนื้อความของมันคือการพยายามหาคำตอบ

ต่อมาเมื่อวิทย์ฯ เจริญก้าวหน้า บางอย่างก็ถูกหักล้างไป ทีละเรื่อง ๆ จนกลายเป็นศาสตร์วิชาใหม่มาแทนวิชาเล่าเรื่อง เพราะวิทย์ฯ ดูเหมือนจะจับต้องได้ เป็นชิ้นเป็นอันและมีที่มาที่ไปมากกว่า

แต่เอาเข้าจริงวิทย์ก็มีความผิดพลาดมากมายกว่าจะได้ข้อสรุป ซึ่งอนาคตก็อาจโดนหักล้างได้เสมอ

ตัวอย่างก็เรื่องไขมันทรานซ์ ที่อีตาคนที่คิดค้นไขมันทรานซ์ขึ้นมาก็เพื่อทดแทนไขมันอิ่มตัว และตอนทำเสร็จใหม่ ๆ ก็ได้รับการยกย่อมมากมายว่าเป็นของดีไม่มีโทษและราคาถูก จนได้โนเบล แต่ต่อมาก็ค้นพบว่ามันให้ผลตรงกันข้าม (รายละเอียดกว่านี้หาอ่านเอาเด้อ)

3
ดังนั้นรากเหง้าของเรื่องเล่าความเชื่อก็เป็นตรรกะอย่างหนึ่งแหละ เพียงแต่มันยังคงอยู่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทั้งเรื่องของผลประโยชน์ และผลทางด้านจิตใจ

ถามเราว่า --ทำไมเชื่อวิทย์ฯ เพราะเราถูกสอนมาไง เราเห็นผลของมันชัดเจน จึงไม่แปลกที่สังคมยังมีคนเชื่อผีสางนางไม้ เพราะคน ๆ นั้นอยู่กับเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เห็นผลของมันกับตา (แม้ว่าผลนั่นอาจมาจากการฉ้อฉล) ความเชื่อจึงบังเกิด

4
แล้วเราจะหักล้างความเชื่อเก่าแก่ แปลกประหลาด (ในสายตาเรา) ได้ไหม?

ต้องถามว่าเราจะหักล้างลบมันไปทำไมก่อน
คำตอบที่ได้ก็เพื่อจะไม่งมงาย ตกเป็นเหยื่อของสิ่งฉ้อฉล 

ซึ่งส่วนตัวคิดว่าไม่น่าใช่เหตุผลที่ถูกต้องนัก

ลองเปลี่ยนเป็นคำถามที่ว่า เราอยากให้เพื่อนคบกันกับคนนี้ดีกว่าคบกับอีกคนหนึ่งละ คำตอบที่ได้แบบชัดเจนที่สุดจากเพื่อนเราคือ

"ไม่เสือกสิ"

เช่นกัน การไปแตะต้องความเชื่อของคนอื่นนั้นยากและอันตราย สิ่งที่เราทำได้ก็คงเป็นการพิสูจน์ หักล้างเรื่องต่าง ๆ ด้วยเหตุและผล แม้ว่าเขาจะไม่เชื่อเราในตอนท้าย แต่นั่นก็ไม่ใช่ความผิดใคร

5
บางครั้งในคน ๆ เดียวกัน มีความเชื่อขัดเเย้งกันด้วยซ้ำ (ผมก็มี)

เช่นอะไรดี...

เชื่อว่าโลกกลม แต่ยังไหว้พระราหูฯ
ขับรถเข้าศูนย์ตลอดแต่ก็ไม่พลาดที่จะหามาลัยมาไหว้ หรืออะไรแบบนี้ ลองคิด ๆ ดูเชื่อว่าคุณก็มี

เพราะบางอย่างมันหาเหตุผลตอบไม่ได้จริง ๆ ดังนั้นสิ่งยึดเหนี่ยวจึงตามมา

คุณอยากซื้อหวย เหตุผลหลักก็อยากรวย แต่จะซื้อเลขอะไรดี พอมาถึงคำถามนี้ สิ่งยึดเหนี่ยวก็พรั่งพรูออกมา แบบว่า เลขวันเกิด เลขบอลโลก ทะเบียนรถนายกฯ อะไรก็ว่าไป ยกมาสักอย่างเป็นหลัก จากนั้นก็ซื้อขึ้นลง กลับด้วยสิ ไปมา (อย่างหลังนี่การตลาดแล้ว)

6
ถามต่อ แล้วเราจะปล่อยให้คนงมงายแบบนี้เหรอ?

สำหรับเราอะนะคำตอบก็คือ

เราก็งมงาย... เพียงแต่เรื่องที่เรางมงายมันอาจมีคำอธิบายที่มากกว่าและชัดกว่า (ซึ่งก็อาจโดนหักล้างได้เสมอ) 

แต่ก็ใช่ว่าเรื่องผีสางนางไม้เทวดาเทพฟ้าดิน จะไม่มีข้อดีหรือข้อที่ถูกเลย มันมีประโยชน์ของมัน มันถึงดำรงค์อยู่ได้ หากไร้ซึ่งประโยชน์ใด ๆ ก็คงหายจากโลกนี้ไปเหมือนสินค้าอื่น ๆ

นักเขียนนักคิดหลายคนก็เขียนผลงานทางจิตวิญญาณ นิ้วกลมงี้ งานหลัง ๆ ของเขาจะเอาความเชื่อกับความจริงมาเขียนคู่กันไป เน้นให้เห็นความสัมพันธ์กันของสิ่งต่าง ๆ ทั้งทางโลกและจิตวิญญาณ พี่หนุ่ม โตมร เป็นต้น (ไม่ได้บอกว่าพี่เขาเชื่อผีสางนะ แต่งานเขียนพยายามให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคน สิ่งของ ธรรมชาติ แสดงให้เห็นถึงความเคารพ)

7
สรุปแล้วจะบอกว่าไม่ต้องทำอะไร?

--ก็ไม่ได้ตอบแบบนั้น

ที่เล่ามาทั้งหมดก็เพียงอยากจะบอกว่า หากความเชื่อของคนใดคนหนึ่งนำคน ๆ นั้นให้ทำในสิ่งที่ถูกที่ควร หรืออย่างน้อยก็ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและไม่เดือดร้อนคนอื่น ก็ปล่อย ๆ เขาไป

และเราก็ลงมือทำตามความเชื่อของเรา อยู่ด้วยกันอย่างสันติ ง่าย ๆ เขาเชื่ออะไรก็รับฟัง ไม่เชื่อก็ปล่อยไป หากความเชื่อนั้น ๆ ก่อให้เกิดความเสียหายก็พยายามพิสูจน์ให้เห็นและปล่อยวางกับผลที่ได้ เพราะอย่างไรก็มีกระบวนการทางกฏหมายรองรับอยู่

แต่หากเป็นความเชื่อที่พูดออกมาพร่อย ๆ ออกมาแบบแปลกประหลาด แล้วเราอยากตะโกนใส่หน้าว่าไม่ใช่

ก็ต้องกลับมาถามตัวเราเองว่าที่เราอยากเปลี่ยนความเชื่อของคน ๆ นั้นเพราะมันไม่ดี หรือที่จริง

เราแค่รำคาญ...

บ่นสั้น ๆ พอแล้วเดี๋ยวเขาด่าว่าเราเชื่ออะไรแปลก ๆ กลัวคนอื่นรำคาญ
#ฮา
SHARE
Writer
imonkey7
ขี้เกียจ
มีเรื่องมากมายจะเขียนแต่ก็เขียนไม่เสร็จ Blog : https://imonkey.blog/ และ https://bookster.blog/

Comments

Ninkerbell
2 months ago
ความเชื่อบางอย่าง เช่น ผีสางนางไม้ มันไม่มีบทพิสูจน์หรอกค่ะ เค้าเชื่อในสิ่งที่เค้าสัมผัสได้ คนที่สัมผัสไม่ได้ก็ต้องการบทพิสูจน์ เพื่อที่จะคิดว่ามีจริง แต่ยังไงก็พิสูจน์ไม่ได้หรอกนะคะ แต่เราเชื่อเพราะเราสัมผัสได้ค่ะ ไม่รู้มีบุญหรือมีกรรม 555
ตามความเชื่อแต่ละบุคคลอย่างที่ผู้เขียนคิด ดีที่สุดค่ะ :)
Reply
imonkey7
2 months ago
คนเราเลือกเชื่อบางอย่างเพราะเห็นผลของมัน สัมผัสได้ในเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายให้ผู้ไม่เชื่อได้ ความน่ากัวของความเชื่ออยู่ที่เราเกิดความเชื่อบางอย่างจากการสร้างของคนบางกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ฮะ

เช่น เชื่อว่สฤาษีวัดนั้นดีเพราะเคยเห็นอภินิหารแต่เรื่องเกินจริงนั้นเกิดจากกระบวนการของกลุ่มคนทีาช่วยให้อภินิหารเป็นจริงเพื่อผลประโยชน์ขายของศักดิ์สิทธ์เป็นต้น
Ninkerbell
2 months ago
อ้ออออ เข้าใจแล้วค่ะ
Jamroonjai
2 months ago
ความเชื่อเป็นเพียงสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจใช้ได้กับสถานการณ์ที่คนเราต้องการกำลังใจใดใดอีกประเภทหนึ่ง
Reply