ก้าวแรก
 

เช้าวันศุกร์สุดสดใส เป็นวันที่มีความสุขของเด็กนักเรียนทั่วไป เพราะวันพรุ่งนี้คือวันเสาร์ วันหยุดที่รอคอยมาทั้งสัปดาห์ แต่ดันพิเศษมาก ๆ สำหรับเด็ก ม.6 ทั่วภาคเหนือตอนบน เพราะวันนี้เป็นวันประกาศผลโควตาภาคเหนือ หรือวันประกาศผลสอบมหาวิทยาลัยนั้นเอง

ลึก ๆ ใจผมก็แอบตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ เหมือนกันนะ แต่ต้องเก็บอาการไว้ เพราะเดียวครูฝึกเห็นอาจเป็นเรื่องได้ ใช่แล้วครับ วันประกาศผลสอบตรงกับวันสุดท้ายของค่ายภาคสนาม รด. พอดี

บ้าไปแล้ว! ใจหนึ่งลุ้นว่าจะติดไหม อีกใจก็กลัวผิดหวัง และทั้งหมดต้องข่มใจไว้ให้อยู่ในระเบียบ

เอาวะ! ติดก็โชคดีไป ไม่ติดยังมีรอบ Admission ให้แก้ตัว

อุปสรรคเดียวที่ขวางผมกับผลสอบคือโทรศัพท์มือถือที่ถูกยึดตั้งแต่เข้าศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหาร คิดอยากเข้าไปขโมยมาเช็คผล ผมคงเมาแดดและเป็นบ้าไปแล้ว ถ้าโดนจับได้ซวยแน่นอน

อดใจไว้ ๆ

พอถึงเวลากลับบ้าน ได้มือถือคืน กะว่าจะเช็คผลสักหน่อย เพื่อนคนหนึ่งดันหยิบมือถือไปแล้วพูดว่า

“เฮ้ย! เป็ด มึงรอรู้พร้อมกู แต่ต้องกลับบ้านก่อน”

คนพูดไม่ใช่ใครที่ไหน เขาชื่อเบนซ์ หนุ่มสูงโปร่ง ขาว จริงใจ และพูดจาตรงกับใจสุด ๆ ผู้เคยลั่นวาจา (พิมพ์) ทางเฟซบุ๊กว่าจะงดรับรู้การประกาศผลสอบทุกช่องทาง แล้วจะกลับบ้านไปดูด้วยตาตัวเอง ซึ่งผมต้องทำตามมัน เพราะมือถือผมอยู่ที่มัน

เจ้าเพื่อนรักคนนี้ดันอยู่บ้านใกล้กับผมพอดี เรากลับบ้านด้วยกันบ่อย ๆ

ระหว่างทางกลับโรงเรียนประจำจังหวัดเชียงใหม่ บนรถรับส่งมีเสียงหลากหลาย บางคนเฮฮาที่ได้ออกจากค่ายเสียที บางคนอยากกินอาหารอร่อย ๆ หมูกระทะ ชาบูรอพวกเขาอยู่ หลายคนดีใจแทบเต้นบนรถสองแถวแดง เนื่องจากสมหวังกับผลสอบ กลับกันหลายคนเงียบเป็นเป่าสาก เพราะอะไรคุณคงทราบดี

เรามาถึงโรงเรียนเวลาเกือบเที่ยง มาถึงเบนซ์อุทานทันที โอโห! เซอร์ไพรส์เลยครับ เสียงตามสายของโรงเรียนเล่นประกาศชื่อและคณะที่ติดออกลำโพง เรียกได้ว่ารู้กันทั้งจังหวัดเลยทีเดียว

“ท่าไม่ดีแล้วว่ะ รีบกลับเถอะ” เบนซ์เดินนำไปชุมทางรถสองแถวใกล้กาดหลวง ระหว่างทางเราคุยกันทุกเรื่อง ตั้งแต่กลับบ้านจะทำสิ่งใดเป็นสิ่งแรก จนถึงถ้าสอบติดจะเลี้ยงฉลองอะไรดี

จู่ ๆ โทรศัพท์มือถือดังขึ้น ปลายสายเป็นเพื่อนที่ผมไม่ได้สนิทใจนัก เข้าขั้นเกลียดด้วยซ้ำ รู้จักกันตอนเรียนพิเศษ มันดันโทรมาพร้อมปล่อยโฮใส่ผมซะงั้น จะทำอะไรได้คงต้องถือสายฟังมันระบายความผิดหวังเสียดื้อ

ใช่ว่าผมจะไม่คิดอะไรนะ ผมเริ่มกลัวแล้ว กลัวผิดหวัง ผมขี้เกียจอ่านหนังสือแล้ว 8 เดือนข้างหน้า ผมอยากเตะฟุตบอล เล่นตะกร้อ นอนชิว ๆ ไปวันวัน

รถสองแถวสีฟ้าเคลื่อนออกจากท่า มุ่งหน้าไปทางใต้ ทิศเดียวกับจังหวัดลำพูน ผ่านถนนสายต้นยางเรียงรายเป็นทิวร่มรื่น

ผมลงก่อนที่สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง ก่อนถึงตำบลสารภี ผมลงก่อนเบนซ์ เขาต้องไปต่ออีกระยะหนึ่ง

ผมเดินลึกเข้ามาในซอย กินเวลาประมาณสิบนาที ฝ่าแดดร้อน แต่ผิวหนังด้านชาหลังจากออกค่ายรด. แดดเป็นมิตรกับผมกว่าช่วงไหน ๆ ในชีวิต หรือเรียกได้ว่าไหม้จนไม่หลงเหลือส่วนให้เกรียมต่อได้

หลังเดินเพลิน ๆ ก็มาถึงประตูเหล็กดัดยาว 3 เมตร ใต้ต้นมะม่วงอายุยี่สิบปี เนื้อที่มีโฉนดขนาด 1 ไร่ อุดมด้วยพืชผักสวนครัวนานาชนิด ร่มเย็น รายล้อมด้วยบ้านแถวและบ้านจัดสรร

ที่นี่คือบ้านของผม

ประตูไม่เคยล็อก ผมเลื่อนเปิด มันเคลื่อนอย่างเชื่องช้า ซึมซับความคิดถึงหลังจากห่างหายห้าวันเต็ม

ทันใดนั้นโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เพื่อนคนไหนโทรมาอีกล่ะ

ชื่อที่แสดงคือแม่ ใจเจ้ากรรมตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ อีกแล้ว

“สวัสดีครับแม่”

“เป็ด ลูก! ลูกสอบติดแล้วนะ”

ไม่มีคำบรรยายอะไรให้ลึกซึ้งเท่ากับเข้าบ้านไม่ได้ เพราะดีใจจนหน้าบานติดประตูรั้ว

SHARE
Written in this book
Duck Diary  ไดอารี่ของนายเป็ด
4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยของนายเป็ด 

Comments