The Process of Growing Up
“When I was young I'd listen to the radio
Waitin' for my favorite songs
When they played I'd sing along, it made me smile”  - The Carpenters, 1973 
เมื่อตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก ฉันมักจะฟังวิทยุ รอเพลงที่ฉันชอบ และเมื่อเพลงนั้นถูกเล่น ฉันก็จะร้องคลอตามไปด้วย มันทำให้ฉันยิ้มได้


เพลง “Yesterday Once More” คงเป็นเพลงสากลเพลงแรกที่ฉันได้ฟัง
พ่อมักจะเปิดผ่านวิทยุ ที่ถูกซ่อมแล้วซ่อมอีก
ที่ถูกดึงเสาอากาศจนสุด 
บางครั้งก็เปิดทั้งอัลบั้มของพวกเขา 
ฉันเติบโตมากับมัน 
จากแค่ฮัมแค่ทำนอง ก็กลายเป็นหาเนื้อร้องมาร้อง แม้จะไม่เข้าใจความหมายของเพลงก็ตาม
แต่เพลงนี้จะถูกเปิดเป็นเพลงแรกในตอนเช้า และ บางครั้งมันก็เป็นเพลงสุดท้ายในยามค่ำคืน

 ในตอนเช้าหลังจากเปิดเพลง
พ่อมักจะเดินไปชงกาแฟดำสักแก้วที่ไร้แม้กระทั่งนม หรือ น้ำตาล เพื่อเพิ่มความหวาน
พ่อบอกว่าชอบความเข้มข้นและกลิ่นของมัน
สีสันไม่ได้น่าดึงดูดใจให้ลองเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่กลิ่นก็ทำให้ฉันถึงกับเดินหนี
ทำไมผู้ใหญ่ถึงได้ชอบกินอะไรที่มันขมเฝื่อน ขนาดนั้นนะ ฉันคิดในใจ 

แม่เคยให้ลองชิมกาแฟของเธอด้วยช้อนคันเล็กที่พอให้เด็กอายุ10ขวบได้เพียงแค่ลิ้มรส
ฉันถึงกับทำหน้าแหยและบอกว่า
มันจะเป็นรสชาติ ที่ฉันจะไม่มีวันสัมผัสมันอีกเด็ดขาด
เมื่อฉันเติบโต...

แต่แล้วฉันก็ผิดสัญญาที่หนักแน่นนั้นกับตัวเอง
จากที่เคยคิดว่า รสชาติช่างขมบาดคอ
มันกลับกลายเป็น รสชาติที่หอมกรุ่น ในตอนเช้า
จากที่เคยคิดว่า มันก็เป็นเพียงเครื่องดื่ม สีดำ มืดหม่น ไร้สีสันชวนลิ้มลอง
มันกลับกลายเป็นการทดลองอย่างหนึ่งที่สวยงาม
เมื่อได้ลองผสม นม หรือ น้ำตาล ลงไป
เวลาได้มองสีหม่นดำนั้นเปลี่ยนไป จากการเติมนมสดสีขาวเพียงเล็กน้อย ที่ค่อยๆฟุ้งกระจาย คล้ายฝุ่นควัน มันก็เหมือนกับการมองภาพศิลปะผ่านแก้วใสในตอนเช้า
มันทำให้ฉันมีแรงในตอนเช้า ในเวลาที่อ่อนล้าจากการทำงาน
และมันก็เพิ่มจำนวนแก้วขึ้นเรื่อยๆ
ราวกลับเสพคาเฟอีนเพิ่มขึ้น จนไม่สามารถเลิกดื่มได้อีก
และทั้งหมดนั่นเกิดขึ้น เมื่อฉันโตขึ้น..

ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องกาแฟที่ฉันเปลี่ยนใจ
แต่กลิ่นที่เคยคิดว่าหวานหอมของวานิลลาในตอนเด็ก กลับเป็นกลิ่นที่ไม่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่   เมื่อฉันโตขึ้น
ฉันหลงรักกลิ่นที่เป็นธรรมชาติ ความสดชื่นจากกลิ่นไม้สน แจสมิน แม้กระทั่งกลิ่นของน้ำฝนที่กระทบบนพื้นหญ้า ให้ความสดชื่น ราวกับมีน้ำเย็นๆมาพรมเบาๆบนตัว
ในขณะเดียวกัน ฉันก็รักความอบอุ่นที่ซ่อนความลึกลับ ในกลิ่นบางกลิ่นที่คงไม่สามารถหาคำมาอธิบายได้

เพราะยิ่งโต ก็ยิ่งซับซ้อน ยิ่งอยากลองอะไรใหม่ๆ
จากที่ไม่ชอบก็กลายเป็นหลงรัก
จากที่หลงใหลก็กลายเป็นอยากหนีห่าง
มันคือความละเอียดอ่อนของจิตใจมนุษย์
เพราะทัศนคติที่เปลี่ยนไป 
ค้นหาไปเรื่อยๆ ไม่หยุดสิ้น
การเติบโตไม่มีจุดหมายชัดเจน
เพราะตัวเราเป็นคนกำหนดเองทั้งสิ้น

แต่ในความขัดแย้งระหว่าง ‘หลงรัก’ และ ‘เกลียด’
มันกลับมีบางเรื่องในความทรงจำ 
ที่สะท้อนการเติบโตของช่วงชีวิตฉันได้ดี
มันเป็นเรื่องเล็กๆแต่เมื่อโตขึ้นและค่อยๆตกตะกอนฉันถึงได้เข้าใจ..

ตอนเด็กๆ ฉันอยากจะใช้ ปากกา แทน ดินสอ
อยากรีบเติบโต อยากรีบเป็นผู้ใหญ่เหลือเกิน
เพราะเบื่อกับการเขียนด้วยสีเดิมๆ ไร้สีสันเท่ากับปากกา 
แต่เมื่อโตขึ้น ฉันกลับใช้ ดินสอ มากกว่า ปากกา
เพราะมัน “ลบ” ได้ อย่างไร้ร่องรอย บางครั้งก็แทบลืมว่าเขียนอะไรเอาไว้ แต่สำหรับ ปากกา ต่อให้เอาลิคควิดมาลบขนาดไหน “รอย”ก็ยังไม่เคยจางหาย ยังตระหนักรู้อยู่เสมอว่า เคยทำ เคยเขียนอะไรเอาไว่้ เช่นเดียวกับการเติบโตในแต่ละช่วงชีวิต
เมื่อเราเติบใหญ่ ภาระหน้าที่มากมายก่อตัวขึ้น
บางครั้งผิดพลาด
บางครั้งต้องล้มหลายๆครั้ง กว่าจะลุกขึ้นมาใหม่ได้
บางครั้งมีคนเข้ามาในชีวิต และ สร้างบาดแผลไว้
แต่เรากลับไม่เคยลืม เพราะร่องรอยการกระทำ 
ยังอยู่เสมอไม่เคยเปลี่ยน

แต่เมื่อเราเป็นเด็ก เราไม่มีโลกที่ต้องแบกรับ
เราเดินตัวลอยตามกระแสลม 
ปล่อยให้มันเป็นไปตามการเดินทางของโลก 
โดยไม่ต้องรีบเร่ง 
และ เมื่อใดก็ตามที่ทำผิด มันก็กลายเป็นแค่เรื่องน่าเอ็นดู น่าขัน ก่อนที่ความทรงจำเหล่านั้นจะค่อยๆหายไปเมื่อเราโตขึ้น
บางครั้งแทบไม่ทิ้งแม้แต่เศษเสี้ยวของความผิดพลาดไว้เลย 


พอย้อนกลับไปคิดจากตรงนี้ มันก็เป็นเรื่องน่าขัน
ที่คนเราสามารถ ‘เปลี่ยนแปลง’ ได้มากมายขนาดนี้เมื่อเราเติบโตขึ้น
อายุที่เพิ่มขึ้น ประสบการณ์ที่หลากหลาย หรือแม้แต่ อารมณ์และความรู้สึกที่เพิ่มพูน
มันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
ราวกับว่าคนเราถูกสร้างให้อยู่กับการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆกับการเติบโต 


ถึงแม้จะต้องผิดพลาดไปบ้างเพราะ
 ‘การเปลี่ยนแปลง’
แต่นั่นคือส่วนหนึ่งของกระบวนการในการเติบโต
มันทำให้เราเข้มแข็ง หรือ อ่อนแอได้
แต่ชีวิตไม่ได้หยุดเท่านี้ มันยังคงเดินหน้าต่อเรื่อยๆ...ไม่จบไม่สิ้น

“Lookin' back on how it was in years gone by
And the good times that I had makes today seems rather sad, so much has changed” มองย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น หนึ่งปีช่่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเวลาดีๆที่เคยมีกลับทำให้วันนี้ดูเศร้าหมองลง มันเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน

ถึงเพลงนี้จะผ่านมานานหลายปีฉันก็ยังชอบฟัง
แต่ต่างกันตรงที่ ตอนนี้ฉันเข้าใจความหมายของมันแล้ว-

Hibernation 











SHARE
Written in this book
𝙎𝙩𝙞𝙡𝙡 𝘼𝙡𝙞𝙫𝙚.
Just random short stories from my unforgettable memories- : The flowers will eventually turn into ash, but my life still goes on Like a daisy that used to bloom in the sunlight and barely see through the naked eyes at midnight 🥀
Writer
Hibernation
whether a dreamer or a realist
-If you can’t handle it, just accept it

Comments

youaremysunshinee
5 months ago
เป็นบทความที่ดีมากๆเลยค่ะ ปล.ชอบเพลงนี้เช่นกัน :)
Reply
Hibernation
5 months ago
ขอบคุณนะคะ💙🌊 และดีใจที่เจอคนชอบเพลงนี้เหมือนกันค่ะ:)