เหมือนมีพายุฤดูหนาวพัดโหมกระหน่ำเข้ามาตอนที่ฉันยังไม่ทันได้ตั้งตัว
 
หลายท่านคงเกิดความสงสัยอยู่ในใจ ฉันเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ดีกรีเกียรติยมอันดับหนึ่ง ทำไมจู่ๆ ฉันถึงลาออกจากงานบริษัทแล้วกลายมาเป็นแม่ค้าขายของสวนที่ตลาดนัดได้ แล้วนายดินกับฉันล่ะ ตกลงว่าเป็นแฟนกัน เป็นสามีภรรยา อยู่แยกบ้านหรืออยู่บ้านเดียวกัน ตอนนี้มีคำตอบให้ค่ะ

จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องปกติที่พนักงานในบริษัทจะเกิดการกระทบกระทั่งกันเพราะความเห็นไม่ตรงกัน เพราะนิสัยใจคอต่างกัน ฉันก็อดทนต่อสู้กับงานในบริษัทวิจัยยาที่ตัวเองทำมาเป็นเวลา 3 ปีกว่าแล้ว จนกระทั่ง ผู้จัดการแผนก QA ได้พูดคุยกับฉันว่า

“พี่เคยเจอคนที่โชคร้ายแบบน้องมาเหมือนกัน ต่อให้น้องพยายามเท่าไหร่ หัวหน้างานที่มีใจอคติต่อน้องก็ไม่เห็นคุณค่า พี่เห็นความตั้งใจและความพยายามของน้อง แต่อยู่ที่นี่ไปมันก็เสียเปล่า หากน้องคิดจะย้ายงานหรือเปลี่ยนไปทำธุรกิจส่วนตัว พี่ก็เห็นด้วยนะ”

พี่ผู้จัดการแผนก QA ท่านนี้อยู่ในออฟฟิตเดียวกับแผนกวิเคราะห์ผลการวิจัยที่ฉันปฏิบัติงานอยู่ จึงรู้ความเป็นไปของงานในแผนกที่ฉันทำเป็นอย่างดี และก็รู้ด้วยว่าฉันกำลังประสบกับปัญหาอะไรอยู่บ้าง

จากที่ฉันลังเลอยู่นานว่าจะลาออกดีไหม ฉันก็ตัดสินใจได้ในทันที ขนาดระดับผู้จัดการฝ่ายยังแนะนำมาอย่างนี้ แล้วฉันจะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร อีกอย่าง ฉันคิดว่าความสุขของคนเราคือความสงบ ในเมื่องานที่นี่ทำให้ฉันว้าวุ่นใจอยู่ตลอดเวลา มันคงไม่ใช่งานที่ฉันจะทำไปได้ตลอดชีวิต สักวันหนึ่ง ฉันก็ต้องลาออกอยู่ดี เพราะฉะนั้น ลาออกตอนที่อายุยังน้อยนี่แหละดีแล้ว จะได้มีเวลาเริ่มต้นกับงานใหม่ๆ หากย้ายงานตอนอายุมาก บริษัทไหนจะรับเข้าทำงาน จะลำบากกว่าตอนอายุน้อยๆ แบบนี้หลายเท่านัก

ฉันตัดสินใจลาออกมาพักผ่อนและรับเงินสำหรับคนว่างงานจากประกันสังคมอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน ระหว่างนั้นฉันก็เสิร์ชหางานในอินเตอร์เน็ตไปพลาง ๆ ตั้งใจว่าถ้าได้งานที่เดินทางสะดวก ฉันก็จะเริ่มเข้าทำงานใหม่ แต่ก็ไม่ได้รีบร้นอมากนัก เพราะตั้งแต่เรียนจบมาฉันยังไม่เคยได้หยุดพักเลย ขอใช้โควตาคนว่างงานสักหน่อยแล้วกัน ซึ่งแม่ก็เห็นดีด้วย เพราะพักหลังฉันเริ่มป่วยบ่อยจากการทำงานอันหนักหน่วงมานานหลายปี

แต่แล้วฉันก็ได้รับทราบเรื่องไม่คาดฝันจากนายดินมาหนึ่งเรื่อง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้ชีวิตฉันต้องพลิกผัน รองจากเหตุการณ์การจากไปของพ่อเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วก็ว่าได้

“แก้ว ดินกับแม่ทะเลาะกัน เรื่องการขายของและการหาเงินผ่อนงวดรถมาสักพักแล้ว แก้วก็รู้ใช่มั้ย”

“ใช่ แก้วรู้” ฉันรู้ว่าแม่ของดินเป็นคนอารมณ์ร้อน และมักจะด่าทอดินอยู่เสมอ เวลาที่เงินจะไม่พอส่งงวดรถ หรือเวลาที่ดินทำอะไรไม่ถูกใจแม่ ฉันก็คอยปลอบใจดินมานาน เป็นเวลาเกือบห้าปีแล้วก็ว่าได้ ไม่มีช่วงไหนเลยที่ดินกับแม่จะไม่ทะเลาะกัน แต่ฉันก็คิดว่าคงเป็นปัญหาธรรมดาทั่วไป ดินอยู่กับแม่สองคน ก็ต้องกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา เพราะพ่อของดินบวชเป็นพระ อีกทั้งพ่อของดินก็เลิกรากับแม่ของดินไปนานมากแล้ว

“ดินตัดสินใจรับภาระส่งงวดรถจากแม่มาแล้วนะ ดินจะขายของคนเดียว หาเงินผ่อนรถเอง ให้แม่ขายของเล็กๆ น้อยๆ ไว้ใช้ส่วนตัวก็พอ จะได้ไม่ต้องเครียดเรื่องเงินส่งรถ และจะได้ไม่ต้องทะเลาะกันบ่อยๆ ดินไม่อยากทำบาป”

“ดีแล้วล่ะ ว่าแต่ดินทำไหวเหรอ”

“แก้วมาขายของกับดินไหม จะได้ไม่ต้องไปทำงาน อีกแค่ปีเดียวก็จะผ่อนรถหมด ดินจะแบ่งเงินให้แก้วไว้ใช้ส่วนตัวนิดหน่อย แก้วจะตกลงไหม”

“อันที่จริงก็ได้นะ ตอนนี้รถพี่กิ่งก็ผ่อนหมดแล้ว บ้านก็ผ่อนหมดแล้ว แก้วแค่ช่วยค่ากับข้าวแม่เดือนละพันสองพันก็พอ ส่วนตัวแก้วไม่ได้ใช้เงินอะไรมากมายอยู่แล้ว” หากเงินไม่พอจริงๆ ฉันก็จะกลับไปทำงานบริษัท ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรนี่นา วุฒิการศึกษาก็ยังมี ข้อนี้ฉันคิดอยู่ในใจ และก็ได้บอกให้แม่และครอบครัวที่เป็นห่วงว่าเงินจากการขายของจะไม่พอเลี้ยงดูสองครอบครัว เพราะขนาดผ่อนรถยนต์ของดินคันเดียวก็ยังแทบไม่พอ

“งั้นก็ดีเลย เราจะได้ทำงานด้วยกันทุกวัน อีกหน่อยก็จะสร้างครอบครัวด้วยกัน ดินมีความสุขจัง”

“อื้ม แก้วจะพยายามนะ อะไรที่แก้วไม่เคยทำ ดินก็ช่วยสอนนะ ถ้าเงินไม่พอส่งรถก็เอาเงินแก้วไปหมุนได้ แก้วพอมีเงินเก็บ ไว้ผ่อนรถเสร็จค่อยทยอยคืนแก้วก็ได้นะ”

“อื้ม ดินจะพยายามไม่ให้แก้วลำบาก แก้วอดทนหน่อยนะ”

ฉันกับดินช่วยกันขายของผ่อนรถที่เป็นชื่อแม่ของดินอยู่เกือบครึ่งปี ก็พบว่าเศรษฐกิจมันไม่ได้ดีเหมือนตอนที่เราคบกันแรกๆ ดินหมุนเงินไม่ทันต้องยืมเงินฉันมาหมุนอยู่แทบทุกเดือน จนตอนนี้เงินเก็บของฉันค่อยๆ หายไปทีละนิด ฉันเองก็ใจหายตามยอดเงินในบัญชีเหมือนกัน

“ดินว่าเราต้องใส่คอกรถ ตอนนี้เราขายของได้ดี แต่เงินหมดกับค่าน้ำมันไปเดือนละเกือบหมื่น”

จริงอย่างที่ดินว่า อันนี้ฉันเห็นด้วย

“แต่เงินล่ะ แก้วพอมีเงินเก็บอยู่ แต่เป็นบัญชีฝากประจำรายปี หากเอาออกมา มันจะไม่ได้ดอกเบี้ยเลย อีกอย่าง แก้วต้องเก็บไว้จ่ายหนี้ กยศ.” ฉันลำบากใจมาก รู้สึกสงสารแม่ด้วยที่ไม่ได้เงินค่ากับข้าวจากฉันมาหลายเดือนแล้ว แต่ก็คิดว่าอีกไม่กี่เดือน รถของดินจะผ่อนหมด เราสองคนจะสบายขึ้น จะมีเงินส่งให้แม่ของเราทั้งคู่แล้ว

“ของเก่าดินยังไม่ได้คืนเลย ดินละอายใจที่ต้องยืมเงินแก้ว ดินว่าดินจะขอยืมจากป้าที่ดินนับถือ”

“เอาอย่างนั้นเลยเหรอ”

“ไม่ต้องห่วง อีกไม่กี่เดือนผ่อนรถหมด ดินจะหาเงินมาคืนแก้วกับป้าได้แน่นอน”

“ลองดูก็แล้วกันเนอะ”

ฉันคิดลังเลใจอยู่หลายวันว่าจะกลับไปทำงานบริษัทดีไหม คงมีสักที่ที่ทำให้ฉันสบายใจมากกว่าบริษัทเดิมที่เคยทำ แต่ก็นั่นแหละนะ ขนาดสองคนยังขายของไม่ทัน แล้วดินคนเดียวจะทำทันได้อย่างไร อีกอย่างดินจะต่อคอกรถแล้ว ค่าน้ำมันรายเดือนจะลดลงมาก อะไรๆ คงจะดีขึ้น และฉันก็ชอบอาชีพขายของนี้ไม่น้อย ทุกคนที่ตลาดเอ็นดูฉันกับดินมาก ฉันยังมีความสุขกับอาชีพนี้ หากมันจะกลายเป็นอาชีพที่ถาวรได้ ฉันกับดินคงจะมีความสุขมาก



และแล้ว วันที่พายุลูกใหญ่ พัดโหมเข้ามาในชีวิตของฉันกับดินก็มาถึง ฉันเพิ่งรู้ว่าละครน้ำเน่าหลังข่าวมันก็แต่งมาจากเรื่องจริงนี่เอง

จู่ๆ แม่ของดินก็ไปเช่าที่ดินไว้ผืนหนึ่ง ดินก็เห็นด้วยว่าการปลูกของขายเองจะทำให้รายได้ดีขึ้น ไม่ต้องใช้ต้นทุนมากเหมือนที่เป็นอยู่นี้ และการปลูกบ้านเล็กๆ อยู่ในที่เช่าใหม่นี้ก็เป็นการดีไม่น้อย บ้านเช่าหลังเก่าก็คืนเจ้าของไป จะได้เสียค่าเช่าทางเดียว ได้ทั้งที่ปลูกพืชผลและได้ที่อยู่อาศัย แล้วดินยินดีจะเป็นคนผ่อนจ่ายค่าปลูกบ้านหลังน้อยนี้ด้วยตัวเองซึ่งคงไม่เกินเจ็ดแปดหมื่นบาท ซึ่งฉันก็ไม่ได้คิดเห็นประการใด และก็ดีใจไม่น้อยที่แม่ดินตั้งใจว่าจะให้บ้านสวนหลังนี้เป็นเรือนหอของเราสองคน

แต่ปรากฏว่าในวันที่ดินพาลุงของฉันมาวางแผนลงเสาเอกของบ้าน แม่ของดินกลับบอกให้ลุงของฉันทำบ้านปูนหลังใหญ่ มีเสาสูง 10 ศอก มีเสารวมทั้งหมด 12 ต้น ลุงของฉันตกใจมาก นี่ไม่ใช่บ้านสวนหลังเล็กๆ แต่เป็นบ้านปูนขนาดใหญ่โตถึง 9 ห้อง แม่ของดินไม่ฟังคำแนะนำของลุงแม้แต่น้อย ยืนยันจะจ้างร้านหล่อเสาปูนสูง 10 ศอกให้ได้ เพราะบ้านคนปกติไม่มีใครใช้เสาสูงขนาดนี้ ร้านจึงไม่ได้ทำสำรองไว้

ฉันไม่ค่อยสนิทกับแม่ของดินนัก มาวันนี้ฉันเพิ่งรู้ว่าแม่ของดินเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ฟังเสียงใคร และพูดจาก้าวร้าวอย่างมาก ไม่แปลกเลยที่แม่จะดุด่าดินเสมอเวลาที่ไม่มีเงินผ่อนจ่ายงวดรถ ซ้ำแม่ของดินยังบังคับให้ลุงของฉันมานอนเฝ้าที่ที่เช่า เพราะกลัวคนจะมาลักขโมยเสาและอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งที่เราตกลงกันไว้แล้วว่า ลุงของฉันมีกิจธุระ ต้องไปรับไปส่งทุกวัน ซึ่งลุงไม่ได้เรียกร้องเงินทองมากมายอะไร ที่มาช่วยทำบ้านเพราะเห็นแก่ฉันที่เป็นหลาน และลุงก็อายุมากแล้ว

“ดิน...ลุงคงมานอนเฝ้าของไม่ได้ มันไม่ได้อยู่ในข้อตกลงที่เราคุยกันไว้ แก้วยอมให้ลุงมาลำบากไม่ได้ ลุงมีภาระต้องเลี้ยงหลานและรับส่งป้าไปทำงาน แต่ที่สำคัญที่สุด บ้านหลังนั้นมันใหญ่โตเกินไป หากเจ้าของที่เขาเอาที่คืน เงินที่ลงทุนไปมากจะสูญเปล่า แม่ดินมีเงินมากขนาดนั้นเชียวเหรอ ถ้ามี ทำไมถึงทะเลาะกับดินทุกครั้งที่เงินไม่พอส่งงวดรถล่ะ ดินลองคุยกับแม่ดีๆ นะ แม่เข้าใจว่าดินจะเป็นคนหาเงินมาจ่ายหรือเปล่า เงินหลายแสนเลยนะนั่น” ฉันบอกระหว่างที่ดินขับรถไปส่งลุงของฉันที่บ้าน

“ดินก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน มันไม่เหมือนที่แม่คุยกับดินเลย แต่ดินไม่อยากขัดแม่ ไม่อยากให้แม่พูดจาก้าวร้าวให้ลุงของแก้วไม่สบายใจ”

“จ้ะ ค่อยๆ คุยกันนะ มันเป็นความเสี่ยงมากเลย กับการสร้างบ้านหลังใหญ่ในที่ดินของคนอื่น เป็นไปได้ไหม ถ้าจะสร้างแค่บ้านสวนเล็กๆ พอกันแดดกันฝนได้ ถ้าอย่างนั้นแก้วยินดีช่วยดินขายของเอาเงินไปจ่ายค่าบ้านได้ เพราะใช้เวลาไม่นานก็คงจะผ่อนจ่ายได้หมด แต่ถ้าเป็นบ้านปูนหลังใหญ่โตใช้เงินหลายแสนนั้น แก้วคงทำไม่ได้ แก้วคงต้องกลับไปทำงาน แก้วยังมีภาระต้องเลี้ยงดูแม่ ต้องช่วยค่ากับข้าว ค่าน้ำค่าไฟ ดินเข้าใจแก้วใช่มั้ย”

ดินขาดการติดต่อไปหลายชั่วโมง จนกระทั่งเที่ยงคืนวันนั้น ดินโทรมาบอกว่าดินไม่สามารถอยู่กับแม่ได้อีกต่อไป แม่ไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย แม่ยืนยันจะทำบ้านหลังใหญ่ต่อไป แม่จะไปยืมเงินคนอื่นมาทำ และแม่พูดถึงแก้วในทางที่ไม่ดี แม่หาว่าแก้วเป็นยุยงดินทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องทำคอกรถ หาว่าแก้วเป็นคนทำให้ดินดื้อกับแม่ หาว่าแก้วเอาเงินขายของไปจนหมด แถมลุงของแก้วก็ไม่ยอมทำบ้านต่อให้เสร็จ แม่บอกให้ดินเลิกกับแก้ว ถ้าไม่เลิกก็ให้ออกจากบ้านไปตัวเปล่าๆ ให้คอยดูว่า ดินมีตัวเปล่าๆ แก้วจะยังคบกับดินไหม

ฉันอึ้ง!

นี่มันอะไรกัน แม่ของดินไม่เคยดุด่าอะไรฉันเลย เราไม่เคยมีเรื่องทะเลาะอะไรกัน เมื่อก่อนตอนที่ยังทำงานบริษัทในวันหยุดฉันก็เคยไปช่วยดินกับแม่ขายของที่ตลาด ไปช่วยทำสวนที่บ้าน คบหากับดินมาก็หลายปี แม่ดินก็เหมือนจะยอมรับให้เราสองคนคบหากันแล้วนี่นา ถึงขนาดบอกว่าบ้านที่จะปลูกนี้จะยกให้เป็นเรือนหอของเรา! แต่ทำไมวันนี้แม่ดินถึงกล่าวหาฉันได้ขนาดนี้ นอกจากค่าข้าวค่าน้ำเล็กๆ น้อยๆ ฉันไม่เคยเอาเงินขายของของดินไปเลย แถมยังต้องออกเงินทุนหมุนเวียนให้ดินใช้ซื้อของมาขายด้วยซ้ำ

“เอาเถอะดิน แก้วจะทำให้แม่ดินเห็นเองว่าแก้วรักดินที่ใจ มาตัวเปล่าๆ ก็ได้ เรามาสร้างชีวิตกันใหม่ ทำให้แม่เห็นว่าแม่เข้าใจเราผิดทุกอย่าง เราจะไม่ทิ้งกัน เราจะสู้ไปด้วยกัน” เรื่องนี้ฉันปรึกษากับแม่และพี่ๆ แล้ว ทุกคนรู้จักดินดีว่าเป็นเด็กดี ขยัน มีมานะอดทน บุหรี่ไม่เอา เหล้าไม่แตะ และรู้ดีว่าแม่ดินเป็นคนที่ค่อนข้างปากร้าย แต่ไม่คิดว่าจะใจร้ายถึงเพียงนี้ด้วย

(อันที่จริงเมื่อสี่ห้าปีก่อน แม่ของดินได้หาผู้หญิงคนหนึ่งไว้ให้ดินแล้ว ผู้หญิงคนนั้นมีที่สวนหลายสิบไร่ เป็นหญิงที่อายุเยอะแล้ว แต่ดินไม่ได้รักชอบผู้หญิงคนนั้น ฉันว่านี่อาจจะเป็นเรื่องที่แม่ของดินรู้สึกขัดใจมานานที่ดินมาคบกับผู้หญิงที่ไม่มีที่ทางมากมายอย่างฉัน จนวันนี้จึงได้นำเรื่องทุกอย่างมาปนเปกัน นำความเครียดทุกอย่างที่มีมาโทษว่า เป็นเพราะดินคบกับฉัน ถึงได้เป็นแบบนี้)



“แก้วจะไม่ทิ้งดินใช่มั้ย” ดินถามเสียงเศร้าในขณะที่ปั่นจักรยานพร้อมสะพายกระเป๋าเป้หนึ่งใบมาที่บ้านของฉัน ดินมาแต่ตัวกับเงินอีกสองร้อยบาท แค่นั้นจริงๆ

“แก้วจะไม่ทิ้งดิน อย่าเพิ่งคิดมากเลย พักผ่อนให้มากๆ พรุ่งนี้เราต้องไปขายกระทงกัน มันเป็นเงินทุนก้อนสุดท้ายของเรา” ใช่แล้ว ช่วงนั้นใกล้เทศกาลลอยกระทง เราเตรียมธูปเทียน ต้นกล้วย ใบตองไว้หมดแล้ว เราตั้งใจจะเอาไปขายรวมกับของสวนที่เราเพิ่งลงทุนไปหลายพันบาท แต่ของสวนพวกนั้นอยู่ที่บ้านแม่ดิน มีเพียงอุปกรณ์ทำกระทงที่อยู่ที่บ้านของฉัน

เหมือนดินจะยังงงๆ พอๆ กับฉันที่ยังสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เราสองคนยืมรถเก๋งของพี่กิ่งไปขายกระทงที่วัด ทำกระทงตั้งแต่เช้ายันสองทุ่มได้เงินมาเกือบสองพันบาท คืนนั้นเราสองคนหลับไปพร้อมกับความเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร แม่ของดินจะใจเย็นลงบ้างไหม เราจะทำมาหากินอะไรกัน หรือเราจะกลับไปทำงานบริษัทกันทั้งคู่ดี?

SHARE
Written in this book
บันไดแก้ว
ชีิวิตจริง อิงนิยาย สุข เศร้า เหงา ซึ้ง ของแก้วกับนายดิน

Comments