ยาใจ
เป็นคำถามยอดฮิต เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ‘จะเรียนต่อสายไหน สายอาชีพหรือสายสามัญ แต่สายสามัญดีกว่า’ ไม่รู้ว่าเป็นคำถาม คำแนะนำหรือการตีกรอบให้เด็กอยู่กลาย ๆ ฉันเป็นเด็กที่เกิดและเติบโตในเขตปริมณฑลก็จริง แต่สมัยนั้นยังไม่มีสมาร์ทโฟนให้ฉันหาข้อมูลอะไรให้กับอนาคตของตัวเองได้ ครอบครัวเรามีเพียงโทรศัพท์มือถือปุ่มกดไว้โทรติดต่อกับพี่ชายและญาติ ๆ เท่านั้นเอง

ตอนแรกเราสองคนพี่น้องอยากเรียนสายอาชีพ อยากเป็นช่างอิเล็กทรอนิกส์ เราคิดว่ามันเจ๋งมาก หากเราจะซ่อมทีวี วิทยุ เครื่องใช้ไฟฟ้าเองได้โดยไม่ต้องจ้างช่างซ่อม แต่พี่ชายของเราซึ่งเรียนช่างไฟฟ้าก็บอกว่าอย่าเลือกสายอาชีพเลย ให้เรียนต่อมัธยมปลายและสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีกว่า

จะว่าไปก็มีเหตุผลเรื่องการเดินทางเข้ามาอีกเรื่อง คือโรงเรียนอาชีวะนั้นอยู่ไกลจากโรงงานของแม่มาก นั่งรถหลายต่อกว่าจะถึง แต่โรงเรียนมัธยมปลายในตัวอำเภอ สามารถนั่งรถสองแถวต่อเดียวถึง ประจวบกับคำแนะนำของบรรดาหัวหน้าคนงานและผู้บริหารโรงงานที่เอ็นดูว่าลูกสาวคนงานคู่นี้เรียนเก่งมาแต่ไหนแต่ไร จึงมักแวะเวียนมาคุยเรื่องการเรียนกับเราสองพี่น้องเสมอ และคำแนะนำนั้นก็มีอยู่ว่า

‘เรียนสายสามัญดีแล้ว เลือกเรียนวิทย์คณิตดีที่สุด หากอนาคตจะย้ายไปเรียนอย่างอื่นก็ทำได้ แต่ถ้าเรียนสายศิลป์ จะเปลี่ยนไปเรียนทางวิทย์ไม่ได้อีก’

ในเมื่อฉันเองก็ยังไม่รู้ว่าโตขึ้นอยากประกอบอาชีพอะไร การทำตามคำแนะนำที่ว่านั้นก็เห็นจะถูกต้องแล้ว

ชีวิตวัยเรียนนั้นจะว่ายาวนานก็ใช่ แต่จะว่าไปเวลาก็ผ่านไปเร็วเช่นเดียวกัน จากที่เคยลังเลว่าจะเลือกเรียนสายวิทย์คณิตดีหรือไม่ ฉันก็เลือกเรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และการเป็นบัณฑิตจากคณะวิทยาศาสตร์ก็ทำให้ความรู้เกี่ยวกับระบบของร่างกาย การแพทย์ สารเคมีหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ติดตัวมามากมายทีเดียว แม้ว่าวันนี้ ฉันกลายมาเป็นแม่ค้าขายของสวน หรือต่อให้เปลี่ยนอาชีพไปทำอาชีพอะไรก็ตาม ฉันก็ไม่มีวันลืมว่าแอลกอฮอล์สามารถฆ่าเชื่อโรคได้ อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ และพื้นดินเฉอะแฉะเป็นแหล่งรวมพยาธิชั้นดี ถ้าหากนับจากวันที่มีประจำเดือนวันแรก สิบสี่วันหลังจากนั้นจะเป็นวันที่ไข่ตก ช่วงนั้นฉันจะดูแลตัวเองเป็นพิเศษ หนีห่างจากผู้ชายที่ไม่น่าไว้ใจเอาไว้ได้เป็นดี อะไรทำนองนี้

ฉันเพิ่งรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ยาก เมื่อต้องอธิบายให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์ให้คน(ดื้อ)ทั่วไปฟัง ในฐานะแม่ค้าขายกล้วยน้ำว้า ฉันจะทำอย่างไร เมื่อลูกค้าต้องการซื้อกล้วยน้ำว้าสุกไปให้ลูกน้อยวัยไม่ถึงสี่เดือนรับประทานต่างข้าว

ลูกค้าหญิง: พอดีอยากได้กล้วยสุกไปให้ลูกทานค่ะ

ฉันเริ่มเอะใจ แต่ว่าตอนนี้ข่าวในโซเชียลก็มีให้เห็นมากมาย ว่าเด็กควรเริ่มรับประทานอาหารอื่นที่ไม่ใช่นมหลังอายุหกเดือน ไม่รู้ว่าคุณแม่ท่านนี้จะเชื่อโบราณหรือเชื่อแพทย์สมัยใหม่มากกว่ากัน

ฉัน: เอ่อ น้องอายุกี่เดือนแล้วคะ

ลูกค้าหญิง: ยังไม่สี่เดือนเลยค่ะ

ฉัน: เอ๋...ไม่น่าจะทานได้นะคะ เพราะระบบย่อย ลำไส้น้องยังไม่แข็งแรง อาจทำให้ย่อยยาก ลำไส้อุดตันได้นะคะ

ลูกค้าหญิง: ใช่ค่ะ หมอก็บอกเหมือนกัน แต่แม่น่ะซีคะ ให้กินกล้วยบดตั้งแต่สองเดือนแล้ว

ฉัน: ถ้างั้นอย่าซื้อไปเลยค่ะ

ลูกค้าหญิง: งั้นซื้อไปให้คนโตดีกว่าค่ะ

ฉันยิ้มให้กับลูกค้า พร้อมกับนำกล้วยน้ำว้าสุกหวีนั้นใส่ถุงยื่นให้ ดีใจที่คุณแม่ยังสาวท่านนี้รับฟังในความเห็นของฉัน หวังว่าความหวังดีของฉันจะทำให้เด็กน้อยคนนี้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง และหวังว่าคุณยายคงจะเข้าใจ

หากถามว่าฉันเชื่อข่าวตามเพจต่าง ๆ ในเฟสบุ้คทันทีหรือไม่ หากข้อมูลไม่ได้มากจากแพทย์ อีกทั้งคุณย่าคุณยายก็เลี้ยงเรามาแบบนี้ตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ฉันก็คงไม่เชื่อง่าย ๆ แต่เมื่อไปค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ก็พบว่าข้อมูลเหล่านี้มาจากทางการแพทย์จริง ๆ และจากที่พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด ให้ความรู้กับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ไว้ว่า

“ธรรมชาติบอกเป็นนัยมาอยู่แล้วค่ะ ว่า ฟันของเด็กจะขึ้นช่วงอายุ 6 เดือน ดังนั้น ตอนที่ฟันของเด็กยังไม่ขึ้น พ่อแม่ก็ยังไม่ควรจะป้อนอาหารอื่นๆ ให้เด็กนอกเสียจากนมแม่ และถึงแม้ว่า สารอาหารในกล้วยจะมีอยู่ประมาณ 20 กว่าชนิด ขณะที่สารอาหารในนมแม่มีมากกว่า 200 ชนิด ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลย และเหตุใดพ่อแม่จึงต้องรีบให้ลูกสละการกินอาหารที่มีสารอาหารมากกว่า ไปกินอาหารที่มีสารอาหารน้อยกว่า”

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงไม่ลังเลเลยที่จะสอบถามคุณพ่อคุณแม่ที่มาซื้อกล้วยน้ำว้าสุกทุกคนว่า ‘น้องอายุกี่เดือนแล้วคะ’

แต่ใช่ว่าคุณพ่อคุณแม่สมัยใหม่จะยอมรับความรู้ทางการแพทย์เสมอไป เมื่อฉันถามคำถามนี้กับคุณพ่อท่านหนึ่งซึ่งอุ้มลูกน้อยมาในอ้อมแขนซึ่งฉันเล็งเห็นแล้วว่าอายุไม่ถึงหกเดือนแน่ ๆ แต่คุณพ่อท่านนั้นกลับพูดด้วยน้ำเสียงโผงผางกลับมาว่า

“โอ๊ย หกเดือนนั่นเป็นสูตรของหมอ โบราณเขาให้กินกันตั้งแต่เดือนสองเดือน นี่ก็กินตั้งแต่สองเดือนแล้ว ให้กินตอนหกเดือนเด็กก็ไม่โตสิ!”

ฉันอึ้งมาก สองมือก็หยิบกล้วยน้ำว้าสุกใส่ถุงอีกตามเคย นึกลังเลอยู่ในใจว่าฉันจะช่วยอะไรหนูน้อยหน้าตาน่ารักนี้ได้บ้าง แต่คิดอีกที หากฉันพูดมากไป ก็ช่วยอะไรไม่ทันแล้ว มีแต่จะทำให้คุณพ่อมือใหม่ท่านนี้มีความกังวล รู้สึกผิด หรืออาจจะโกรธก็ได้ที่แม่ค้าพูดอะไรไม่เป็นมงคลออกมา บางทีน้องอาจจะไม่เป็นอะไร และความเชื่อความหวังดีที่พ่อมีแต่ลูกคนนี้จะยังคงอยู่ตลอดไป

“งั้นเหรอคะ เก่งจังค่ะ” ฉันยิ้มให้กับลูกค้าชาย ฝ่ายลูกค้าชายก็ยิ้มตอบมา ก่อนจะเดินจากไป

“มีอะไรกันหรือ” นายดินหันมาถาม เขามัวแต่ยุ่งอยู่กับการปิ้งกล้วยหักมุก จึงไม่รู้ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น

“แก้วบอกลูกค้าไปว่าเด็กอายุไม่ถึงหกเดือนกินกล้วยบดไม่ได้ แต่ลูกค้าเขาบอกว่านั่นมันเป็นสูตรแพทย์ สูตรโบราณให้กินตั้งแต่สองเดือน เขาพูดเสียงดังเลย เราเลยไม่พูดอะไรต่อ”

“ทำถูกแล้วล่ะ เพราะผู้ชายคนนั้นรู้อยู่แล้วว่าหมอแนะนำยังไง แต่เขาเลือกเชื่อโบราณ ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก ตัวเองทำดีที่สุดแล้ว”

“อื้อ ก็จริงนะ แต่เราแปลกใจจัง ทำไมเขาเลือกเชื่อโบราณมากกว่าการแพทย์”

“เขาอาจไม่ได้เชื่อโบราณ แต่เชื่อในความรักความหวังดีที่คุณย่าคุณยายมีต่อลูกหลาน จะเรียกว่าอะไรล่ะ มันเป็นเหมือนยาใจ”

“ยาใจเหรอ”

“ยาของหมอ เทคนิคของหมอ เอาไว้ดูแลรักษาร่างกาย แต่ความรู้ของคุณย่าคุณยายเป็นเหมือนยาใจ ที่คอยรักษาใจให้ลูกหลาน ว่าถ้าทำตามอย่างคนรุ่นก่อนนี้ รับรองว่าดีแน่นอน พอใจเราดี ไม่คิดมาก ไม่กังวล ร่างกายมันก็ดีตามเอง อย่าคิดมากเลย ขายของต่อเถอะ”

“อื้อ ขอบคุณมากนะ เราสบายใจขึ้นมาเลย พ่อยาใจ”

แต่เรื่องยายังไม่จบเพียงเท่านี้ เมื่อฉันได้มีโอกาสคุยกับคุณป้าท่านหนึ่ง ป้าแกมีอาชีพขายน้ำพริกผักต้ม แต่ไม่รู้ว่าชีวิตของป้านั้นมีเรื่องอะไรให้ปวดหัว จนต้องกินยาพาราเซตามอลทุกวันวันละสองเม็ด ไม่อย่างนั้นจะนอนไม่หลับ ยาหนึ่งกระปุกกันสองผัวเมีย ไม่กี่วันก็หมด

ฉันได้ฟังก็ตกใจมาก ความรู้ที่ได้จากบริษัทวิจัยยาต้องได้รับการเผยแพร่

ฉัน: ป้าคะ ไม่ได้เด็ดขาดนะคะ ยาพารากินเกินขนาดไม่ได้ กินแบบนี้ตับไตพังหมด (ทำไมต้องทำเสียงดุ)

ป้า: ไม่ได้อ่ะหนู ป้าปวดหัว ป้านอนไม่หลับ เลิกไม่ได้หรอก

ฉัน: ต้องได้ค่ะป้า ป้าเลิกได้ เอางี้ ถ้าวันไหนนอนไม่หลับ ลองสลับไปกินยาแก้แพ้อากาศหรือไปขอยาคลายเครียดจากหมอ แล้วก็ค่อย ๆ หยุดยาทุกชนิดไปเลย

ป้า: มันกินมานานแล้วหนู จะทำได้ยังไง

ฉัน: แต่ถ้าตับไตพัง ร่างกายป้าจะแย่ ว่าแต่ตับป้ายังอยู่ดีใช่มั้ยคะ

ป้า: ป้าก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ดีมั้ย เอาเป็นว่าจะพยายามแล้วกัน

หนึ่งอาทิตย์ถัดมา

ฉันได้เจอป้าขายน้ำพริกอีกแล้ว ตลาดนี้ไม่ใช่ตลาดประจำ ฉันกับนายดินจะมาขายของที่นี่เฉพาะวันโกน เพราะจะขายกล้วยและมะพร้าวได้ดี อีกอย่างคือค่าแผงแพงมาก และไกลจากบ้านของเราพอสมควร ฉันลืมเรื่องยาพาราไปแล้ว ถ้าป้าไม่พูดขึ้นมาก่อน

ป้า: นี่หนู ตั้งแต่ที่คุยกับหนูวันนั้น ป้าก็ไม่กินยาพาราทุกคืนอีก เนี่ย อาทิตย์ที่แล้วกินแค่เม็ดเดียวเอง

ฉัน: หา! จริงเหรอคะป้า ดีจริง ๆ ค่ะ ดี ๆ แล้วค่ะป้า ถ้าเลิกได้ขาดจะดีมากเลย หนูดีใจด้วยนะคะ

ฉันดีใจและรู้สึกดีกับตัวเองมาก ที่อย่างน้อยก็ช่วยให้หญิงชาวบ้านหาเช้ากินค่ำคนหนึ่งได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น วิทยาศาสตร์ที่ฉันเคยคิดว่า เรียนก็ยาก จบมาก็ทำงานยากอีก มาวันนี้ฉันเข้าใจแล้วว่า มันมีประโยชน์ต่อตัวฉันเองและผู้คนที่อยู่รอบข้างยังไงบ้าง

หากถามว่า ‘ยาใจ’ ของฉันคืออะไร นอกจากนายดินแล้ว ฉันคิดว่ายาที่ช่วยบำรุงหัวใจของฉัน คือการได้ให้อะไรกับใครสักคนหนึ่ง จะเป็นกล้วยหนึ่งหวีสำหรับคนเก็บขยะในตลาดนัด มะพร้าวอ่อนหนึ่งลูกสำหรับพนักงานเซเว่นที่กำลังตั้งครรภ์ หรือความรู้ที่ช่วยให้ใครสักคนมีชีวิตที่ดีขึ้น นี่แหละ คือยาที่ช่วยให้หัวใจของฉันอิ่มเอม ทำให้ฉันยิ้มกว้าง ๆ อย่างเป็นสุขใจออกมาได้ ยานี้ราคาไม่แพง แต่รักษาโรคใจได้อย่างเหลือเชื่อเชียวล่ะ

SHARE
Written in this book
บันไดแก้ว
ชีิวิตจริง อิงนิยาย สุข เศร้า เหงา ซึ้ง ของแก้วกับนายดิน

Comments