แม่กับแมว
ตั้งแต่จำความได้ สัตว์เลี้ยงที่พ่อกับแม่อนุญาตให้ฉันเลี้ยงมีเพียงชนิดเดียวก็คือปลา จะเป็นปลาหางนกยูง ปลาบอลลูน ปลาเงินปลาทอง อะไรก็ได้ แต่ฉันกับพี่สาวก็เลี้ยงปลาได้อยู่ไม่นาน เมื่อจู่ ๆ ย่าก็ล้มป่วย พ่อเป็นคนที่รักย่ามาก ๆ พ่อทำทุกอย่างให้ย่าหายจากอาการป่วย รวมถึงการให้ลูก ๆ นำปลาไปปล่อย และเลิกนำสัตว์มาเลี้ยงอีก เพราะพ่อเชื่อว่าเป็นการจับสัตว์มาทรมาน หากเราเลี้ยงมันได้ไม่ดีพอ

ในห้องแถวคนงานที่ฉันเคยอยู่มีแมวจรแอบรอดรั้วเข้ามาอยู่กับคนงานอยู่หลายตัว คนงานก็ให้เศษข้าวเศษอาหารพวกมันให้พอประทังชีวิตบ้าง หรือบางห้องก็แอบชุบเลี้ยงเป็นการส่วนตัว ที่จำได้ดีก็พี่สาวห้องฝั่งตรงกันข้าม เธอแอบเลี้ยงแมวตัวอ้วนไว้ มันแสนรู้มาก สามารถเปิดประตู้ห้องเข้าออกเองได้ ฉันกับพี่สาวอยากมีแมวเป็นของตัวเองบ้าง แต่รู้ดีว่าพ่อกับแม่คงไม่อนุญาต

หลังจากย้ายออกมาจากห้องแถว สิบปีผ่านไปเห็นจะได้ ฉันกับพี่สาวมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว และพอแม่เกษียณอายุงานก็ออกมาอยู่กับเรา หน้าที่การงานทำให้เราสองพี่น้องรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและมีความเครียดสะสม เราเห็นพ้องต้องกันว่า นี่แหละเป็นช่วงเวลาที่สมควรแล้ว ที่เราจะมีสัตว์เลี้ยงสี่ขามาเป็นเพื่อนคลายเหงาเสียที

“ไม่เอานะ แม่เกลียดสัตว์มีชีวิตทุกชนิด เลี้ยงไว้เป็นภาระ ถ้าเอามาเลี้ยง แม่จะไปอยู่ที่อื่นจริง ๆ”

คำขู่ของแม่ใช้ได้ผลอยู่แค่ไม่กี่วัน พี่สาวก็วางแผนให้ฉันไปซื้อกระต่ายมาเลี้ยง หวังว่าความน่ารักของมันจะเอาชนะใจแม่ได้ อีกทั้งมันอยู่ในกรง คงไม่ทำความเดือดร้อนให้แม่นัก

“รู้มั้ยว่ากระต่ายกินกับอึอย่างเดียว เหม็นก็เหม็น เมื่อก่อนแม่เคยซื้อให้พี่เอ็งเลี้ยง ไม่เห็นมันจะดียังไง”

(ใช่แล้ว ฉันยังมีพี่ชายแท้ๆ อีกหนึ่งคน ขอเรียกเขาว่า พี่เก่ง เพราะพี่ชายคนนี้เก่งสมชื่อจริง ๆ)

แม่บ่นได้อยู่ไม่กี่วัน ฉันกับพี่สาวก็เห็นแม่เก็บใบกะเพราในสวนครัวที่แม่รักมาให้มันกิน ให้อาหารให้น้ำมัน แม้จะทำไปบ่นไปบ้าง แต่เราก็รับรู้ได้ว่าแม่ใจอ่อนให้กับเจ้า 'จิ๋วหลิว' เข้าให้แล้ว (กระต่ายสีขาวตัวน้อยนี้ฉันตั้งชื่อว่า จิ๋วหลิว)

“แม่ เราเลี้ยงแมวกันดีมั้ย จิ๋วหลิวมันไม่ค่อยยอมให้เราจับ ไม่ยอมออกจากกรงเลย”

“ไม่เอาหรอก เอามาเป็นภาระ แค่จิ๋วหลิวตัวเดียวก็พอแล้ว”

“เลี้ยงสัตว์ตกทุกข์ได้ยากได้บุญดีนะแม่” พี่กิ่งช่วยเสริมอีกแรง

“เอ็งไปทำงานกันหมด คนเลี้ยงก็ต้องเป็นแม่น่ะซี ไม่เอาหรอก”

แต่แล้วปาฎิหาริย์ก็มีจริง อยู่มาวันหนึ่ง แม่กลับจาการไปเยี่ยมญาติซึ่งอยู่ละแวกเดียวกับโรงงานที่แม่เคยทำ แต่ครั้งนี้แม่ไม่ได้กลับมาพร้อมกับของฝากของขวัญ แต่แม่อุ้มแมวมาด้วยสองตัว!

ฉันกับพี่สาวดีใจมาก เราสามคนแม่ลูกจับแมวจรทั้งสองตัวอาบน้ำ เพราะไม่รู้ว่ามันมีเชื้อโรคอะไรติดมาบ้างหรือเปล่า เจ้าแมวก็ร้องโยเยเพราะยังเด็กมาก แล้วก็ไม่คุ้นเคยกันมาก่อน เราจำเป็นจะต้องขังมันไว้ในตะกร้า พร้อมกับข้าวคลุกปลาทูกับน้ำหนึ่งชาม ตั้งใจว่าพอมันคุ้นเคยกับเราแล้ว ค่อยปล่อยมันออกมาวิ่งเล่น

เช้าวันถัดไป พวกเรารีบออกมาดูแมวน้อยในตะกร้าหน้าบ้าน ปรากฏว่าลูกแมวทั้งสองหายตัวไป เราตั้งชื่อว่า ‘บุษบา’ กับ ‘อิเหนา’ เจ้าสองแสบกัดตะกร้าจนขาดและหนีหายไป ฉันกับแม่พยายามเดินหาแล้ว แต่ก็ไม่พบเลย มันคงใช้ชีวิตเป็นแมวจรจนชิน คงไม่ชอบที่ต้องเป็นแมวบ้านกระมัง

ฉันกับพี่สาวเศร้านิดหน่อย สงสารมันมากกว่า นั่งรถเดินทางข้ามจังหวัดมาแบบนี้ ไม่รู้ว่าพวกมันจะอยู่กับแมวเจ้าถิ่นแถวนี้ได้หรือเปล่า

สองวันผ่านไป

ฉันกับพี่สาวกลับจากทำงาน แม่ก็บอกเราว่าเจ้าอิเหนาตัวสามสีมันกลับมานะ แม่ให้ข้าวมันกิน มันหนีแมวอื่นมา ตอนนี้มันไม่หนีเราแล้วนะ

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ และเราใช้ชีวิตกับเจ้าสามสีกันยังไง รู้ตัวอีกทีเจ้าอิเหนาถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ‘อีเหมียว’ ไปแล้ว มันแสนรู้มาก พอแม่เรียกว่า ‘เหมียวมา’ มันก็จะวิ่งกระดุก ๆ มาหาแม่ตลอดเวลา ไม่ว่ามันจะไปวิ่งเล่นอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม

แต่ไม่ว่าแม่จะรัก ‘อีเหมียว’ ของแม่ยังไง แม่ก็ยังคงเลี้ยงไปบ่นไปอยู่ดี

“ไม่เอาแล้วนะ ตัวเดียวพอ เป็นภาระจริง ๆ จะไปไหนก็เป็นห่วง เดี๋ยวจะเอาไปทำหมัน ไม่ให้มีลูกเด็ดขาด”

“แต่มันอยู่ตัวเดียวมันเหงานะแม่ ให้มันมีสักคอกหนึ่งดีมั้ยค่อยทำหมัน” ฉันอยากเลี้ยงลูกแมวที่ยังไม่ลืมตา คิดว่ามันคงน่ารักดี อีเหมียวของแม่เอามาเลี้ยงตอนโตแล้ว อีกอย่างฉันกลัวว่าถ้าพามันไปทำหมัน จะเป็นเวรกรรมให้ฉันมีลูกยากหรือเปล่า

“ไม่เอา ๆ ทุกวันนี้ก็แม่ทั้งนั้น พวกเอ็งอยากได้นักหนาก็ไม่เห็นจะช่วยเลี้ยงเลย มันเริ่มติดสัดแล้วเห็นมั้ย เอาไปทำหมันให้สิ้นเรื่องไป”

ฉันกับพี่สาวอุ้มอีเหมียวของแม่ขึ้นรถไปคลินิกสัตว์ ปรากกฎว่าหมอไม่ทำหมันให้ เพราะในท้องของอีเหมียวมีลูกแมวตัวน้อยเข้าไปนอนแอ้งแม้งอยู่เรียบร้อยแล้ว

“แม่ ถ้ามันมีลูกออกมาห้าหกตัว เราจะเลี้ยงไหวมั้ย” เป็นฉันเองที่เริ่มกังวล

“โอ๊ย ตัวมันแค่นี้ อย่างมากก็ตัวสองตัว เชื่อแม่สิ” แม่บอกในขณะที่นั่งเก้าอี้ตัวเตี้ยอยู่หน้าบ้าน ในมือก็ถือพัด พัดให้อีเหมียวที่นอนอ้อนอยู่ที่เท้าของแม่

ฉันแอบขำในใจ ดูสิ คนเกลียดสัตว์ทุกชนิด กำลังนั่งพัดให้แมวท้องตัวหนึ่งด้วยความรักและเอ็นดู แถมยังเรียกแทนตัวเองว่าแม่กับอีเหมียวอีกต่างหาก



วันนี้อีเหมียวของแม่ดูแปลกไปกว่าทุกวัน ท้องแก่ ๆ ของมันห้อยย้อยจนเดินแทบไม่ไหว แต่มันก็เดินวนไปวนมาอยู่รอบ ๆ ตัวฉันกับพี่สาว เราสองคนไม่เคยเลี้ยงแมวท้อง ไม่รู้จริง ๆ ว่ากำหนดคลอดของมันเมื่อไหร่ จนกระทั่ง

“เหมียว น้ำอะไรนี่” ฉันอุ้มอีเหมียวออกจากตัก พบว่ามันมีน้ำบางอย่างเปียกอยู่บนตักฉัน แถมอีเหมียวก็เริ่มร้องครวญคราง

“มันจะคลอดหรือเปล่า!” พี่กิ่งร้องบอกด้วยความตกใจ

“แล้วจะให้มันคลอดที่ไหน!” ฉันถามในขณะที่สองมือก็กอดปลอบอีเหมียวไว้

“มันต้องมีกล่องมีผ้าไม่ใช่เหรอ อ้อ กะละมังสักผ้าไง!” พี่สาวบอกก่อนจะวิ่งไปหยิบกะละมังซักผ้าพร้อมกับผ้าขนหนูหนึ่งผื่นสำหรับเป็นห้องคลอดของอีเหมียว

ฉันอุ้มร่างอ้วนกลมบนตักลงไปวางไว้ในกะละมังแล้วก็ลูบหัวมันให้หายจากอาการหวาดกลัว แม่ก็ไม่อยู่ด้วย ถ้าแม่อยู่ พวกเราคงไม่ตกใจขนาดนี้

ฉันสัญญากับอีเหมียวทันทีที่เห็นมันแลบลิ้นหายใจหอบว่าจะไม่ยอมให้มันท้องอีกเด็ดขาด มันคงเจ็บมาก ลูกก็ไม่ออกสักที ฉันเอาน้ำป้อนมัน มันก็กินบ้างไม่กินบ้าง หน้าตาของมันเหยเก น่าสงสารจับใจ ฉันกับพี่สาวเฝ้ามันตั้งแต่บ่ายจนเย็น และในที่สุดมันก็คลอดลูกแมวตัวสีดำออกมาเป็นตัวแรก

“กัดสิเหมียวกัด เดี๋ยวลูกหายใจไม่ออก...โธ่ ไม่ยอมกัดอีก” พี่กิ่งบ่นอุบ เพราะนังเหมียวไม่ยอมกัดเยื่อเมือกที่หุ้มตัวลูกน้อยออก จนฉันต้องใช้มือช่วยมันดึงออก

เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง เราสองคนคิดว่านังเหมียวของเรานี้คงมีลูกแค่ตัวเดียวจึงพากันไปนอน แต่ปรากฏว่าเที่ยงคืน พี่กิ่งตื่นขึ้นมาพบว่า มีลูกแมวออกมาเพิ่มอีกสองตัว เป็นสีขาวและสีเทา แถมเยื่อเมือกและรกของมันก็ไม่มีเศษซากให้เราได้เห็น แม่แมวมือใหม่คงจะกินไปหมดแล้วตามสัญชาตญาณ เราสองคนโล่งใจที่อีเหมียวสามสีของเราสามารถคลอดลูกได้อย่างปลอดภัย และพี่กิ่งก็ตั้งชื่อลูกแมวทั้งสามว่า โอเลี้ยง (สีดำ) โอโม่(สีขาว) และโอริโอ้ (สีเทา)

เราสามแม่ลูกดูแลลูกแมวน้อยทั้งสามเป็นอย่างดี ระหว่างที่พาแม่เหมียวไปทำหมัน เราก็ซื้อขวดนมสำหรับลูกแมว ซื้อนมแพะให้ แถมยังต้องคอยเอากระดาษทิชชู่ชุบน้ำเช็ดก้นเพื่อกระตุ้นการขับถ่าย เพราะปกติแม่แมวจะเลียก้นลูกเพื่อให้อึได้ มันก็เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ทั้งตื่นเต้นและสนุกไปในคราวเดียวกัน เหมือนได้อนุบาลเด็กน้อยอย่างไรชอบกล

แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ในวันนั้นฉันยังเป็นพนักงานบริษัท กำลังพักเที่ยงพอดี แม่ก็โทรมาบอกว่า แม่ไม่ได้ตั้งใจ เจ้าโอริโอ้มาอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แม่กำลังเปิดตู้เย็น ก็ก้าวถอยหลังไปเหยียบมันเข้าเต็มๆ และเจ้าลูกแมวน้อยก็มีอาการหัวบวมและซึมไปเลย แม่บอกแม่ร้องไห้ เป่าปากให้มัน กลัวมันจะตาย ฉันตกใจและซึ้งใจในคราวเดียวกัน ไม่คิดว่าแม่ที่เคยบ่นว่าเกลียดแมวจะรักและห่วงแมวขนาดนี้ เมื่อกลับไปถึงบ้าน ฉันกับพี่กิ่งพาเจ้าโอริโอ้ ลูกแมวขนฟูที่ใครเห็นใครก็ชมว่าสวยที่สุดในบรรดาสามพี่น้องไปหาหมอ หมอให้นอนพักที่คลินิก โดยไม่รับรองว่ามันจะหายเป็นปกติ แล้วในที่สุด เจ้าโอริโอ้ก็จากไปอย่างสงบ



“เหมียว แม่ขอโทษนะที่เหยียบลูกเหมียวตาย แม่ไม่ได้ตั้งใจ เหมียวเข้าใจแม่นะ”



หลังจากเจ้าโอริโอ้จากไปได้สักพัก อยู่มาวันหนึ่ง ฉันเห็นแม่อุ้มเหมียวขึ้นไปกอด และบอกเหมียวด้วยประโยคด้านบนนี้ ฉันอมยิ้มและเป็นสุขใจอย่างมาก จากที่เลี้ยงไปบ่นไป วันนี้แม่ดูรักเจ้าแสบทั้งหลายขึ้นมาก ฉันดีใจที่ทำให้แม่ใจเย็นลงและมีเมตตากับสัตว์โลกผู้น่าสงสารเหล่านี้ ฉันขออนุโมทนาบุญกับแม่ด้วยที่อุ้มเจ้าเหมียว แมวจรข้างวัดมาเลี้ยง หากไม่อุ้มมันมา ป่านนี้มันคงผอมแห้งหิวโซ ต้องแย่งข้าวก้นบาตรจากเพื่อนๆ กิน คงไม่ได้กินวิสกัสครบทุกชาติเหมือนวันนี้น้า ^^

SHARE
Written in this book
บันไดแก้ว
ชีิวิตจริง อิงนิยาย สุข เศร้า เหงา ซึ้ง ของแก้วกับนายดิน

Comments