เด็กห้องแถว
ฉันเปิดอ่านสมุดเฟรนด์ชิพที่เพื่อน ๆ สมัยเรียนมัธยมปลายฝากข้อความระลึกถึง รวมไปถึงที่อยู่เบอร์โทรไว้ให้ติดต่อกัน ตอนนั้นคงไม่มีใครรู้ว่าวันนี้จะมีเฟสบุ้คและไลน์เกิดขึ้นมา ฉันเปิดอ่านไปเรื่อย ๆ ก็มาสะดุดอยู่ที่คำอวยพรของเพื่อนสนิทคนหนึ่งในรุ่น

ขอให้เธอได้มีบ้านอย่างที่ตั้งใจ เรามั่นใจว่าเธอจะทำได้

เอ...นี่ฉันอยากมีบ้านมากขนาดไปบ่นให้เพื่อน ๆ เลยเหรอเนี่ย

ใช่แล้ว ตอนนั้นฉันยังอาศัยอยู่ที่ห้องแถวคนงานในบริษัทที่แม่ทำงานมาตั้งแต่เป็นสาวจนกระทั่งเกษียร

ตั้งแต่จำความได้ ฉันกับพี่กิ่งก็ไม่เคยรู้ว่าการมีบ้านเป็นของตัวเองนั้นเป็นอย่างไร อันที่จริงพ่อก็มีบ้านของพ่อ ซึ่งฉันกับพี่สาวจะเรียกว่า ‘บ้านย่า’ และแน่นอน ว่าบ้านของแม่ ก็ถูกเราเรียกว่า ‘บ้านยาย’ แต่ก็ตามชื่อที่เราเรียก เราไม่เคยรู้สึกว่าบ้านทั้งสองหลังคือบ้านของเราอย่างแท้จริง

ด้วยความจำเป็นและความสะดวกสบายในการเดินทาง พ่อกับแม่จึงอาศัยอยู่ในห้องแถวคนงาน ที่มีลักษณะเป็นตึกแถว มีทั้งชั้นเดียวและสองชั้น ขนาดของห้องแต่ละห้องนั้นแค่สี่คูณสี่เมตร (ไม่รู้ว่าตอนนั้นอยู่กันได้อย่างไรตั้งสี่คนพ่อแม่ลูก) มีประตูหนึ่งบานกับหน้าต่างอีกสองบาน กำแพงปูนนั้นเป็นอิฐที่ไม่ผ่านการฉาบด้วยปูนให้สวยงาม ฝ้าเพดานก็ไม่มี ทุกครั้งที่นอนลงจะมองเห็นขื่อคานและกระเบื้องที่มุงอยู่ด้านบน ฉันมักจะจินตนาการว่าถ้าวันดีคืนดีมีงูมาเลื้อยพันอยู่จะทำอย่างไรดี อ้อ ห้องที่ครอบครัวเราอยู่กันนั้นเป็นตึกแถวชั้นเดียว ซึ่งเมื่อถึงหน้าร้อนจะร้อนจนตับเกือบแตก

ถ้าพูดถึงสิ่งที่ไม่ชอบที่สุดเมื่อใช้ชีวิตอยู่ในห้องแถวคือการที่ห้องน้ำนั้นไม่ได้อยู่ติดกับห้องนอน แต่ถูกปลูกสร้างไว้ต่างหาก ครอบครัวละหนึ่งห้อง ถ้าช่วงไหนคนงานเยอะก็อาจจะต้องใช้สองครอบครัวต่อหนึ่งห้อง แต่ครอบครัวเราไม่เคยใช้ห้องน้ำร่วมกับใครเลยตลอดสี่สิบปีที่แม่ทำงานอยู่ที่นั่น

ถามว่ามีข้อดีไหมกับการที่ห้องน้ำอยู่ไกล มันก็มีข้อดีตรงที่กลิ่นไม่พึงประสงค์จะไม่มารบกวนเราเวลากินข้าวหรือเวลานอน แต่ข้อเสียก็คือเวลาปวดท้องตอนกลางคืน การเดินจากห้องนอนไปยังห้องน้ำเป็นระยะทางหลายสิบเมตรนั้นช่างวังเวงเสียนี่กะไร และเมื่อฉันกับพี่สาวเริ่มโตเป็นวัยรุ่น ความกลัวในเรื่องอันตรายจากคนงานใหม่ที่ไม่คุ้นเคยก็เพิ่มขึ้นมาอีก เราจึงตกลงกันว่า หากใครต้องการไปห้องน้ำให้ปลุกเรียกอีกคนให้ไปเป็นเพื่อนกัน

ถ้าพูดถึงสิ่งที่ชอบที่สุดตอนอยู่ห้องแถว คือความสนุกสนาน ลูกคนงานทั้งรุ่นเดียวกันและต่างรุ่นเยอะแยะไปหมด เด็ก ๆ มีอะไรให้เล่นสนุกกันได้ไม่เบื่อ พวกเราจะนัดกันเสมอ ๆ ว่าวันนี้จะเล่นซ่อนแอบ พรุ่งนี้จะเล่นเตย วันมะรืนจะดีดลูกแก้ว หรือวันไหนจะเล่นขายของ ตอนเด็ก ๆ ฉันกับเพื่อน ๆ ก็คิดกันอยู่แค่นี้ หากไม่มีเรื่องทะเลาะกัน ในชีวิตนี้ก็ไม่เห็นจะทุกข์ร้อนอะไรเลย แต่ถึงจะทะเลาะกัน ไม่กี่วันก็จะดีกันเอง

กาลเวลาผ่านไป เพื่อนรุ่นพี่ของฉันค่อย ๆ เติบโตขึ้นและย้ายออกจากห้องแถวคนงานไปทีละคน เพราะกฎของบริษัทบอกไว้ว่า หากลูกคนงานคนไหนเรียนจบปริญญาตรีหรือว่าเลิกเรียน จะต้องย้ายออกไปข้างนอก ฉันเพิ่งจะมาเข้าใจเหตุผลเมื่อย้ายออกมาจากที่นั่นแล้ว เพราะห้องแถวเป็นที่พักให้กับคนงานในบริษัทกับเด็กที่มีความจำเป็นจะต้องอยู่กับพ่อแม่เท่านั้น หากเด็กคนไหนได้งานทำที่บริษัทอื่น มันจะเป็นการไม่เหมาะสมหากเด็กเหล่านั้นจะยังอยู่ในบริเวณของบริษัทต่อไป

และแล้ววันที่ฉันกับพี่สาวจะต้องออกจากห้องแถวคนงานก็มาถึง ทีแรกฉันก็รู้สึกอยากให้ถึงวันนี้ไว ๆ เพราะระยะหลังมานี้มี เพื่อนข้างห้องของแม่มักจะทะเลาะกันบ่อย ๆ อีกทั้งลุง ๆ ป้า ๆ พี่ ๆ ที่เคยอยู่ด้วยกันมาเกือบยี่สิบปีต่างทยอยย้ายออกไปทีละคนสองคน มีแต่คนงานใหม่ที่ฉันไม่คุ้นเคยย้ายเข้ามาแทน บวกกับที่ฉันกับพี่สาวโตเป็นสาวเต็มตัว กำลังจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย มีความฝัน ความหวังมากมายที่อยากจะก้าวไปให้ถึง การออกจากห้องแถวคนงานนี้ จึงน่าจะเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับเราทั้งคู่ แต่พอถึงเวลาต้องขนของย้ายไปอยู่ที่หอพักของมหาวิทยาลัยจริง ๆ มันก็รู้สึกใจหายไม่น้อย แม้เราจะยังไปเยี่ยมแม่หรือพักค้างที่ห้องพักของแม่ได้ตามที่ต้องการ จนกว่าจะเรียนจบ

แต่ความทรงจำวัยเด็กมากมาย รวมถึงความทรงจำที่มีต่อพ่อยังอยู่ที่นี่ ที่ห้องแถวขนาดสี่คูณสี่เมตรนี้ (ฉันเคยเล่าไปหรือยัง ว่าพ่อของฉันเสียชีวิตจากอุบัติเหตุไปตอนที่ฉันกับพี่กิ่งอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 อายุได้ 13-14 ปีนี่แหละ) ฉันจึงไม่เคยลืมห้องแถวคนงานแห่งนั้นเลย อย่างน้อยที่นั่นก็เป็นกล่องเก็บความทรงจำ และเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ฉันได้มีบ้านเป็นของตัวเองในวันนี้

อ้อ แม่ของฉันอาศัยอยู่ที่ห้องแถวคนงานแห่งนั้นต่อไปอีกเจ็ดแปดปีเห็นจะได้ พอฉันกับพี่กิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย เราก็ทำงาน ช่วยกันเก็บเงินจนอายุได้ 25 ปี แม่ก็เกษียรจากการเป็นพนักงานในโรงงาน และย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังใหม่ด้วยกัน

ณ ตอนที่ฉันกำลังกดแป้นพิมพ์อยู่นี้ เราสามคนแม่ลูกผ่อนบ้านจนหมดแล้ว หวังว่าทุกคนคงดีใจกับพวกเราด้วย ^^

SHARE
Written in this book
บันไดแก้ว
ชีิวิตจริง อิงนิยาย สุข เศร้า เหงา ซึ้ง ของแก้วกับนายดิน

Comments

_Manudwhale_
3 months ago
ดีใจด้วยนะคะ😊
Reply
Sea_and_Soulmate
3 months ago
ขอบคุณมากๆ นะคะ ^^

Oei
7 days ago
ดีใจด้วยนะคะ😄👍
Reply