W A Y
     ไม่มีอะไรมากไปกว่า การที่ผมเพิ่งรู้ตัวว่า กำลังเดินอยู่คนเดียวบนถนนที่ห่างจากบ้านเป็น
กิโล มากกว่า การที่ผมไม่รู้ว่าทำไมมาอยู่ที่นี่ แย่พอๆ กันกับความรู้สึกปวดหัวในตอนนั้น ร่าง
หนักอึ้งเหมือนกำลังแบกกระสอบทรายเดินไปมาเหมือนคนบ้าหอบฟาง

     บนถนนนั้นมีไฟที่ส่องสว่างห่างกันร้อยเมตร ทำให้บรรยากาศมันดูวังเวง และตลอดเวลา
ที่เดินอยู่นั้น รถหลายคันขับผ่านผมไปโดยไม่ได้ถามไถ่อะไร ผมรู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้เมา ผมไม่ดื่ม
และไม่มีวันที่จะดื่ม เพราะอาการที่เป็นอยู่ตอนนั้น เหมือนถูกทุบหัวแบะมาครั้งหนึ่ง แล้วตื่นขึ้น
มาอีกทีในสภาพอิดโรยแบบนี้

   ไม่นาน ผมก็จำได้ว่าเดินออกมาจากบ้านของแมทต์ เพื่อนในกลุ่มเดียวกัน เราแค่พูดคุยกัน
และ ผมก็มาอยู่ที่นี่ ถ้านี่เป็นฝัน คงจะเป็นฝันที่สมจริงบัดซบเลยล่ะ

   ตาเบลอ มองเห็นอะไรก็เลือนลางไปหมด ทั้งชีวิตในโฮมทาวน์มันดูจะปกติสุข ผู้คนมองว่า
พวกเราก็แค่เด็กวัยรุ่นทั่วไป ที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับชีวิตวัยทำงานของพวกเขา และไม่ได้สนใจด้วย
ว่าการกระทำของเราจะส่งผลยังไงตามมา คล้ายทำไม่คิด แต่ผมแน่ใจว่าตัวเองอยู่ในขอบข่าย
ของความเป็นจริงที่ไม่ได้เพ้อฝัน

   เวลาแบบนี้ ผมเดินลากสังขารตัวเองกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย ใจไม่ได้มุ่งไปที่เตียงในทันที
แต่กลับเดินเข้าห้องน้ำ แย่สุดก็สะดุดขาตัวเองล้มลงในอ่างอาบน้ำที่มีม่านปิดลงมา นอนแช่อยู่
แบบนั้นเป็นชั่วโมง ก่อนจะรู้ตัวว่าไม่ได้นอนอยู่ที่เตียง ผมจึงค่อยๆลุกขึ้น โดยพยายามไม่ล้มอีก

   เปิดน้ำล้างหน้า ส่องดวงตาของตัวเองในกระจก ผมล้างหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อปลุกตัวเองให้
ตื่นจากอาการมึนงง ก่อนจะเดินไปเปลี่ยนชุด ผมรู้สึกว่าพักหลังๆ ตัวเองเริ่มทำตัวเหลวไหลลง
ทุกที หรือที่แปลกไปกว่านั้น ผมยังเคยรู้สึกว่าไม่ได้อยู่ในสถานที่เดิม หรือบางครั้งไม่อาจควบ
คุมตัวเองให้หยุดทำเรื่องบางอย่าง ในสถานการณ์แย่ๆ ได้

   ทำไปโดยไม่คิด

   ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ผมอาจจะแย่ลงกว่านี้ก็ได้ พยายามนอนหลับ ปฏิเสธทุกคำเชิญไปเที่ยวของ
เพื่อนร่วมกลุ่ม ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการชัทดาวน์ตัวเองอย่างเหนื่อยล้า ไม่ว่าผมจะตื่นขึ้นมากี่ครั้ง
หรือทุกๆ สองชั่วโมง ผมก็ยังเหนื่อยอยู่เช่นเดิม

   และยังคงฝันอยู่เหมือนเดิมเช่นกัน

   ผมเขียนบันทึกว่าตัวเองในแต่ละวันเป็นอย่างไร และผลที่ออกมามันเหมือนพวกเพ้อฝัน หรือคน
ที่ไม่ได้สติกำลังละเมอเขียนบันทึกอะไรแบบนั้นเลย ผมไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรทำให้ผมเป็นแบบ
นี้ มันอาจจะเป็นที่สภาพแวดล้อม หรือการใช้ชีวิตหรือเปล่า?

   ใช่ จะบอกว่าทำงานหนัก ก็ใช่ งานสำหรับมิดเทอมนี้น่ะ มันโถมหนักอย่างไม่น่าให้อภัย ส่วนผม
และจิตใต้สำนึกก็ชอบขัดแย้งกันจนน่ารำคาญ ผมไม่เคยทำอะไรเสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน เหมือนสภาวะ
หมดไฟ และเผชิญกับฝันร้ายในบางวันที่นอนหลับสนิท

   ลองไปหาจิตแพทย์ ก็ช่วยได้มากพอสมควร แต่เขาบอกว่าให้ผมกลับบ้านมาก่อนจะบอกกัน
โต้งๆ ว่าผมเป็นอะไรกันแน่ ทำได้แค่รออย่างใจจดใจจ่อ และผมพร้อมเสมอที่จะรักษาให้ตัวเองหาย
ขาดจากอาการบ้าๆ แบบนี้ และกลับไปใช้ชีวิตอย่างคนปกติ

   มันวนอยู่แบบเดิมซ้ำๆ จนบางวัน ผมก็รำคาญตัวเอง บางครั้งผมก็พ่นคำพูดไม่ดีออกมาในใจ
และจบลงด้วยความขัดแย้งของอีกความคิดหนึ่งที่บอกว่าผมไม่ควรพูดหรือทำเช่นนั้น มันหนัก
ขึ้นทุกวัน

   บางครั้งภาพหลอนทำให้ผมรู้สึกไม่ดี ผมเริ่มมองว่าโลกมันน่าเกลียดขึ้นทุกวันจากความคิดของ
ตัวเอง ต่อต้านอย่างรุนแรงและกลายเป็นความขุ่นหมองภายในจิตใจ

   ผู้คนมองว่ามันคืออาการของคนโรคจิต แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจคำพูดของพวกเขา ผมตั้งใจจะรักษา
อาการจิตตกของตัวเอง ในตอนท้ายที่จิตแพทย์ถามผมว่า เคยมีเรื่องสะเทือนใจในวัยเด็กหรือไม่

   ผมเสียพี่ชายไปกับอุบัติเหตุตอนที่เขาอายุสิบแปด ผมตอบเขาไปแบบนั้น ผมไม่รู้ว่าการสูญเสีย
จะส่งผลต่อผมในทางอ้อม 

    ด้วยเรื่องบางอย่าง บางคืนผมคิดถึงเรื่องในตอนที่เกิดอุบัติเหตุอยู่กรายๆ พยายามจะลืม แต่ก็
ลืมไม่ลงอยู่ดี ผมหวังว่าผมจะได้คำตอบในเร็วๆ นี้

    เหมือนตัวตนกับความคิดมันขัดแย้งกันไปหมด


SHARE
Written in this book
YOU DON'T BELIEVE IN GOD
I DON'T BELIEVE IN LUCK
Writer
sixma
None
ₜₕₐₜ wₒᵤₗd bₑ ₗᵢₖₑ ₘₑ Wₕₒ ₐᵣₑ wᵣᵢₜᵢₙg ₜₕₑᵢᵣ ₒwₙ ₗᵢᵥₑₛ ₐₙd dᵢₑd ₛₗₒwₗy

Comments

naravt
2 months ago
คุณจะต้องผ่านมันไปได้ สู้กับตัวเองนะ
Reply
sixma
2 months ago
: )