จงเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดในแบบของตัวเอง
 1
ถามรุ่นน้องคนนึงว่า "ไปดูสไปเดอร์แมน 2 มาหรือยัง" 
น้องบอกว่า "ยังเลยพี่ ไม่มีเวลาครับ"
“แล้วไงจะไปดูเรื่องนี้ไหม หรือว่าดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้?”
“โหย ยังไงก็ต้องดูพี่ เสาร์-อาทิตย์นี้ถ้าว่างจะไปดู"
“อ้าวเหรอ" ผมนึกว่าไม่ดูก็ได้
“Marvel นะพี่ ดีที่สุดแล้ว แล้วช่วงนี้ไม่มีอะไรให้ดูด้วย"

ก็จริงของมัน ถ้าหนังอื่นเราต้องลุ้นว่าจะดีหรือแย่ แต่มาร์เวลเรารู้มาตราฐานของเขา ไม่ดีก็แปดคะแนน ถ้าดีก็สนุกเลย
“แต่สไปเดอร์แมนผมชอบภาคแรกสุด" น้องบอก "ที่มันปล่อยไยออกมาจากมือ"
“อ๋อของค่าย Sony” ผมนึกตาม
“สามภาคนั้นมันส์สุดแล้ว ถ้าภาคสไปเดอร์แมนตัวสูงๆ นะไม่ชอบเลย"
“Amazing spiderman” ผมคิดตาม "ช่วยไม่ได้นิ นั่นภาคแก้ขัด ถ้าไม่สร้างสไปเดอร์แมนใหม่ทุกห้าปี ค่าย Sony ก็ต้องคืนลิขสิทธิ์ให้มาเวล"

ผมรู้สึกว่าสองภาคล่าสุดยังคงเป็นของโซนี่อยู่ แต่พวกเขาขอให้มาเวลมาช่วยเขียนบท โดยแลกกับการที่สไปเดอร์แมนสามารถไปปรากฏตัวใน Avenger ได้ 

ซึ่งทุกวันนี้จะเห็นว่า หากหนังมาร์เวลเข้าเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร นักดูหนังที่เป็นแฟนคลับก็พร้อมจะไปดูจนแน่นโรง และโรงก็เทรอบฉายให้
สิ่งที่น่าสนใจคือ รู้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ Marvel Comic นั้นเกือบเจ๊ง และปิดกิจการมาแล้ว

2
ในยุค 80 วงการการ์ตูนของอเมริกานั้้นคึกคักสุดขีด เพราะมีซุปเปอร์ฮีโร่ที่ดังที่สุดสองคนอย่าง ซุปเปอร์แมน และ แบทแมน ของค่าย DC ขณะที่ Marvel คือค่ายที่เป็นคู่แข่งในเวลานั้น ส่งสไปเดอร์แมน กัปตันอเมริกา และทอร์มาสู้

ทว่าเมื่อมีจุดสูงสุดย่อมมีจุดตกต่ำ เมื่อเข้าสู่ปี 2000 เด็กรุ่นใหม่หันไปเล่นเกมเพลย์สเตชั่น เกมคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น ทำให้ยอดขายหนังสือการ์ตูนลดลงอย่างหนัก หากไม่ทำอะไรค่ายมาร์เวลจะต้องปิดตัวในไม่ช้า

ทีมผู้บริหารจึงหาเงินทุนโดยนำลิขสิทธิ์ฮีโร่ไปขายให้สตูดิโอหนัง เช่น สไปเดอร์แมนไปขายค่ายSony เอ็กเมนและเดดพลูไปขายค่าย Fox ฮัลค์ไปขาย Universal เพื่อเอาค่าลิขสิทธิ์มาต่อลมหายใจของค่าย โดยมีเงื่อนไขว่าหากสตูดิโอหนังไม่สร้างภาคใหม่ในห้าปี ลิขสิทธิ์จะกลับคืนสู่มาร์เวลในทันที

ค่ายโซนี่ทำสไปเดอร์แมนออกมาโดยไม่คาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จอะไรมาก แค่ได้กำไรนิดหน่อยก็พอ เพราะเป็นหนังการ์ตูน ซึ่งผู้ชมน่าจะเป็นเด็กๆ ทว่ามันกลับฮิตและทำเงินถล่มทลาย

ที่สำคัญหนังซุปเปอร์ฮีโร่ยังสามารถทำภาคต่อออกมาทำเงินได้อีกด้วย เพราะเด็กยุค 80-90 ที่เป็นแฟนฮีโร่เหล่านั้นที่โตเป็นผู้ใหญ่ต่างคิดถึงตัวการ์ตูนเหล่านี้ ขณะที่เด็กรุ่นใหม่ก็หลงรักซุปเปอร์ฮีโร่เหล่านี้ได้ไม่ยาก แต่แน่นอนว่ารายได้มหาศาลจากภาพยนตร์ไม่ได้ตกมาถึงมาเวล เพราะที่ขายในตอนแรกเป็นเพียงค่าลิขสิทธิ์เท่านั้น

3
แม้หนังสร้างจากการ์ตูนของพวกเขาจะขายดี แต่ธุรกิจการ์ตูนและการเงินของมาร์เวลยังย่ำแย่ ครั้นพวกเขาจะเอาลิขสิทธิ์การ์ตูนที่เหลือไปขายค่ายหนังอีก ก็จะเป็นการทำให้คนอื่นรวยเพิ่ม แต่ตัวเองไม่ได้อะไร

แต่หากจะดื้อดึงอยู่ในธุรกิจการ์ตูนและอนิเมชั่นที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นเด็กอย่างเดียวคงไม่รอด เพราะหากการ์ตูนไม่ดังก็ขายลิขสิทธิ์ของเล่นไม่ได้ แต่หากจะทำหนังเอง มาร์เวลก็ไม่มีเงินทุนหรือความเชี่ยวชาญในการทำหนังมาก่อน แค่เรื่องเดียวก็อาจเจ๊งจนค่ายปิดตัวเลยก็ได้

ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไรครับ
หนึ่ง เลือกทางเพลย์เซฟที่น่าจะปลอดภัยที่สุด คือ ทำหนังสือการ์ตูนต่อไป ขายลิขสิทธ์ให้ค่ายหนังเอามันไปทำเงินเรื่อยๆ

สอง ทำหนังเอง แม้จะเสี่ยง และไม่มีเงินทุนเลยก็ตาม

4
มาร์เวลเลือกทางที่เสี่ยงที่สุด โดยเอาลิขสิทธิ์อเวนเจอร์ กัปตันอเมริกา แบล็คแพนเทอร์ แอนท์แมน และดร.สเตรจ ไปกู้ธนาคารมาสร้างหนังเรื่องแรกของพวกเขา อย่างไอรอนแมนในปี 2008 โดยพิถีพิถันในการทำงานทุกขั้นตอน โดยเฉพาะบทที่สำคัญที่สุด ส่วนการแสดงมาร์เวลยอมจ้าง โรเบิร์ต ดาวนี่ จูเนี่ย นักแสดงฝีมือดีค่าตัวแพงหูฉี่มาเล่น

เพราะหากจ้างดาราเกรด B ราคาไม่แพงเพื่อประหยัดงบ หนังอาจเจ๊งตั้งแต่โปรโมต เข้าค่ายเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย แม้จะเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์สเกลใหญ่ราคาหลายร้อยล้าน แต่มาร์เวลทำหนังเรื่องนี้ประหนึ่งงานคราฟ(งานฝีมือ) โดยใส่ใจทุกรายละเอียด เพราะหากหนังเรื่องนี้เจ๊งคือจุดจบของค่าย

มาร์เวลเดิมพันทุกอย่างที่มีกับไอรอนแมน และทันทีที่ไอรอนแมนเข้าฉาย มันก็ทำเงินถล่มทลายยิ่งกว่าหนังฮีโร่ทุกเรื่องที่ค่ายใหญ่ๆ สร้าง พร้อมรับคำชมจากนักดูหนังและนักวิจารณ์ทุกสารทิศ เพราะบท การแสดง และโปรดักชั่นเข้าขั้นสุดยอด ทำให้ค่ายใหญ่อย่างวอร์เนอ โซนี่พิคเจอร์ หรือดิสนี่ย์ อดอิจฉาไม่ได้

ความสำเร็จของไอรอนแมน ทำให้มาร์เวลปล่อยหนังออกมาอย่างไม่คาดสาย และสร้างแฟนกลุ่มใหม่ให้พวกเขามากกว่าเดิมหลายเท่า แค่เปลี่ยนจากบนหน้ากระดาษ มาเป็นจอภาพยนตร์

5
เรื่องของมาร์เวลนี้อาจจะฟังดูเป็นประเด็นเรื่องความกล้าหาญ ที่กล้าเสี่ยงออกมาทำสิ่งที่ไม่เคยทำ แต่ประเด็นที่ผมมองเห็นคือ ความกล้าเสี่ยงที่จะทำสิ่งที่รักและเคยทำอยู่ให้ดียิ่งขึ้นมากกว่า

เพราะสิ่งที่มาร์เวลรักจะทำอย่างการวาดการ์ตูนนั้น กำลังถึงช่วงซบเซา สถาณการณ์ภายนอกล้วนบอกให้พวกเขาเลิกทำสิ่งที่ชอบนี้ แต่ถ้ามองอีกมุมสถาณการณ์แย่ๆ เหล่านั้นก็กลับมาบีบคั้นเพื่อให้พวกเขาหาทางออกที่ดีกว่าเดิม และเติบโตขึ้นมากกว่าเก่า ในระดับที่ยิ่งใหญ่ถึงขีดสุด

เพราะทุกวันนี้มาร์เวลก็ยังคงผลิตหนังสือการ์ตูนออกมาเหมือนเดิม แต่มีแฟนหนังหันกลับมาซื้อการ์ตูนเพิ่ม การ์ตูนเป็นพล็อตที่จะหยิบไปสร้างเป็นหนัง เพื่อเข้าถึงคนส่วนใหญ่ที่ไม่อ่านการ์ตูน ให้ได้รู้จักในสเกลที่ใหญ่ขึ้น

จะเห็นว่ามาร์เวล ยังคงทำสิ่งที่พวกเขารักและชอบอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่มันยิ่งใหญ่กว่ารูปแบบเดิมที่เคยทำ เพิ่มเติมจาก Comic กลายมาเป็น Cinematic แน่นอนว่าหากธุรกิจการ์ตูนยังคงไปได้ดี พวกเขาก็คงไม่เติบโตและยิ่งใหญ่มากขนาดนี้

ดังนั้นทุกครั้งที่ต้องเจอสถาณการณ์ที่ไม่ดี ให้คิดไว้เลยว่ามันเข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลงและยกระดับตัวเราให้เป็นเว่อร์ชั่นที่ดีที่สุด ก็เป็นได้หรือเปล่า
SHARE
Writer
porglon
Editor
พอกลอน ซาเสียง จบสถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ เริ่มทำงานหนังสือด้วยการเป็น กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ springbooks และ สำนักพิมพ์ shortcut / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / เรื่องนี้พี่บอกเธอคนเดียว / ไม่เอาน่ะ อย่าคิดมาก / สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / โตขึ้นจึงรู้ว่า / นักสะสมความรู้สึก / ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ / โลกนี้สอนให้รู้ว่า... ฯลฯ

Comments

Inspiringgirl
1 month ago
ขอบคุณสำหรับพลังบวกค่ะ
Reply
porglon
1 month ago
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ครับผม /   ขอพลังมาเวลจงอยู่กับ Inspiringgirl ฮะ