ธรรมะกลางตลาด
หากพูดถึงความร้อนแรงของแดดเมืองไทย คงไม่ต้องมีคำบรรยายใด ๆ มาก ฉันภาวนาว่าเมื่อไหร่จะถึงฤดูหนาว นี่ก็ปลายปีแล้วแต่ความร้อนแรงของแสงจากดวงอาทิตย์ยังไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลงเลย แม้ตอนเย็น ๆ จะมีฝนตกตามฤดูกาล แต่ตอนเที่ยง ๆ บ่าย ๆ แดดก็ยังแรงเหมือนกลางเดือนเมษายน

เมื่อก่อนตอนทำงานอยู่ห้องแอร์ ฉันรู้สึกหนาวมาก เคยหนาวจนต้องเดินออกมาจากตึก เพราะหนาวจนทนไม่ไหว ศีรษะมันชาไปหมด และล่าสุดได้มีโอกาสทำงานในห้องแลปสำหรับทำงานวิจัยเกี่ยวกับตัวอย่างเลือดที่ต้องเก็บในอุณหภูมิลบเจ็ดสิบองศาเซลเซียส ฉันเคยถูกน้ำแข็งแห้งกัดแขนจนเป็นรอยดำไหม้คล้ายถูกเตารีดนาบ มันเจ็บแสบเหมือนกัน เป็นรอยแผลไหม้สีดำบนผิวหนังเหมือนกัน แต่ตัวต้นเหตุมันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกันอย่างสุดขั้ว คือของที่ร้อนมากกับของที่เย็นมากนั่นเอง

แต่ตอนนี้ฉันเป็นแม่ค้าขายของที่ตลาดนัด ฉันไม่ต้องใส่เสื้อแขนยาวเพื่อกันความเย็น แต่ฉันใส่มันเพื่อป้องกันรังสียูวีและความร้อนที่มากระทบผิวหน้าผิวกาย มันเป็นความลำบากที่ยากจะหลีกเลี่ยงจริง ๆ

พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่จะมากางร่มตั้งแผงตอนบ่าย ๆ เพราะตลาดนัดแห่งนี้เป็นตลาดนัดเย็น ลูกค้าจะมาจับจ่ายซื้อของตอนประมาณบ่ายสามไปจนถึงประมาณหนึ่งทุ่ม แต่ถ้าใครจะมาตั้งแผงและจัดเตรียมร้านก่อนก็ไม่ผิดอะไร นายดินก็เป็นหนึ่งในพ่อค้าแม่ค้าไม่กี่คนที่มาตั้งแผงขายของตั้งแต่ตอนเช้า เพราะจะได้ไม่ต้องรีบเร่งขนของลงจากรถ แถมยังเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าให้กับลูกค้าที่เดินผ่านไปมาอีกด้วย

“ไอ้หนูก็ชอบมาเร็วเหมือนกัน ดี ๆ ป้าจะได้มีเพื่อนคุย” ทีแรกฉันไม่ค่อยกล้าคุยกับแม่ค้าคนอื่น ๆ เพราะกิตติศัพท์ที่เคยได้ยินมาว่าแม่ค้าส่วนใหญ่มักจะ ‘ปากตลาด’ แต่สำหรับนายดิน เขามีเพื่อนเป็นคุณป้า คุณยายในตลาดมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ฉันก็เลยต้องหัดพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าคนอื่น ๆ จนตอนนี้ก็มีเพื่อนต่างวัยหลายคนทีเดียว

“ของมันเยอะจ้ะ อีกอย่างตอนบ่ายรถติด” ฉันหันไปคุยกับป้าเล็ก แม่ค้าขายหอมกระเทียม น้ำมันพืช น้ำตาลทราย และวัตถุดิบในการทำอาหารอีกมากมาย ลูกค้าประจำของป้าเล็กก็จะเป็นคุณแม่บ้านทั้งหลาย เมื่อก่อนแผงเราอยู่ไกลกันก็เลยไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ แต่วันนี้นายดินตัดสินใจย้ายแผงตามคำแนะนำของพี่ ๆ ในตลาด จึงได้มารู้จักเพื่อนใหม่อีกหลายคน

“มาเร็วก็มีลูกค้านะ ไม่ใช่ไม่มี อ้อ นั่นไง มาพอดี”

ป้าเล็กว่าแล้วก็หันไปคุยกับลูกค้า เป็นคุณป้าวัยใกล้เกษียรคนหนึ่ง ฉันจำได้ว่าป้าท่านนี้ชอบขี้จักรยานมาซื้อของตอนบ่าย ๆ เป็นประจำ ฉันก็จัดร้านไปฟังบทสนทนาของคุณป้าทั้งสองคนไปเพลิน ๆ ขอเรียกคุณป้าท่านนี้ว่าป้าเอก็แล้วกันนะคะ

ป้าเล็ก: แหม เจ๊นี่ดีจังเลย เดี๋ยวนี้ไม่ต้องทำงานแล้ว

ป้าเอ: ฉันตั้งใจแล้วว่าจะเกษียรเร็ว อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลย เมื่อก่อนฉันลำบากมาก ต้องออกเรียนมาทำงานส่งน้องเรียน สมัยโน้นจ๊นจน เป็นลูกจ้างร้านเสริมสวย จนมาเปิดเอง จนทุกวันนี้ลูก ๆ เรียนจบทำงานเลี้ยง แต่ฉันเชื่อว่าทุกวันนี้ที่ฉันสบาย มีลูก ๆ เป็นเด็กดี ทำงานดี ๆ เพราะฉันทำบุญมาเยอะ

ป้าเล็ก: เหรอ ทำบุญยังไงล่ะ

ป้าเอ: ฉันใส่บาตรทุกวัน ยากดีมีจนก็ต้องหากับข้าวมาใส่บาตร ช่วงไหนมีเยอะใส่เยอะ มีน้อยก็ใส่น้อย แต่ไม่เคยหยุดใส่เลยนะ ฉันมีเรื่องเล่าจะเล่าให้ฟัง เรื่องบาปบุญคุณโทษ เวรกรรม ชาติภพน่ะมีจริงนะ

ป้าเล็ก : ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ไม่เคยลบหลู่นะ

ป้าเอ: มา ๆ จะเล่าให้ฟัง เรื่องแรกมีอยู่ว่า หญิงคนหนึ่งไม่เคยทำบุญอะไรเลย ตักบาตรก็ไม่เคย อยู่มาวันหนึ่งลูกสาวไม่สบายชวนให้ใส่บาตร แกก็ขัดเสียไม่ได้ คว้ากล้วยที่มีรอยหนูแทะกับข้าวสวยไปใส่บาตร ทีนี้เกิดความผิดพลาดของยมบาล มาพาตัวแกไปผิดคน คนที่หมดอายุขัยชื่อนามสกุลเหมือนกันเป๊ะ ระหว่างเป็นวิญญาณแกก็หิวมาก ยมบาลก็ใจดีนะ บอกว่าให้นึกถึงอาหารที่เคยใส่บาตร จู่ ๆ กล้วยที่มีรอยหนูกัดกับข้าวสวยก็ลอยมา ลอยมาแค่นั้นจริง ๆ น้ำยังไม่มีเลย เพราะแกไม่ได้ใส่น้ำไปด้วย พอฟื้นขึ้นมา แกบวชชีเลยนะ

ป้าเล็ก : โอ้โห ฟังแล้วอยากใส่บาตรเลย

ฉันฟังแล้วก็อยากใส่บาตรด้วยเหมือนกัน และต่อไปนี้จะไม่ลืมใส่น้ำเปล่าลงในบาตรพระแล้ว

ป้าเอ: ยัง ๆ ยังมีอีก มีหญิงคนหนึ่งอีกเหมือนกัน ไม่ค่อยทำบุญ วันหนึ่งเพื่อนมาชวนให้สร้างโบสถ์ แกก็ขัดเสียไม่ได้เหมือนยัยคนเมื่อกี้เลย ก็เลยซื้อกระเบื้องถวายวัดไปแผ่นหนึ่ง แล้วก็เกิดเหตุการณ์ยมบาลพาไปผิดตัวเหมือนกันอีกแล้ว ทีนี้ในนรกมีฝนตกลงมา แต่ฝนมันเป็นตะปู โดนเนื้อตัวเจ็บมาก ยมบาลก็ใจดีอีก บอกว่าให้นึกถึงกรรมดีที่ทำ แกเป็นคนไม่ชอบทำบุญ แต่มันนึกได้พอดีว่าเคยซื้อกระเบื้องถวายวัด จู่ ๆ แผ่นกระเบื้องหนึ่งแผ่นนั้นก็ลอยมา ทีนี้แกจะเดินไปไหนก็ถือกระเบื้องแผ่นน้อยนั้นบังฝนตะปูไปตลอดเลย เออสิ

ฉันนึกจินตนาการภาพฝนตะปูแล้วก็ใจหาย ฉันเคยทำบุญสร้างโบสถ์ ซื้อกระเบื้องอยู่บ้าง แต่ถ้าตายไปแล้วฉันจะจำได้หรือเปล่า ถ้าฉันนึกไม่ออกล่ะ จะทำไงดี

ป้าเล็ก: แล้วก็ฟื้นมาเล่าให้คนฟังเหมือนกันใช่มั้ย แบบนี้เรื่องนรกสวรรค์มันก็คงจะมีจริงล่ะซี

ป้าเอ: ฉันก็เชื่อนะ ไม่ใช่เพราะฟังเขามาอย่างเดียว แต่เจอมากับตัว ทั้งเรื่องชีวิตที่สุขสบายในวันนี้ และเรื่องที่มีคนท้าทาย

ป้าเล็ก: ยังไง ๆ

ป้าเอ: มีผู้ชายคนหนึ่งเถียงฉันว่าเวรกรรม บาปบุญไม่มีจริง ฉันก็บอกว่ามี คนไม่เคยทำบุญ จะได้ดีนั้นเป็นไปไม่ได้ ผู้ชายคนนั้นก็เลยไปซื้อลอตเตอร์รี่มาหนึ่งเล่มหรือไงนี่แหละ แบบว่าถ้าซื้อยกชุดแบบนั้นยังไงต้องถูกเลขท้ายสองตัวแน่นอน แกว่าแกไม่เคยทำบุญเลย แต่แกจะต้องถูกหวยแน่ ๆ

ป้าเล็ก: อ้อ เล่นอย่างงี้ มันก็ต้องถูกสิ แย่ ๆ ป้าเล็กบอกพลางส่ายหน้าไปด้วย

ป้าเอ: ตอนแรกฉันก็ใจไม่ดีเหมือนกัน...แต่ทีนี้กว่าหวยจะออก ใครไปใครมาก็ขอบ้าง แกเลยให้ญาติให้พี่น้องไปห้าใบ สุดท้ายหวยออก ชายคนนั้นไม่ถูกจริง ๆ ใบหนึ่งก็ไม่ถูก เลขท้ายสองตัวที่ว่าถูกแน่กลับอยู่ในห้าใบที่ให้คนอื่นไป ดูเอาสิ ไม่ถูกเอาได้

ป้าเล็ก: ทีนี้ล่ะเชื่อหรือยัง

ป้าเอ: ไม่รู้ว่าเชื่อมั้ย แต่เงียบไปเลย ไม่เคยมาท้าทายอีก



สิ่งแรกที่ฉันทำเมื่อกลับถึงบ้าน คือเล่าเรื่องนี้ให้แม่กับพี่สาวฟัง และย้ำทุกคนว่า อย่าลืมจดจำความดีที่เราทำไว้ด้วยนะ แต่เคยได้ยินมาว่า หากเราทำความดีอะไรบ่อย ๆ ตอนตายไปเราจะจำได้เอง แต่ในเรื่องที่ป้าเอเล่านี้ คงเป็นเพราะหญิงสองคนนั้นทำความดีแค่ครั้งเดียวในชีวิต จึงนึกขึ้นมาได้ แต่อย่างเรา ๆ ที่ทำดีบ้างทำไม่ดีบ้าง เราอาจจะนึกไม่ออก แต่จะให้ดี ก็คือหมั่นทำบุญทำทาน คิดดี พูดดี ทำดีไว้เสมอ ไม่ว่าโลกหลังความตายจะมีจริงมั้ย แต่ที่แน่ ๆ คือในขณะที่เรายังมีชีวิต เราไม่ได้เบียดเบียดใคร และยังช่วยให้ผู้อื่นได้พ้นจากความทุกข์ความหิวโหย อีกทั้งยังช่วยทำนุบำรุงศาสนา เท่านี้เราก็มีความสุขได้ตั้งแต่ตอนที่มีลมหายใจแล้ว

เรื่องที่สองที่ฉันคิดได้ หลังจากที่เล่าบทสนทนานี้ให้คนอื่น ๆ ฟัง ก็คือแม่ค้าไม่ได้ปากตลาดเสมอไป และตลาดก็ไม่ใช่แค่ที่ที่ให้คนมาแลกเปลี่ยนเงินกับสิ่งของเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ที่ทำให้คนได้แลกเปลี่ยนความคิด ได้บอกเรื่องราวดี ๆ ให้แก่กัน หากคุณผู้อ่าน อ่านมาถึงตอนนี้ และมีโอกาสได้ไปตลาด ก็ลองมองหาความน่ารักน่าเอ็นดูของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าและลูกค้าที่มาจับจ่ายใช้สอยดูนะคะ อาจจะมีเรื่องราวดี ๆ ทำให้เราอมยิ้มและนำกลับไปเล่าให้คนอื่น ๆ ยิ้มตามได้เหมือนกัน 

SHARE
Written in this book
บันไดแก้ว
ชีิวิตจริง อิงนิยาย สุข เศร้า เหงา ซึ้ง ของแก้วกับนายดิน

Comments