ยังคงอยู่ในความรู้สึก
                                               หรือนั่นเป็นเพียงความคิดถึง              ยังคงอยู่ในความรู้สึก 
 

       ร้านคาเฟ่ที่ตกแต่งไปด้วยโทนสีขาวมีต้นไม้เล็กๆตั้งอยู่มากมาย ทำให้บรรยายกาศดูสงบ ร่มรื่น วิรายาหญิงสาววัย19 ปี หน้าตาสวยคม ผิวสีน้ำผึ้งย่างกรายเข้ามาในคาเฟ่แห่งนี้ เธอเลือกนั่งมุมโปรดของเธอที่ตกแต่งไปด้วยเหล่ากระบองเพชรต้นเล็กๆมากมายที่แสนจะน่ารักและสั่งเมนูโปรดของเธอนั่นก็คือ คาปูชิโน่ร้อนกับเค้กช็อคโกแล็ต

ท้องฟ้ามืดครึ้มไร้แสงจากดวงอาทิตย์ทั้งที่ตอนนี้มันเป็นเวลาบ่ายโมง เม็ดฝนเริ่มโปรยปรายจากท้องฟ้า ในร้านเปิดเพลงคลอเบาๆไปเรื่อยๆ จนถึงเพลง เพลงหนึ่ง นั่นคือเพลงจังหวะจะรัก วิรายาได้ยินแล้วทำให้คิดถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเธอเมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมาแล้วพึมพำคนเดียวว่า “ให้ตายสิ คิดถึงเขาอีกแล้ว”

1 ปีที่แล้ว.....

เปิดภาคเรียนที่ 2 นักเรียนต่างตื่นเต้นกับการเปิดภาคเรียน ต่างเดินขวั่กไขว่กันมาบริเวณหน้า

เสาธง บ้างก็จับกลุ่มเมาท์มอยกันเจื้อยแจ้ว

“นี่จีน่า แกรู้ป่ะว่าเทอมนี้จะมีครูมาใหม่ด้วย” เสียงวุ้นเส้น ปิยวรรณ เพื่อนสนิทของวิรายาเอ่ยถาม

“แกรู้ได้ไง” วิรายาถามกลับด้วยความสงสัย

“ไม่บอกก็รอดูเอาเองแล้วกัน” ปิยวรรณตอบเพื่อนสาวคนสนิทด้วยความมั่นใจ

หลังเคารพธงชาติเสร็จ ครูเวรประจำวันออกมาพูดหน้าเสาธงเพื่อแนะนำให้นักเรียนรู้จักคุณครูคนใหม่

“สวัสดีครับนักเรียนทุกคน ภาคเรียนนี้มีครูใหม่มาสอนที่โรงเรียนของเรา งั้นให้คุณครูเขาแนะนำตัวเลยครับ” ครูเวรหน้าเสาธงพูดพลางยื่นไมค์ให้หญิงสาววัยเบญจเพส หน้าหมวย ผิวขาวในชุดสูทกระโปรงสีน้ำเงินเข้ม

“ สวัสดีค่ะ นักเรียนทุกคน ครูชื่อศิริน นะคะ เรียกว่าครูคริสก็ได้ค่ะ ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ ชั้น ม.6 ค่ะขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” ศิรินเอ่ยแนะนำตัวเองกับนักเรียนที่หน้าเสาธง

“แก...ครูเขาได้สอนพวกเราอ่ะ ครูเขาสวยเนอะว่าไหม ไอดอลเลยว่ะแก” ปิยวรรณเอ่ยบอกวิรายาด้วยท่าทีที่ตื่นเต้น วิรายาคิดในใจ ‘ทำไมดูดีจังวะเป็นผู้หญิงที่น่ามองจัง’ ก่อนเอ่ยตอบปิยวรรณ

“อืม...ก็สวยดีนะ เออได้ตารางเรียนหรือยัง คาบแรกเราเรียนวิชาอะไรอ่ะ” วิรายาเอ่ย

“ก็ภาษาอังกฤษไง”

“อ๋อหรอ...” วิรายาตอบเพื่อนสาวคนสนิทด้วยไปหน้าที่อมยิ้ม

“แล้วนี่แกจะอมยิ้มทำไมอ่ะ” ปิยวรรณถามเพื่อนสาวด้วยความสงสัยเมื่อเห็นสีหน้ายิ้มๆของวิรายา

“ก็เปล่า” วิรายาตอบเพื่อน ด้วยใบหน้าดูเขินๆ

ห้องเรียนในคาบแรกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทุกคนต่างตื่นเต้นกับการเปิดภาคเรียนซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่พวกเขาจะได้เรียนอยู่ด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างเล่าเรื่องราวในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาให้กันฟัง และทันใดนั้นบุคคลที่อยู่ในห้องก็ตะโกนบอกไปว่า “เฮ้ย ครูมาแล้วเงียบๆ หน่อย”

หญิงสาวหน้าหมวยย่างกรายเข้ามาในห้องเรียน นักเรียนทุกคนต่างเงียบและมองไปที่ครูศิริน

“สวัสดีค่ะ นักเรียนครูชื่อศิรินนะคะ หรือเรียกว่าครูคริสก็ได้ นักเรียนรู้จักครูแล้ว ครูยังไม่รู้จักนักเรียนเลย งั้นแนะนำตัวทีละคนเลยค่ะ” ครูศิรินเอ่ยทักทายนักเรียนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

นักเรียนในห้องลุกขึ้นแนะนำตัวทีละคน จนถึงคิวของวิรายา เธอยืนขึ้นแนะนำตัว แล้วครูศิรินหันมามองสบตาและยิ้มให้ เพียงในเวลาไม่กี่วินาทีรอยยิ้มนั้นก็มีผลต่อหัวใจของวิรายาซะแล้ว เธอได้แต่สงสัยอยู่ภายในใจ ‘ทำไมถึงเป็นแบบนี้วะ ทำไมใจเต้นแรงผิดปกติ ทำไมต้องเป็นกับคนนี้ เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย’ คำถามต่างๆ เข้ามาในหัวของเธอมันเป็นคำถามที่เธอหาคำตอบไม่ได้

เกือบ 3 เดือนแล้วที่วิรายามีอาการแบบนั้น แค่ครูศิรินเดินผ่านหัวใจเธอก็เต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว

วิรายาได้เขียนไดอารี่ระบายความรู้สึกภายในใจที่มีต่อครูศิริน เธอรู้สึกว่าครูศิรินเป็นคนที่เหมาะกับเพลง ‘จังหวะจะรัก’ ทุกท่อนของเนื้อเพลง เพราะเจอหน้าครูศิรินทีไรหัวใจของวิรายาก็เต้นไม่เป็นจังหวะทุกที เธอรู้ว่าจุดหมายปลายทางของเรื่องนี้จะเจ็บปวดแค่ไหนแต่ระหว่างทางมันรู้สึกดีมากๆ

ในช่วงพักเที่ยงวิรายาและปิยวรรณได้นั่งอ่านหนังสือที่ม้านั่งหินอ่อน บริเวณหน้าอาคารเรียน

วิรายารู้สึกอึดอัดใจมาก เธออยากจะระบายเรื่องที่อยู่ในหัวให้ใครสักคนฟัง เธอจึงตัดสินใจบอกเล่าให้ปิยวรรณฟังถึงความรู้สึกที่อยู่ภายในใจของเธอที่มีต่อครูศิริน

“วุ้นเส้นฉันมีอะไรอยากระบายให้แกฟังอ่ะ มันเป็นความรู้สึกที่ฉันไม่รู้ว่าทำไมมันต้องเกิดขึ้นกับคนนี้อ่ะแก”

“ยังไงอ่ะ” ปิยวรรณเอ่ยถามเพื่อนด้วยความสงสัย

“เอ่อ...คือ..ฉันคิดว่าฉันชอบครูคริสว่ะแก” วิรายาบอกเพื่อนสาวคนสนิทด้วยท่าทีที่อ้ำอึ้ง

“ก็ไม่แปลกหนิ ฉันยังชอบเลยก็ครูคริสทั้งสวย ทั้งดูดีและยิ้มเก่ง ใครๆก็ชอบกันทั้งนั้น” ปิยวรรณเอ่ย

“คือ...ฉันไม่ได้ชอบครูคริสเหมือนแบบที่แกชอบ ความรู้สึกมันมากกว่านั้น คือ...ไม่ได้ชอบแบบ FC อ่ะ แค่เจอหน้าครูคริสหัวใจฉันก็เต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว แกเข้าใจป่ะ” วิรายาอธิบายให้เพื่อนสาวฟัง


“นี่แกไม่ได้อำฉันเล่นใช่ไหนเนี่ย” ปิยวรรณเอ่ยถามเพื่อนด้วยความไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“ฉันไม่ได้อำแกเล่นหรอก”
“ตกลงแกชอบผู้หญิงหรือผู้ชายวะ ปกติฉันก็เห็นแกกริ๊ดกร๊าดผู้ชายหล่อๆหนิ”
“ฉันรู้สึกว่าการที่เขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายมันไม่ได้มีผลอะไรกับฉันเลย ชอบที่เขาเป็นเขา ไม่ใช่เพราะเขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย การชอบใครสักคนมันมักไม่มีเหตุผลแต่มันผิดที่ฉันไม่ควรคิดแบบนี้กับครู แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ก็ฝืนใจตัวเองไม่ได้สักที”

ปิยวรรณฟังเพื่อนสาวคนสนิทเล่าด้วยความตั้งใจ เธอก้มไปดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือแล้วจึงรู้ว่ามันได้ใกล้เวลาเข้าเรียนแล้ว จึงรีบเอ่ยบอกวิรายาว่า

“เฮ้ยแกมันได้เวลาเข้าเรียนแล้ว รีบเก็บของแล้วไปเรียนกันเถอะ” ปิยวรรณและวิรายารีบเก็บของอย่างรีบร้อน แล้วเร่งฝีเท้าไปที่อาคารเรียนเพื่อเข้าเรียนให้ทันเวลา วิรายาไม่รู้เลยว่าเธอได้ลืมหยิบสมุดไดอารี่ไว้ที่โต๊ะหินอ่อนนั้น

ครูศิรินเดินผ่านมาเห็นสมุดที่วางอยู่บนโต๊ะ เลยถือวิสาสะเปิดอ่าน ภายในสมุดเล่มนั้นตกแต่งไปด้วยสติกเกอร์รูปหัวใจ มีข้อความลายมือน่ารักเขียนไว้ว่า

18/11/61

‘ดีใจทุกครั้งที่เจอกัน ดีใจทุกครั้งเมื่อได้อยู่ใกล้กัน เชื่อไหมทุกครั้งที่ได้เจอมันเป็นความสุขของหัวใจ เมื่อเราได้พบกันเสมอ ใจมันเต้นแรงทุกครั้งเมื่ออยู่ใกล้ครูคริส...’

22/12/61

‘ครูคริสรู้ไหมว่า รอยยิ้มของครูมีผลต่อการเต้นของหัวใจหนู ยิ้มบ่อยๆนะคะ ครูคริสเป็นคนที่เหมาะกับรอยยิ้มมากๆเลย’

25/12/61

‘รู้...ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่จะให้ทำไงได้ ก็ชอบครูไปแล้ว จะให้เลิกชอบคงยาก...’

7/02/62

‘ถ้าขอพรได้ 1 ข้อ หนูจะขอให้ครูคริสมาชอบหนู แบบที่หนูชอบครู...’

05/01/62

‘บางที...หนูก็รู้สึกว่า เราไม่น่ารู้จักกันเลย ถ้าเราไม่รู้จักกันหนูคงไม่ชอบครูแบบนี้...’



ครูศิรินปิดสมุดไดอารี่เล่มนั้นแล้ววางไว้อย่างเดิม เธอรู้สึกอึ้งและประหลาดใจเมื่อได้อ่านกับข้อความในไดอารี่ที่ได้อ่านไป เธอรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้มันไม่ควรเกินขึ้นมันเป็นเรื่องที่ผิดมากๆ ที่นักเรียนรู้สึกกับเธอแบบนั้น ครูศิรินจึงตัดสินใจแสร้งทำเป็นไม่รู้ ตีตัวออกห่างจากวิรายานักเรียนของเธอ เพราะเธอคิดว่ามันคือทางที่ดีที่สุด

ในห้องเรียนช่วงบ่าย ขณะที่วิรายากำลังหยิบหนังสือเรียนออกจากกระเป๋า เธอก็รู้สึกว่ากระเป๋าของเธอดูโล่งๆไป เหมือนขาดอะไรบางอย่าง ก็พบว่าไดอารี่ของเธอไม่ได้อยู่ในกระเป๋า เธอจึงหันไปถามปิยวรรณที่นั่งอยู่ข้างๆว่า “วุ้นเส้น แกเห็นไดอารี่ของฉันไหม เผื่อแกหยิบผิดไป”

ปิยวรรณหันไปเปิดกระเป๋าของตนเองเพื่อดูว่าได้หยิบไดอารี่ของวิรายามาหรือเปล่า ก็พบว่าไม่ได้หยิบมาจึงเอ่ยตอบวิรายาไปว่า

“ฉันไม่ได้หยิบมานะแก”

“แล้วมันหายไปไหนเนี่ย....”

“หรือว่าแกลืมไว้ที่โต๊ะนั่งหินอ่อนหน้าอาคาร” ปิยวรรณถาม

“ทำไงดีอ่ะ จะมีคนมาเปิดอ่านหรือเปล่าเนี่ย ถ้ามีคนมาอ่านเขาก็จะรู้ว่าฉันคิดยังไงกับครูคริส แล้วมันจะหายหรือเปล่า ทำไงดีวะ” วิรายาพูดด้วยความร้อนรน

“ใจเย็นๆก่อน เดี๋ยวค่อยไปเอาก็ได้ ตอนนี้เรียนอยู่ หมดชั่วโมงนี้ค่อยไปเอา”ปิยวรรณเอ่ย

ทั้งชั่วโมงเรียนวิรายาไม่มีสมาธิเรียน เธอเอาแต่กังวลเรื่องไดอารี่ของเธอ เมื่อหมดเวลาเรียนวิรายารีบเร่งฝีเท้าเพื่อเดินไปที่โต๊ะหินอ่อนนั้นให้เร็วที่สุด เมื่อไปถึงก็พบว่าไม่มีใครเอาไปและไดอารี่ก็วางอยู่ที่เดิม

“เฮ้อ...โล่งอก นึกว่าจะหายซะแล้ว” เธอถอนหายใจและพึมพำกับตัวเอง วิรายาโล่งอกที่ไดอารี่ของเธอไม่หาย แต่เธอก็ยังกังวลว่าจะมีใครมาเปิดอ่านหรือเปล่า

ตลอดทั้งเดือนผลการเรียนของวิรายาเริ่มแย่ลง เพราะวิรายากังวลเรื่องไดอารี่ของเธอ เธอรู้สึกระแวงไปหมดกลัวว่าจะมีใครมาแอบอ่านแล้วพวกเขาจะมองเธอยังไง สิ่งที่เธอกังวลมากที่สุดคือ กลัวว่าครูศิรินจะมาอ่านและรู้ว่าเธอคิดยังไงกับเขา

ครูศิรินรู้สึกได้ถึงความกังวลของวิรายา เพราะคะแนนของวิรายาไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน ในคาบเรียน

วิรายาดูไม่มีสมาธิในการเรียนใบหน้าดูเคร่งเครียด เหมือนกำลังกังวลกับเรื่องอะไรบางอย่าง ครูศิรินคงทำอะไรไม่ได้มาก ทำได้แค่รักษาระยะห่างของความสัมพันธ์นี้ไว้ เพื่อไม่ให้วิรายาคิดไปไกลเกินสถานะครูกับนักเรียน

ในปัจฉิมเป็นวันที่วิรายารู้สึกมีความสุขและใจหายไปอีกวัน เพราะเป็นวันที่เธอได้จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาและต้องจากลากับเพื่อนที่เธอรัก หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการที่ทางโรงเรียนกำหนดไว้ ก็เป็นเวลาของเหล่านักเรียนทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องได้ร่ำลากัน บ้างก็เขียนเสื้อให้ของขวัญแก่กัน

วิรายาที่กำลังพูดคุยกับเพื่อนๆ หันไปเจอครูศิรินที่กำลังพูดคุยกับนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่งด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใส วิรายาคิดในใจ ‘จะให้ครูคริสเขียนสมุด Friend Ship ดีไหมนะ’เธอตัดสินใจว่าให้ครูศิรินเขียนสมุด Friend Ship เพราะวิรายาอยากรู้ว่าครูศิรินจะคิดอย่างไรกับเธอ เพราะเป็นเวลาเกือบ 1 เดือนแล้วที่

ครูศิรินดูแปลกๆไปไม่พูดคุยหยอกล้อกับเธอเหมือนเมื่อก่อน เธอเดินเข้าไปหาครูศิรินด้วยความรู้สึกที่ประหม่าแล้วเอ่ยกับครูศิรินว่า

“เอ่อ...ครูคริสคะ ช่วยเขียนFriend Ship ให้หนูหน่อยได้ไหมคะ” วิรายาเอ่ยกับครูศิรินด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจเท่าไหร่พลางยื่นสมุด Friend Ship ให้ครูศิริน ครูศิรินรับสมุด Friend Ship แล้วบรรจงเขียนในสิ่งที่อยากบอกกับวิรายานักเรียนของเธอแล้วส่งคืนสมุด Friend Ship ให้วิรายา

“เสร็จแล้วจ้ะ” ครูศิรินเอ่ยพร้อมยิ้มให้วิรายาด้วยรอยยิ้มที่สดใส

“ขอบคุณค่ะ” วิรายารับสมุดคืนมาด้วยความตื้นตัน แล้วเดินกลับไปหาเพื่อนของเธอ วิรายาเปิดอ่านสมุด Friend Ship นั้นด้วยความตื่นเต้น เพียงเธอได้เปิดอ่านข้อความตัวอักษรนั้นก็ทำให้เธอรู้สึกถึงความเป็นห่วงและหวังดีที่ครูศิรินมีต่อเธอ

‘ยินดีด้วยนะจีน่า เรียนจบมัธยมแล้วนะต่อจากนี้ไปจะต้องไปเรียนรู้โลกที่กว้างขึ้น ครูขอให้จีน่ามีความสุขมากๆ ชีวิตมหาลัยให้ราบรื่น เจอเพื่อนที่ดี สังคมที่ดี ครูรอดูความสำเร็จของจีน่าอยู่นะ

ครูคริส’

ปัจจุบัน...

วิรายานั่งมองเม็ดฝนที่ไหลลงกับกระจกของหน้าต่าง พลางนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่ที่เคยเกิดขึ้นกับเธอ วิรายาได้คิดทบทวนภายในใจว่า ‘เรายังจะชอบคนคนหนึ่งได้นานแค่ไหนนะ ถ้าไม่มีการพูดคุย ไม่มีบทสนทนาใดๆ ไม่เจอหน้ากัน ไม่มีการสบตาหรือยิ้มให้อะไรเลย แล้วการได้ฟังเพลงแล้วนึกถึงเขา มันยังเป็นการแอบชอบเขาอยู่หรือเปล่า หรือนั่นเป็นเพียงความคิดถึง...



SHARE
Written in this book
MY SHORT STORY

Comments