นิพพานไปเพื่ออะไร? :นิพพานในฐานะจุดมุ่งหมายในตัวเอง (Goal-in-itself)
 ราธะ : นิพพานเล่ามีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า?  พระพุทธเจ้า : ดูกรราธะ เธอถามเลยปัญหาไปเสียแล้ว เธอไม่อาจเพื่อถือเอาที่สุดของปัญหาได้.ดูกรราธะ อันพรหมจรรย์เป็นคุณชาติหยั่งลงสู่นิพพาน มีนิพพานเป็นที่สุด อันกุลบุตรย่อมอยู่ประพฤติแล.                                                                                      (มารสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค) 
   นิพพานในศาสนาพุทธเป็นสิ่งที่อธิบายลักษณะของมันโดยตรงไม่ได้ด้วยภาษาและมโนภาพทางโลก คำ ข้อความ หรือประโยคใดๆก็ดีไม่อาจชี้ลงไปได้ถึงสภาวะของนิพพานว่าเป็นอย่างไร (ที่จริงแล้วอย่าว่าแต่นิพพานเลย แม้แต่เรื่องสามัญจำพวก ยกตัวอย่างเช่น ผลไม้ที่เราไม่เคยกินมีรสชาติเป็นอย่างไรก็อยู่ในขอบข่ายที่ภาษาไม่อาจนำความรู้มาให้เราได้ ยกเว้นต้องลองกินจริงๆเท่านั้นจึงจะเกิดความรู้ถึงรสชาติของผลไม้ชนิดนั้นๆ) อย่างไรก็ดี เราสามารถอธิบายนิพพานได้ในทางลบหรือในทางนิเสธ (negative) ว่านิพพานไม่ใช่อะไรบ้าง เราสามารถทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้ กล่าวกว้างๆแล้วคือนิพพานไม่ใช่ "โลก" หรือกล่าวได้ว่านิพพานประกอบด้วย "อโลก" (non-worldly) ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่ามีอะไรบ้าง ณ จุดนี้ เพราะมันต้องเป็นสิ่งที่เราไม่รู้จักมาก่อนและไม่สามารถค้นหาให้รู้จักบนโลกนี้ได้เลยทีเดียว การอธิบายนิพพานในเชิงปฏิเสธเช่นนี้ทำให้เราสามารถพูดได้ไม่รู้จบว่านิพพานคืออะไร นิพพานคือการสิ้นไปแห่ง อวิชชาและกิเลสตัณหา (ที่แต่ละคนมีอยู่อย่างมหาศาลในตัวเอง) นิพพานไม่ใช่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ใช่ขันธ์ 5 ไม่ใช่ความสุข ไม่ใช่ความทุกข์ ไม่ใช่ความสูญ (Nihilism) ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่เมืองพิสดารวิมานแก้ว ไม่ใช่รูปธรรมหรือนามธรรมอะไรทั้งหลายที่เราเคยสัมผัสโดยตรงมาก่อนชั่วชีวิตของเราและทุกๆคนในโลก อะไรที่โลกมี นิพพานไม่มี อะไรที่นิพพานมี โลกนี้ไม่เคยมี และไม่สามารถจะมีได้ แม้แต่หากใครพยายามจินตนาการเชื่อมโยงมโนภาพที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เราจะสร้างขึ้นมาได้ในจิตใจก็ไม่สามารถทำให้เราเข้าใจว่านิพพานจะหน้าตาเป็นอย่างไร ยกเว้นการก้าวไปถึงนิพพานด้วยตนเองเท่านั้นผ่านการวิปัสสนากรรมฐานอย่างถูกต้องตามหลักศาสนาที่จะบอกเราได้ว่านิพพานคืออะไร
.
   สำหรับศาสนาพุทธ นิพพานนั้นคือจุดมุ่งหมายสุดท้ายหรืออุดมคติสูงสุดที่พุทธศาสนิกชนจะสามารถบรรลุถึงได้ เมื่อบรรลุถึงแล้วเราก็จะหยุดการเวียนว่ายตายเกิดเลยทีเดียว (จุดยืนของผู้เขียนเชื่อว่าการเวียนว่ายตายเกิดทางเนื้อหนังหรือกระทั่งการเวียนว่ายตายเกิดไปสู่บางภพที่ไม่มีเนื้อหนัง เช่น อรูปพรหม ก็ดี เป็นต้น นั้นมีจริง ไม่ใช่การเล่นลิ้นหรืออุปมาอุปไมย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องเลือกว่า เชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะพิสูจน์ไม่ได้อย่างน้อยก็สำหรับทุกคนบนโลกนี้ พิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน กล่าวคือวิทยาศาสตร์ไม่ได้แย้งและยืนยันใดใดในเรื่องนี้ แม้เราอาจเคยได้ยินถึงเรื่องคนกลับชาติมาเกิดอะไรทำนองนั้นก็ตามที ที่ผู้เขียนเลือกเชื่อก็เพราะว่าในพระไตรปิฎกมีตัวอย่างจำนวนมากที่กล่าวถึงการตายแล้วเกิดใหม่ที่ไม่สามารถมองให้เป็นเรื่องของการอุปมาได้เลย-literally) และ มีคำกล่าวว่านิพพานนั้นคือความสุขในระดับดีกรี "บรมสุข" ซึ่งหาไม่ได้ในโลกแห่งปรากฏการณ์ เราไม่สามารถบอกว่าการเข้าถึงนิพพานมีความสุขกว่ากิจกรรมใดใดในโลกนี้กี่เท่า เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเชิงคุณภาพ ไม่ใช่เรื่องเชิงปริมาณ และคำว่าบรมสุขนั้นก็มีอยู่ในฐานะคำเปรียบเปรยว่านิพพานดีอย่างไร การสิ้นไปของทุกข์ทั้งปวงดีอย่างไร เท่านั้น
.
   แล้วทำไมเราต้องหยุดเวียนว่ายตายเกิด มันเป็นสิ่งที่สมควรจะต่อสู้หรือพยายามเพื่อมันหรือ? คำถามที่สมมูลกันก็คือ "ทำไมเราสมควรจะไปนิพพานกันด้วยเล่า?" อาจมองได้ในมุมของพระศาสดาสิทธัตถะก่อนออกแสวงหาหนทางตรัสรู้ ท่านเคยรำพึงอย่างเศร้าใจในทำนองว่า "โลกนี้ถึงคราวฉิบหายแน่แล้ว เพราะไม่มีใครผู้ใดเลยรู้วิธีออกจากกองทุกข์ แล้วก็ต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันไม่จบสิ้น"  ในที่นี้พระศาสดาของเรามองการดำรงอยู่ในวัฏสังสารในแต่ละรอบหนึ่งชีวิตในโลกเป็น negative-sum game หรืออาจกล่าวให้รุนแรงกว่านี้ได้ว่า ท่านถือว่าโลกนี้ร้ายมากกว่าดี เป็นทุนิยม (pessimism) ถึงแม้เราจะรู้สึกไม่ดีที่ต้องยอมรับว่าท่านมองโลกในแง่ร้ายและสบายใจกว่าที่จะใช้คำว่าท่าน "เห็นความเป็นเช่นนั้นเองของโลก" (ตถตา , as it is) บนโลกนี้มีความทุกข์มหาศาล พวกเราที่มีพร้อมกันทุกอย่างก็อาจเปรียบได้กับพระสิทธัตถะในพระราชวังที่ถูกกีดกั้นไม่ให้เห็นสภาพภายนอกราชวังที่เต็มไปด้วยความทุกข์ "ทุกข์เท่านั้นที่เกิด ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป" (ทุกข์ในทีนี้มีความหมายว่า ความทนอยู่ในสภาพเดิมมิได้ และมีความหมายตื้นๆว่าทุกขเวทนาหรือความทุกข์ทั่วๆไปที่เราเรียกกันนั่นแหละ) ภยันตรายรอบตัวทั้งจากธรรมชาติและจากคนด้วยกันเอง จากสัตว์ การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อตัวเองทั้งปวงตั้งแต่เกิดจนตายบนโลกที่ผันผวน โดยความสุขที่เราได้มาเรื่อยๆนั้นก็เหมือนเศษที่ถูกโยนมาให้เรากินบางครั้งบางคราวเท่านั้นเอง เราต้องจ่ายราคาเป็นความทุกข์เพียงไหนกว่าที่จะได้รับความสุขแต่ละอย่างมาแล้วค้นพบต่อไปอีกว่ามันก็ไม่ได้สุขเท่าที่เราหวังไว้ แต่เศษความสุขที่ได้รับมานี่แหละคือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกเราเอาไว้กับโลกใบนี้ (พระศาสดาเคยกล่าวว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีความสุขบ้างเลย ใครเล่าจะยึดติดโลกใบนี้ เท่ากับว่าพระศาสดายอมรับว่าโลกนี้มีความสุขบ้างเหมือนกัน เพียงแต่น้อยกว่าความทุกข์อันเป็นตัวแก่นแท้ของโลก แต่เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้แต่ละคนต่อสู้ดิ้นรนหาความสุขกันและพากันยึดมั่นโลกนี้เอาไว้) ดังนั้นการพ้นไปจากวงจรทรมานนี้ย่อมเป็นสิ่งดีในตัวมันเอง ชีวิตเองก็มีสเน่ห์ของมันเหมือนกัน แต่การเล่น negative-sum game ไปอย่างไม่รู้จบนั้นไม่ใช่เรื่องสนุกหรือตลกเท่าไรนัก 
.
   สุดท้ายนี้อยากจะบอกว่าคำว่า "ทุกข์" ของพระพุทธเจ้านั้นกินความหมายลึกซึ้งและกว้างมากกว่าทุกข์ที่เราพูดหรือใช้กันในชีวิตประจำวันซึ่งส่วนมากมุ่งเอาแต่ความหมายของทุกขเวทนา (ความรู้สึกทุกข์ทางกายหรือใจ) ศึกษาต่อได้ที่......................................................................
 https://th.wikipedia.org/wiki/ทุกข์


SHARE
Writer
Elan_Vital
A Happy Pessimist
I write in order to console my soul.

Comments