ทบทวนนิสัยการใช้เวลาของตัวเอง
1

ครบปีแล้วที่เขียนโพสต์ “วิธีเรียกคืนเวลาให้ตัวเอง” ในโพสต์นั้น เราบอกว่าเราเขียนไว้เตือนใจตัวเอง เพราะอีก 8 เดือนข้างหน้าเราก็คงลืม คงยุ่งหัวหมุนจนลืมเวลาอีกแน่นอน

กะเวลาได้ใกล้เคียงนะคะ เราเกิดอาการตารางชีวิตวุ่นวายสับสน หลับตื่นเวลาเพี้ยนไปหมด ไม่มีเวลาให้ใครทั้งนั้น รวมถึงไม่มีเวลาให้ตัวเองด้วย

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิธีการทำงานเราเปลี่ยน จากเดิมที่ทำ 1 วัน 1 อย่าง วันจันทร์ทำเรื่องหนึ่ง อังคารทำอีกเรื่อง แต่ละวันในสัปดาห์โฟกัสจบเป็นเรื่องๆ ไป

แต่พองานใหม่เข้ามา โดยมีเงื่อนไขว่าต้องทำในเวลาเดิมติดต่อกันทุกวัน เพื่อติดตามความคืบหน้าของงาน

ผลคือ... ตารางเวลาที่ใช้มาตลอดรวนไปหมด

ตอนแรกก็ยังฝืนทำแบบเดิม แต่ไม่ไหวค่ะ มันโหดเกิน หลับตี3-4 ติดกัน ร่างพังมาก

สุดท้าย เราตัดสินใจ จัดตารางชีวิตใหม่ ซอยงานออกมา กระจายลงไปทุกวัน

ใช้วิธีเหมือนจัดตารางเรียนสมัยเป็นนักเรียน ที่ทุกวันก็เรียนวิชาคณิตศาสตร์หรือภาษาอังกฤษในเวลาเดิมซ้ำๆ ทุกวัน

พอเป็นแบบนี้ 1 วันก็จะทำงานหลายงาน แต่ความคืบหน้าก็จะขยับไปทีละนิดในแต่ละวัน แทนที่จะทำเสร็จได้ในวันเดียวแบบเมื่อก่อน

ข้อดีคือ เราลงเวลาวิ่งให้ตัวเองไปด้วย ไม่ต้องใช้กำลังใจอีกแล้ว ถ้าถึงเวลา 5 โมงก็ลุกขึ้นมาวิ่งเลย 4 กิโลเมตร ไม่ต้องลังเล ไม่ต้องรีรอ ไม่ต้องง้อกำลังใจแล้ว ถึงเวลาก็ลุกขึ้นมาวิ่ง แค่นั้น ตรงไปตรงมา

ข้อเสียคือ เราก็ยังคงต้องปรับตัวต่อไป เพราะมันคือการสร้างนิสัยใหม่ เป็นความสม่ำเสมอที่เราไม่คุ้นเคย แต่ถ้าสามารถทำได้ตามที่ตั้งใจทั้งหมด มันคงรู้สึกดีมากจริงๆ

ยิ่งถ้าถูบ้านทุกวันแทนทำความสะอาดใหญ่ทีเดียวตอนสุดสัปดาห์ได้นี่คงจะฟินมากเป็นพิเศษ



2

หลักการจัดการเวลาเบื้องต้นคือ สร้างแกน 2 แกนขึ้นมาตัดกัน แกนหนึ่งคือความสำคัญ อีกแกนคือความเร่งด่วน

งานที่ควรเสร็จไวที่สุดคือ งานสำคัญด้วยด่วนด้วย เช่น งานของลูกค้า หรือโทรศัพท์จากผู้หลักผู้ใหญ่

งานที่ไม่สำคัญและไม่ด่วน ก็จะเก็บเอาไว้ทำท้ายๆ เช่น ทิ้งขยะ ซักผ้า รีดผ้า แจ้งเตือนว่ามีข้อความเข้าจากคนที่ยังไม่ต้องรีบเปิดอ่านข้อความก็ได้

งานที่ไม่สำคัญ แต่ด่วนเหลือเกิน กลุ่มนี้ต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป เช่น เพื่อนไปเจอเรื่องเครียดจัดมา ต้องการคนรับฟัง จะไม่ฟังก็ไม่ได้ และงานก็ต้องส่งด้วย, ดูปริมาณงานเท่านี้ทำเองไม่ไหวแน่ๆ แบ่งงานแล้วส่งต่อให้คนอื่นช่วยทำด่วน, กินข้าวนอกบ้าน หรือสั่งอาหารให้มาส่งแทนทำอาหารเอง

ส่วนงานสำคัญ แต่ไม่ด่วน ...กลุ่มนี้คือต้องใช้พลังใจของจริง เพราะมันสามารถ “เอาไว้ก่อนได้” เนื่องจากมันขึ้นอยู่กับเราคนเดียว ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับใคร ไม่มีลูกค้าหรือเจ้านายมาคอยบีบ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆ มีเพียง “ตัวเอง” กับ “ตัวเอง ซึ่งถ้าเราไม่ลงมือทำ มันก็จะไม่ถูกทำเสียที เพราะงานด่วนอื่นๆ และสื่อบันเทิงสารพัดอย่างจะมาแย่งชิงเวลาไปได้ ต้องใช้จิตใจและวินัยล้วนๆ สำหรับเรา การเขียนและการเรียนคอร์สออนไลน์จัดอยู่ในหมวดนี้ ยังไม่สามารถทำให้ติดเป็นนิสัยได้ ยังต้องใช้ความพยายามกับมัน ต้องจัดเวลา และค่อยๆ ทำไป ยังต้องฝึกฝนอีกมากเลยค่ะ


ข้อคิดสำคัญที่เราได้จากหนังสือคลาสสิคสอนจัดการเวลา “กินกบตัวนั้นซะ! EAT THAT FROG!” ของไบรอัน เทรซี คือ
“เมื่ออยู่ที่ทำงาน คุณภาพของเวลา มีความสำคัญ
แต่เมื่ออยู่ที่บ้าน ปริมาณของเวลากลับสำคัญกว่า” 
ดังนั้น สำหรับคนใกล้ชิดและครอบครัว จัดเวลาไว้ให้เพียงพอ เพราะแค่คุณภาพมันไม่พอ แต่ต้องมีเวลาให้กันสม่ำเสมอด้วย




3

คุณไบรอัน เทรซี เปรียบเปรย “งาน” เป็น “กบ”
งานยิ่งยากหนักหนาเท่าไร กบยิ่งตัวใหญ่และน่าเกลียดเท่านั้น

กฎเบื้องต้นของ EAT THAT FROG! คือ
1 ถ้าคุณจะต้องกินกบสองตัว ให้เลือกกินตัวที่น่าเกลียดที่สุดก่อน และ
2 หากคุณต้องกินกบเป็นๆ ไม่มีประโยชน์ที่จะจ้องมันนานๆ 

เรากินกบตัวแล้วตัวเล่า 
แต่กบตัวที่เราควรกิน เรากลับไม่กิน มัวแต่จ้องหน้าประสานตามันอยู่นั่นแหล่ะ

กบตัวนั้น ก็คือการเขียนนี่ล่ะค่ะ

คือเราลงเวลาในตารางให้การเขียนแล้ว แต่เราไม่สามารถเขียนออกมาในเวลาที่ตัวเองกำหนดไว้ได้ ตารางเวลาเราเลยรวนไปหมด เพราะไปกินเวลาส่วนอื่น (=___=)’’

เป็นคนประเภทถ้าไฟยังไม่ลนก้น ไอเดียคงไม่มาก็ส่วนหนึ่ง
แต่เราว่าสาเหตุหลักที่เราเขียนไม่ได้มาจาก 2 เรื่องนี้มากกว่า คือ
หนึ่ง. ทักษะการเขียนเรายังไม่ดี 
และ สอง. เราไม่อยู่กับปัจจุบัน

ทักษะการเขียนเรายังไม่ดี เป็นทั้ง Imposter Syndrome และทักษะไม่ดีจริงๆ ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ
เวลาจะทำงานอะไรสักอย่าง มันจะมีงานหลักประมาณ 6-7 ด้าน และถึงเราจะทำได้ดีเกือบหมดทุกด้าน แต่หากมีสักด้านที่ทำได้ไม่ดี มันก็จะฉุดประสิทธิภาพทั้งหมดลง เช่น สมมติเป็นพนักงานขาย ก็ควรจะมีมนุษยสัมพันธ์ดี ใช้ภาษาที่สามได้ ขับรถได้ รักษาสายสัมพันธ์กับลูกค้าเก่ง แต่หากปิดการขายไม่เป็นหรือปิดการขายไม่เก่ง มันก็จะกระทบประสิทธิภาพการทำงานในฐานะพนักงานขายในองค์รวม

เช่นกัน เราคิดว่าการเป็นนักเขียนต้องอาศัยทักษะหลากหลาย และเรายังไม่เก่งขนาดนั้น ยังต้องฝึกไปเขียนไปเรียนรู้ไปอีกมาก ดังนั้น ก็ยอมรับออกมาได้ว่า เอ่อ... ก็ไม่เก่งอ่ะ ก็ทำใจ แล้วเดินหน้าต่อ ก็ยังอยากเขียนอยู่ ก็เขียนต่อสิ ก็เท่านั้น



ส่วนการไม่อยู่กับปัจจุบัน ข้อนี้เป็นปัญหาหนักกว่าข้อแรกค่ะ เพราะเราไม่รู้ตัวว่าเราไม่อยู่กับปัจจุบัน
เพลงที่ฟังอยู่ไม่ได้เพราะ แต่ก็ฟังต่อไป.
ยูทูปไม่สนุกเลย แต่ก็ยังดูต่อเรื่อยๆ. 
เราไม่ได้หิว แต่ก็กินต่อไป.

คือถ้ามองเห็นว่ามันเป็น Resistance แล้วจิตใจเข้มแข็งพอ มันก็จะหยุด แล้วเปลี่ยนไปทำงานที่ควรทำแทนได้ แต่นี่คือจิตใจไม่เข้มแข็งเลยค่ะ 555 
บางทีก็เห็นแล้วล่ะว่า Resistance กำลังทำงานอยู่ แต่ก็หยุดไม่ได้หรอกนะ 
(อ่านเรื่อง Resistance ของ Stephen Pressfield ได้จากโพสต์นี้ค่ะ https://storylog.co/story/5b07b7d1a4f66959690f7026 )

เรามีช่วงเวลาคิดค่อนข้างเยอะ คือคิดทบทวนอยู่ในหัว คิดๆๆ ไม่หยุด เพราะมันไม่สามารถไปจนถึงจุดที่เรากระจ่างหรือพอใจได้
ทั้งที่ความจริง การที่อะไรสักอย่างจะตกตะกอนได้ มันต้องหยุดนี่นา
พอหยุดคิด แล้วใจนิ่งๆ น้ำที่คนๆ ไว้มันจะนิ่งสงบเอง แล้วตะกอนก็จะตกลงมา

ส่วนสิ่งที่เราทำคือ ร้อนรน เร่งรีบ เอ้อระเหย หลบหนี ไม่เผชิญหน้ากับอะไรสักอย่าง
จะบอกว่า “กลัว” ก็ใช่ จะบอกว่า “อาย” ก็ถูก
กลัวว่าจะเขียนไม่ได้อีก อายว่าเขียนออกมาได้แค่นี้ คิดได้แค่นี้เองเหรอ (เสียงสูง)

ก็เพราะแบกความคิดแบบนี้ไว้มากมายเต็มไปหมด ถึงได้คิดอะไรไม่ค่อยออกยังไงล่ะ

วิธีทำให้ตัวเองอยู่กับปัจจุบันก็ตรงไปตรงมา คือ ทำทีละอย่าง ใส่ใจทีละอย่าง
ถ้ามันสำคัญขนาดที่เราล็อคเวลาลงในตารางเวลาของตัวเองแล้ว 
มันก็สมควรจะได้เวลาและความสนใจทั้งหมดจากเราไปจริงๆ

-ปิดแอพอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องขณะทำงาน ถ้างานนั้นไม่ต้องประสานงานกับคนอื่น ปิดแอพติดต่อสื่อสารพวกนั้นไปก่อน

-ปิดแท็ปอินเตอร์เน็ทที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำตอนนี้ ทำแค่ทีละอย่างก็พอ 

-ตั้งค่ามือถือให้ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมด แอพไหนสำคัญ เราจะจัดการเองไปทีละเรื่อง ถ้ามันด่วนชนิดรอไม่ได้ เดี๋ยวก็มีคนโทรมาบอกเอง ถ้าไม่โทรมา ก็แปลว่ารอได้ทั้งนั้น

-เวลาวิ่ง ไม่ต้องเปิดเพลงหรือพ็อดคาสท์ทุกครั้งก็ได้ แค่วิ่ง แค่อยู่กับการวิ่ง

-เวลาออกนอกบ้าน ไม่ต้องใส่หูฟังตลอดเวลาก็ได้ คุยกับคนที่อยู่ด้วยกัน คำถามบางคำถาม ไม่ต้องถามกูเกิลก็ได้ ถามคนใกล้ตัว จะได้เรียนรู้มุมมองและประสบการณ์ของเขาด้วย


4

ตั้งแต่ปีก่อนแล้วที่เราเริ่มสังเกตพฤติกรรมการใช้มือถือของตัวเองและพบว่าเรามีอาการ “หยิบมือถือขึ้นมาดูหน่อย” เป็นสิ่งที่ทำไปเองโดยไม่คิด ไม่รู้ตัว พอรู้สึกตัวอีกทีก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูว่าในไลน์มีข้อความเข้าไหม? ในยูทูป มีคลิปใหม่แนะนำรึเปล่า? นักร้องคนนั้นมีคลิปใหม่ๆ มารึเปล่า? มีคลิปแต่งบ้านสวยๆ ให้ดูอีกไหม?

มาลองคิดดูว่า “หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน่อย” 1 ครั้ง เวลาหายไป 5-6 นาที
ถ้าหยิบโทรศัพท์แบบนี้ทุกชั่วโมง 10 ชั่วโมงที่ทำงาน ก็แปลว่าเวลาหายไปแล้ว 60 นาที
น่ากลัวสุดๆ !!! 
เวลาที่หายไปและพฤติกรรมคว้ามือถือขึ้นมาดูหน่อยนี้ เราหาคำอธิบายได้แล้ว มันคือ โดพามีน

โดพามีนคือฮอร์โมนที่จะหลั่งเวลาเรารู้สึกสนุก รู้สึกดี เช่น เล่นรถไฟเหาะ สนุกจัง! ซื้อหวยเลขนี้ ลุ้นดี! โพสต์รูปลงอินสตาแกรม แล้ว “เค้า” มากดไลค์ด้วยล่ะ! งานที่ทุ่มเททำอย่างเต็มที่ ได้รับผลตอบรับเกินความคาดหมาย เยี่ยมไปเลย! นั่นล่ะ โดพามีน

เมื่อหนูในการทดลองทำกิจกรรมได้ตามที่นักวิทยาศาสตร์สั่งถูกต้อง หนูจะได้อาหารเพิ่มเป็นรางวัล

หนูดีใจเมื่อได้อาหาร(รางวัลมา โดพามีนหลั่ง) 
มันจึงทำกิจกรรมเดิมซ้ำอีก เพื่อให้ตนเองได้รางวัลอีก (โดพามีนก็จะมาอีก และหนูก็จะรู้สึกดีอีก)

อาการเสพย์ติดโซเชียลมีเดีย ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการเสพย์ติดโดพามีนของหนูเหล่านั้น ไม่ต่างอะไรเลยกับนักพนันติดการเสี่ยงโชค หรือคนติดยาอยากเสพย์ยาอีก 
เพราะเวลามีคนมาไลค์ มีคนมาเขียนคอมเมนต์ มันทำให้รู้สึกดี 
หรือมีอีเมล์เข้ามาเป็นตั้ง พอเราจัดการแก้ปัญหาอีเมล์ไปได้ทีละฉบับ ทีละเรื่อง เราจะรู้สึกพึงพอใจ รู้สึกว่าได้การได้งาน ยิ่งเคลียร์อีเมล์ได้จนหมดเกลี้ยงเมื่อไร ยิ่งรู้สึกดีเมื่อนั้น

ความรู้สึกดีเหล่านั้น คือโดพามีน
และคนเสพย์ติดความรู้สึกดีนั้น จึงทำให้คนกลับมาทำเช่นเดิม วนเป็นวัฏจักรต่อไปไม่รู้จบ

...หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู มีข้อความจากใครเข้ารึเปล่านะ มีใครมากดไลค์ หรือคอมเมนต์เฟซบุ๊ครึเปล่า เพราะปกติวันๆ ไม่ได้คุยกับใครเลยนอกจากคุยกับผู้คนในเฟซบุ๊คเท่านั้น

...หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู รูปที่ตั้งใจโพสต์ไป มียอดไลค์สูงตามคาด เดี๋ยวคราวหน้าจะถ่ายให้เด็ดกว่านี้อีก

...หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ยูทูปแนะนำคลิปสนุกๆ ให้อีกแล้ว ดีจัง

...หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู มีดราม่าใหม่ให้ตามอีกแล้ว อูยยย เรื่องนี้แซ่บจริง

เหมือนคนซื้อล็อตเตอรีทุกงวด หรือเล่นหวยใต้ดินทุกวัน มันไม่ได้ต้องแทงยอดสูงอะไร เราไม่ได้จ่ายอะไรมาก แต่ผลตอบแทนที่ได้คือความตื่นเต้นและมันสนุกดี ถึงไม่ได้เงินรางวัลก็ไม่ทำให้เสียใจนาน ความเสียใจคงอยู่แค่ครู่เดียว เดี๋ยวความรู้สึกอยากได้โดพามีนแบบเดิมก็จะกลับมาอีกแล้ว 

กับมือถือ เราก็แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเปิดแอพเอง ไม่ได้เสียเงินสักบาทเลยด้วยซ้ำ เราแค่เสีย “เวลา”


ข้อแนะนำเรื่องเวลาที่ดีที่สุดที่เราพอจะให้ได้ในตอนนี้คือ 
ระวังโทรศัพท์กับโดพามีนให้มาก เพราะมันมีอำนาจมากกว่าที่เราคิด



5

เช่นเคย ปีหน้า เราก็คงยุ่งหัวหมุนจนลืมทุกอย่างที่เราเรียนรู้ในตอนนี้ไปจนหมด
ถ้าจะบอกตัวเองในปี 2020 ได้ เราอยากบอกว่า “พักผ่อนดีๆ บ้างสิ”

อ่านนิยายดีๆ อ่านการ์ตูนสนุกๆ ไปเดินเล่นสบายๆ 
มีวันที่ไม่ต้องมีแผนการทำงานบ้างก็ได้ คนนะ ไม่ใช่เครื่องจักร พักบ้าง
ไปดูน้ำดูต้นไม้ไกลๆ บ้างก็ได้ หาซีรีย์ฟินๆ มาดูเสียบ้าง ไม่ต้องมีสาระตลอดเวลาหรอก 
นอนหลับดีๆ เอาแบบที่ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วสดชื่นสดใสไง

ก็ที่อยากจัดการเวลาให้ดีขึ้น ก็เพื่อจะได้มีเวลาให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ทำในสิ่งที่ตัวเองสบายใจไม่ใช่เหรอ?
เวลางานก็ทำเต็มที่ ตั้งลิมิตเวลาให้ตัวเองว่าจะหยุดมือเมื่อไร แล้วก็ทำให้ได้ตามนั้น
ทำงานเสร็จเร็ว ก็จะได้ไม่มากินเวลาดูแลตัวเอง เวลาออกกำลังกาย เวลาครอบครัวเพื่อนฝูง เวลาทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ และเวลานอนไง

กดดันตัวเองที่ทำไม่ได้ตามแผนการ เพอร์เฟคชันนิสม์ออกฤทธิ์ตามเคยทั้งที่ยังไม่ชินกับตารางเวลาใหม่แท้ๆ แถมไม่ลงเวลาพักผ่อนของตัวเองไว้ให้ชัด ไม่มีความยืนหยุ่นให้ตัวเองเลย แล้วก็พังหมด ล้มทั้งกระดาน

สงสารร่างเธอจริงๆ สุขภาพเสีย ผิวเสียหมด ถนอมร่างหน่อยเถอะ เรายังอยู่ด้วยกันไปอีกนาน

เธอน่ะ... ยังต้องฝึกฝนอีกมากกกกกกก เลยล่ะที่รัก

ตัวฉันในปีหน้า มาอ่านโพสต์นี้ จะรู้สึกยังไงนะ?
ส่วนตัวฉันในปีนี้ อ่านโพสต์ในปี 2018 รู้สึกตอนนั้นพลังสดใสสุดยอดไปเลยค่ะ ขอแบ่งพลังจากอดีตของตัวเองหน่อยเถอะ 555

 
ใครมีแนวทางดีๆ เกี่ยวกับการจัดการเวลา โปรดชี้แนะได้เลยนะคะ (^___^) 


ไปก่อนแล้ว
happy creating ทุกคนค่ะ :D

nananatte
12.07.2019

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v



Source:
Fast Company - What Really Happens To Your Brain and Body During A Digital Detox
http://bit.ly/2JuQino

The Graduate School of Arts and Science, Harvard - Dopamine, Smartphones & You: A battle for your time
http://bit.ly/2JDjzLx

The Guardian - The Lost Art of Concentration: Being Distracted in a Digital World
http://bit.ly/2xMxitI

วิธีเรียกคืนเวลาให้ตัวเอง (2018)
https://storylog.co/story/5b471995bcfad9510e42eb61

Resistance
https://storylog.co/story/5b07b7d1a4f66959690f7026

SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

Traveler_101
1 month ago
อ่านแล้วเหมือน อ่านชีวิตตัวเอง80-90% เลยครับ
ขอบคุณสำหรับการเขียนนะครับ
เดี๋ยวผมจะไปติดตาม podcast ครับ
ส่วนวิธีการผมคงไม่มีอะไรแนะนำครับ...
ผมว่าจะเอาวิธีการของคุณนานานัตเต้ มาใช้ซะมากกว่า
เพราะ ละเอียดจนแค่อ่านแล้วทำตามได้ง่ายๆเลยครับ
Reply
nananatte
28 days ago
โอ้ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่า :D
porumdal
1 month ago
ทำความสะอาดบ้านครั้งยิ่งใหญ่ไม่ใช่ 30 วันครั้งเหรอ?! 555 อันนี้คือตัวเรา ช่วงไหนงานยุ่งลาก่อนเจ้างานบ้าน
Reply
nananatte
28 days ago
ครั้งยิ่งใหญ่... ใหญ่จัดหนักนี่ปีละครั้งก็พอ แต่นอกนั้นเราก็ทำสัปดาห์ละครั้งแหล่ะ
foodiloveuna
29 days ago
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆนะคะ ❤️
Reply
nananatte
28 days ago
ยินดีค่า ขอบคุณที่แวะมาทักทายนะคะ :D
nothingsky
28 days ago
ชอบจังเลยค่ะ ขอบคุณที่แนะนำและแบ่งปันเรื่องราวดีๆนะคะ แอบถามว่าหนังสือ กินกบตัวนั้น อ่ายากไหมคะ
Reply
nananatte
28 days ago
อ่านง่ายมากเลยค่ะ เล่มก็บางๆ ด้วย ไม่มีการใช้ศัพท์ยากเลยค่ะ :-)

ขอบคุณที่แวะมาทักทายเช่นกันค่ะ