สาเหตุของความไม่มั่นใจ (1): วัยเด็ก
ตอนเด็ก ๆ ฉันเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเลย 
ฉันคิดเสมอว่าที่พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ฉันในตอนเด็ก เป็นเพราะพวกเขาไม่รักฉัน
ฉันพยายามทำทุกอย่างที่จะทำให้พวกเขาภูมิใจได้ ฉันเรียนหนังสือเก่ง สอบได้อันดับต้น ๆ เสมอ แต่ไม่เคยได้รับคำชม  ฉันไปประกวดร้องเพลง ไปเต้นบนเวทีในเทศกาลปีใหม่ แม่บ่นว่ายุ่งยากเพราะต้องพาฉันไปแต่งหน้าแต่งตัว แล้วยังต้องเสียเงินค่าชุด ส่วนพ่อไม่เคยมาดูฉันเลย แถมพอครูเห็นว่าฉันแต่งหน้าแต่งตัวยังไง ครูยังว่าอีกว่า นี่แต่งแล้วเหรอ ที่บ้านไม่มีใครดูแลเธอเลยหรือไง ฉันทั้งอายทั้งน้อยใจ แต่ฉันไม่ได้แสดงออก

พวกเขาไม่เคยมางานวันพ่อวันแม่ ฉันต้องถูกแยกไปในกลุ่มพ่อแม่ไม่มาร่วมงาน หรือไม่ก็ต้องไปกราบพ่อแม่เพื่อนที่ฉันไม่รู้จักแทนเสมอ

ฉันเป็นเด็กพูดน้อย ตอนอนุบาลบางครั้งก็หยุดพูดไปเลยทั้งอาทิตย์ แถมยังตัวเล็ก แคระเกร็น และขี้โรค จนต้องถูกคัดไปอยู่ในกลุ่มเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การไม่พูดของฉันทำให้ฉันแทบจะไม่มีเพื่อนคบ แม้แต่ครูก็ยังอึดอัดที่ต้องดูแลฉัน ฉันแทบไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้า ฉันไม่รู้และไม่เข้าใจว่าคนเราจะต้องพูดจากับคนอื่นเพื่ออะไร

พ่อมักจะมาส่งฉันกับพี่ชายสายเสมอ เราถูกทำโทษทุกวันจนครูก็ไม่รู้แล้วว่าจะทำยังไงเราสองพี่น้องถึงจะหลาบจำ ครูสรรหาวิธีลงโทษทั้งให้เก็บขยะ ทำความสะอาดห้องน้ำ ยืนโชว์ตัวให้เป็นที่อับอายต่อหน้าเพื่อน ๆ ลอกคูน้ำทั่วโรงเรียน โดนแม้กระทั่งให้เก็บขี้หมา แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการมาสายของเราสองพี่น้องได้ (มาคิดดูตอนนี้ ฉันว่ามันไม่ยุติธรรมเลย ฉันไม่ได้มาสายเพราะฉันกับพี่ชายไม่รับผิดชอบ พวกครูควรไปคุยกับพ่อแม่มากกว่าที่จะมาทำโทษเด็กที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจอย่างเรา แต่ก็นั่นแหละ ถึงบอกพ่อแม่ไปก็ใช่ว่าพวกเขาจะใส่ใจเสียเมื่อไร)

พอฉันขึ้นชั้นประถมฉันก็ตัดสินใจไม่รอพ่ออีก ฉันกับพี่ชายเดินไปโรงเรียนกันเอง ระยะทางระหว่างบ้านไปโรงเรียนไม่ไกลเลย แต่สำหรับขาสั้น ๆ ของเด็กตัวเล็ก ๆ มันช่างแสนยาวนาน ฉันจำได้ว่าฉันกลั้นน้ำตาอยู่หลายวันกว่าจะชินชา
พ่อแม่ให้ฉันเรียนพิเศษจนเย็นที่สุดเสมอ เพราะพวกเขายุ่งเกินกว่าจะมารับฉันกลับบ้าน
แต่ถึงอย่างนั้น เด็กอนุบาลก็เรียนพิเศษได้เย็นสุดถึงแค่สี่โมง ฉันมักเป็นเด็กคนสุดท้ายที่ไม่มีใครมารับ บ่อยครั้งที่ฉันต้องเดินไปหาพี่ชายที่เรียนพิเศษอยู่แผนกประถมเพื่อรอกลับบ้านพร้อมพี่ ฉันไม่ชอบเลย เพื่อนพี่มีแต่ผู้ชาย และพวกเขาชอบล้อเลียนฉัน ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่มีทางเลือกอื่น

พอขึ้นอนุบาลสาม ฉันอ่านหนังสือออกแล้ว ฉันเรียนรู้ภาษาได้เร็วเพราะฉันไม่มีอะไรอย่างอื่นให้ทำนอกเหนือจากการเรียน ฉันอ่านหนังสือเรียนจบไปหลายรอบระหว่างพ่อแม่มารับ พอจบแล้วก็ตามไปอ่านหนังสือเรียนพิเศษของพี่ชาย รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ฉันก็ชอบมัน 

อย่างน้อยมันก็เป็นวิธีเดียวที่ทำให้ฉันได้หนีไปในโลกที่ไม่มีความเจ็บปวด
และก็อย่างที่คุณ ๆ คงจะเดากันได้ บางครั้งพ่อแม่ก็ลืมมารับพวกเราจนกระทั่งหกโมงเย็น สุดท้ายฉันกับพี่ชายก็ต้องจูงมือกันเดินกลับบ้านเอง

พ่อแม่ไม่ค่อยอยู่บ้าน ฉันเข้าใจว่างานของพวกเขายุ่งเหลือเกิน ฉันจึงถูกโยนให้ญาติคนนั้นดูแลที คนนี้ดูแลที ฉันนึกไม่ออกเลยว่าตอนเด็กฉันเคยกินอิ่มบ้างหรือเปล่า จำได้แต่ว่าบางมื้อก็ไม่ได้กินข้าว ฉันมักจะปวดท้องและปวดหัวอยู่เสมอ 

ฉันได้เงินไปโรงเรียนวันละแค่ 5 บาทจนถึงประถมสี่ ฉันจำได้ว่าฉันต้องทนหิวอยู่เสมอ ฉันอิจฉาเพื่อนๆที่ได้กินของอร่อยตามใจชอบ ในขณะที่ฉันต้องคำนวณอย่างดีว่าฉันจะกินอะไรได้บ้าง นอกจากนี้ฉันยังโดนเพื่อนคนหนึ่งไถเงินวันละ 2 บาททุกวัน ตอนนั้นฉันเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ ก็เลยให้เงินเขาไปทุกครั้ง ทีนี้ฉันก็มีเงินเหลือแค่ 3 บาทในแต่ละวัน ฉันกินลูกชิ้นได้หนึ่งไม้ หรือไม่ก็น้ำหวานหนึ่งถุงเล็ก ๆ หรือขนมถูก ๆ สักชิ้นเท่านั้น แฮมเบอร์เกอร์ที่ดูน่าอร่อยและปีกบนไก่ราคาอย่างละห้าบาท นาน ๆ ที ที่ฉันไม่โดนไถเงิน ฉันก็จะได้กินสักชิ้น แต่นั่นก็หมายความว่า

ฉันจะต้องอดขนมอย่างอื่นไปทั้งวันมันเป็นเรื่องยากมากเหลือเกินสำหรับเด็กคนหนึ่งที่จะต้องทนหิวอยู่ตลอดเวลา ช่วงหลัง ๆ ฉันจึงมักจะอ้างอาการป่วยเพื่อให้ใครสักคนมารับฉันกลับบ้าน ค่าโทรศัพท์ของโรงเรียนเป็นแบบหยอดเหรียญ หนึ่งนาทีราคา 5 บาท บางครั้งฉันก็ไม่มีเงิน แต่ทนหิวอยู่ที่โรงเรียนต่อไปไม่ไหว พี่ฉันก็จะเป็นฝ่ายเสียสละค่าขนมของเขาให้ฉันได้กลับบ้าน 

ฉันคิดหลายต่อหลายครั้งในตอนเด็กว่าถ้าฉันเอามีดแทงท้องหรือแทงคอตัวเองฉันจะตายแล้วทุกอย่างจะจบไหมนะ แต่อะไร ๆ อาจจะไม่เป็นไปตามที่ฉันคิด เพราะฉันเคยเอาเปลวเทียนลวกขาตัวเองตั้งนานจนได้กลิ่นไหม้ แต่ฉันก็ไม่รู้สึกอะไร ถ้าฉันฆ่าตัวตายแล้วไม่ตาย ชีวิตฉันอาจจะแย่กว่านี้ก็ได้ ฉันคิดแบบนั้นแล้วก็ล้มเลิกความตั้งใจไปทุกครั้ง
SHARE
Writer
Anatta11
Writer, Story-teller
บันทึกเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด เล่าเรื่องในชีวิต

Comments