รองเท้าบูทที่คุณปู่เตรียมไว้

“ถนนแห่งนี้ไม่เคยแห้งจนสุดทาง”

นานมาแล้ว
ณ.หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง

หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลความเจริญแห่งนี้อยู่ติดกับป่าอาถรรพ์ซึ่งเป็นที่หมายตาของเหล่านักท่องเที่ยว

...เนื่องจากตำนานที่แปลกประหลาดของป่าคอยดึงดูดให้ผู้คนมากมายเข้ามาท้าทายและพิสูจน์ว่าตำนานแห่งนี้เป็นจริงหรือไม่ ?

ป่าอาถรรพ์แห่งนี้ไม่ได้มีภูติผีปีศาจหรือวิญญาณร้าย 

ภายในนั้นป่าเต็มไปด้วยพรรณไม้ที่แปลกประหลาด ต้นไม้ทุกต้นที่นี่มีสีสันสวยงามและรวดลายวิจิตรพิสดารชวนให้ผู้ที่พบเห็นหลงไหล

 ...แต่ต้นไม้ทุกต้นรวมถึงดอกไม้ในป่าแห่งนี้ไม่สามารถนำมันออกมาได้...

ใบไม้ไม่พลิ้วไหว กิ่งก้านและลำต้นไม่เอนเอียงตามแรงลม รากไม้หยั่งลึกเกินกว่าที่จะถอนต้นขึ้นมา ครั้นจะใช้ของมีคมตัดหวังเอากิ่งก้านหรือดอกไม้ออกมาโอ้อวดสู่โลกภายนอกก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเนื้อเยื่อของต้นไม้ที่นี่เหนียว แข็ง และคงทนเกินกว่าที่จะตัดมันให้ขาดได้

ความงามของป่าทำได้เพียงเชยชม 
มิอาจครอบครองเป็นสมบัติส่วนบุคคลได้

ทุกคนที่มาที่นี่ต่างรู้เรื่องนี้ดี 

ทุกคนเข้าใจว่าดอกไม้แสนงดงามนั้นครอบครองไม่ได้
แต่ที่เหล่านักท่องเที่ยวให้ความสนใจนั้นคือตำนานถนนดินภายในป่าอาถรรพ์แห่งนี้


มันเป็นถนนดินที่ไม่เคยแห้งจนสุดทาง


ขึ้นชื่อว่าป่าอาถรรพ์ถึงแม้ไม่มีภูติผีปีศาจ แต่ย่อมต้องมีความลี้ลับอะไรสักอย่างที่ทำให้เกิดสิ่งที่เหนือธรรมชาติ 

นอกจากต้นไม้ที่ตัดไม่ขาดแล้วอีกสิ่งที่น่าประหลาดใจไม่แพ้กันคือ ถนนดินที่จะเปียกไปด้วยน้ำฝนทันทีเราสัมผัสกับต้นไม้ในป่า ...

ทันทีที่เราออกนอกเส้นทางและไปสัมผัสเข้ากับความงามที่เรารู้ทั้งรู้ว่าไม่มีประโยชน์นั้น 
ป่าจะร่ำไห้
ถนนดินที่แห้งสนิทที่เราเดินทางมาตลอดจะเปียกไปด้วยหยาดฝนที่เสมือนเป็นน้ำตาฟ้า 

ฝนที่ตกมานั้นไม่ได้ทำให้ร่างกายเปียกปอน แต่มันตกลงแค่ที่ถนนดินเท่านั้น

เมื่อฝนตกรดดินแล้ว ...ทางเดินต่อจากนี้ไปตลอดจนสุดทางจะถูกเปลี่ยนเป็นดินโคลนที่เฉอะแฉะน่ารำคาญสำหรับนักเดินทางที่ต้องการไปให้ถึงจุดหมาย

นี่แหละคือสิ่งที่เหล่านักท่องเที่ยวต้องการจะท้าทาย พวกเขาที่ย่างเท้าเข้ามาในป่าแห่งนี้อยากจะพิสูจน์ว่าตัวเขาเองสามารถผ่านป่าแห่งนี้ไปโดยที่เท้าไม่เปื้อนดินโคลนได้ไหม


...ซึ่งไม่เคยมีใครทำได้
ไม่เคยมีใครทำให้ถนนแห่งนี้แห้งได้จนสุดปลายทางที่วาดฝันไว้ 

เหล่านักท่องเที่ยวต่างลุ่มหลงไปกับสีสันแสนหวานที่มีอยู่ริมทาง จนทำให้ผืนป่าต้องร่ำไห้เสียใจไปกับการละทิ้งเส้นทางที่เดินเคียงมาตลอด 

บทลงโทษเล็กๆน้อยๆ เพียงแค่เส้นทางเปลี่ยนเป็นเปื้อนโคลน แค่ความลำบากนิดหน่อยกลับรับไม่ได้และบ่นว่า “อะไรนักหนา” จะร่ำไห้ไปทำไมเพียงแค่สัมผัสดอกไม้!! 

บางคนเลือกที่จะเมินหนี ถอยกลับแล้วออกจากป่าไปโดยที่จะไม่เดินกับถนนเปื้อนโคลนไปจนสุดทาง ทั้งๆที่คนที่ทำให้ถนนเปื้อนโคลนนั้นก็มิใช่ใครที่ไหน สาเหตุที่ทางเดินมันต้องยากลำบากขึ้นก็เป็นเพราะตัวนักท่องเที่ยวเองทั้งนั้นที่ทำให้เป็นแบบนี้



ภายในหมู่บ้านชนบทที่ติดกับป่าแห่งนี้
มีครอบครัวเล็กๆ ที่มีสมาชิกเพียงสองคนกับสุนัขหนึ่งตัว

คุณปู่อาศัยอยู่กับหลานสาวเสื้อแดงจอมซุกซน ...ด้วยความซนของเธอทำให้เพื่อนสนิทของเธอมีเพียงแค่สุนัขชื่อเหมือนขนมญี่ปุ่น “คุณโมจิ” เท่านั้น

คุณปู่เลี้ยงดูหลานสาวเพียงลำพัง เขาดูเธออยู่ไม่เคยห่างแล้วหวังเพียงให้หลานสาวเติบโตเป็นคนดีและมีชีวิตที่มีความสุข

วันหนึ่งความซุกซนของหลานสาวทำให้เธอเกิดอยากลองที่จะเข้าไปในป่าอาถรรพ์เพื่อที่จะลบล้างตำนาน ถนนดิน 

เธอจะเป็นคนแรกที่ทำให้ถนนแห่งนี้แห้งจนสุดทาง เธอจะเป็นคนที่ทำให้ป่าและถนนไม่ต้องร่ำไห้

เธอขอคุณปู่เดินทางไปในป่าอาถรรพ์เพื่อพิสูจน์ตำนานและเที่ยวเล่นตามประสาเด็กซุกซนคนหนึ่งที่อยากเที่ยวไปในสถานที่ใหม่ๆ

คุณปู่เงียบ... แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะห้ามเธอไว้ได้ นิสัยเสียอย่างหนึ่งของคุณปู่คือชอบตามใจหลานสาว เขาอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอซุกซนขนาดนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่จริงแท้แน่นอนคือ ปู่รักเธอจากใจจริง 

คุณปู่ยื่นกระเป๋าเดินทางให้หนึ่งใบโดยกำชับกับเธอว่า

หนูต้องพาโมจิไปด้วยและหนูจะเปิดกระเป๋าได้ก็ต่อเมื่อเจอปัญหาเท่านั้น

เด็กสาวพอใจกับคำอนุญาตินั้นและตั้งใจจะออกเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้นโดยทันที


เช้าวันใหม่มาถึง
เธอรีบเดินทางแต่เช้า
แต่บ้านในวันนี้เงียบผิดปกติเนื่องจาก
คุณปู่ไม่อยู่บ้าน...

เธอจึงออกจากบ้านมาโดยที่ไม่ได้ร่ำลาคุณปู่

เธอเดินกระโดดโลดเต้นเข้ามาในป่า โดยที่มีสหายสนิทคุณโมจิเดินตามเข้ามาติดๆ
ถนนดินในป่าเป็นทางตรงยาวที่ไม่มีสิ่งใดขวางกั้น 

เพียงแค่เดินตามทางไปก็จะถึงจุดหมายได้อย่างง่ายดาย... 

อีกฟ้ากหนึ่งของป่าอาถรรพ์คือหมู่บ้านที่มีชื่อว่าหมู่บ้านความสุข มีขนมและของหวานมากมายให้เธอได้เลือกซื้อจับจ่ายตามใจชอบ

เธอเดินหลงระเริงไปกับอิสระ เธอพอใจกับการเดินทางคนเดียวโดยไม่มีเสียงบ่นของคุณปู่ 

เข้ามาในป่าลึก 
ยิ่งลึกขึ้นเท่าไร ต้นไม้ก็ยิ่งสูงขึ้น ไม้สูงที่แผ่กิ่งก้านสาขาเริ่มบดบังแสงจากดวงอาทิตย์ ใบไม้ที่ไม่พลิ้วไหวและกิ่งก้านที่ไม่โน้มตัวไปกับแรงลม ทำให้ไม่ได้ยินเสียงใบไม้สั่น ซ่าๆ เหมือนป่าอื่นๆที่เธอเคยรู้จัก 

เธอเริ่มอ่อนล้า และเริ่มได้ยินเสียงเชิญชวนให้เข้าไปหาจากดอกไม้ที่สวยงามดอกอื่นๆ พวกมันคอยเรียกให้เธอออกนอกเส้นทาง 

แรงของเธอใกล้หมดแต่เธอก็ยังไม่ลืมจุดหมายที่ได้ตั้งใจไว้ว่าจะเป็น “คนแรกและคนเดียว” ที่จะผ่านป่าแห่งนี้ไปโดยที่ ถนนดินแห้งจนสุดทาง

ความอ่อนล้ามาพร้อมกับความหิว เธอสับเพลาและไม่ได้เตรียมเสบียงใดๆติดตัวมาเลย เธอจึงเปิดกระเป๋าเดินทางที่ปู่ให้มาแล้วพบว่า มันถูกแบ่งเป็นสี่ชั้น 

โดยที่แต่ละชั้นถูกขั้นเอาไว้
และมีข้อความทิ้งไว้ว่า
“เปิดอีกครั้งเมื่อมีปัญหา”

ชั้นแรกที่เธอเห็นคือเสบียงที่คุณปู่ได้เตรียมไว้ให้กับเธอและคุณโมจิ เธอไม่รอช้าเขมือบอย่างบ้าคลั่งและต้องการกินส่วนของคุณโมจิต่อ แต่โชคดีที่คุณโมจิไหวตัวทันและรีบกินเสียก่อนเธอจะแย่งกินจนหมด 

เธอกินจนพุงกางแล้วนอนพักแผ่หลาอย่างสบายใจอยู่ข้างทาง



... ถึงเวลาเดินทางต่อ ยิ่งเข้าไปลึกขึ้นดอกไม้ก็เริ่มมีสีสันที่สวยงามมากกว่าเก่า ครั้งนี้มิใช่แค่สีกับรูปทรงที่งดงามมากขึ้น แต่มันเพิ่มกลิ่น และเสียงเรียกเสน่หาคอยจักจูงให้เธอเดินออกนอกเส้นทาง เพียงแต่มันก็ยังคงไม่มากพอที่จะทำให้เธอลุ่มหลงไปกับสิ่งเหล่านั้นได้ ความตั้งใจของเธอยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความงามที่ไร้คุณค่า ...เพราะเธอรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันไม่มีอะไรที่สามารถเอากลับมาได้ 

การไปยุ่งเกี่ยวกับความลุ่มหลงเพียงชั่วครั้งคราวมีแต่จะทำให้เส้นทางข้างหน้าลำบากยิ่งขึ้น เธอยังคงเดินต่อไป สลับหยุดพักและเปิดกระเป๋านำเสบียงชั้นต่างๆในกระเป๋าเดินทางออกมาใช้ 


ชั้นที่สองก็ยังคงเป็นเสบียง อาหารที่คอยเติมเต็มกำลังให้เธอได้เดินทางต่อ

ชั้นที่สามก็เป็นมื้อค่ำและที่นอนพับไว้อย่างเรียบร้อยให้เธอได้พักผ่อนในค่ำคืนกลางป่าอาถรรพ์นี้...

(ป่าอาถรรพ์แห่งนี้ไม่มีสัตว์ร้ายหรือแมลงใดๆ คอยรบกวนการพักผ่อนของเหล่านักเดินทาง)


เช้าวันรุ่งขึ้น
การเดินทางของเธอผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นจนเธอชะล่าใจ
เธอใกล้ที่จะถึงจุดหมายอีกไม่นานแล้ว

...แต่แล้วเธอก็พบกับดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ริมทางดอกหนึ่ง มันมีสีแดงเหมือนกับเสื้อของเธอ มันช่างเหมาะเจาะที่จะประดับและเป็นส่วนหนึ่งกับร่างกายของเธอ

ความใกล้ที่อยู่เพียงเอื้อมมือ เธอคิดว่าแค่ยื่นมือออกไปคว้าก็จะได้มันมาครอบครองโดยง่าย 

แต่เธอไม่ทันได้นึกถึงผลกระทบที่ตามมา 

การสัมผัสไม้ใดๆในป่านี้จักทำให้ถนนดินที่เป็นเส้นทางให้เธอมาตลอดต้องร่ำไห้ ...


~แล้วเธอก็ทำมัน~

เธอยื่นมือออกไปด้วยความเต็มใจสูดดมไปกับรสของกลิ่นดอกไม้สีแดง ...

ทันทีที่เธอคว้ามันเล่น เธอคว้ามันอย่างตั้งใจทั้งที่รู้ว่าไม่ได้เติมเต็มความพอใจในระยะยาว

เกิดฝนตกหนักเปลี่ยนสีของถนนดินจากสีน้ำตาลอ่อนเป็นสีเข้มที่เต็มไปด้วยโคลน

บนทางเดินข้างหน้าต่อจากนี้
ถ้าเธอคิดจะไปต่อ เธอจะต้องเจอความลำบากมากขึ้น

...ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในเส้นทางกลายเป็นเรื่องไร้ค่า...

ถนนดินตอนนี้ถูกแบ่งเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน ทางที่เธอเดินมาก่อนหน้านี้มันไม่ได้ถูกน้ำฝนเปลี่ยนสี 

อดีตที่งดงามและความมั่นคงที่เธอเดินตามเส้นทางมาตลอดยังคงแห้งเป็นดินสีน้ำตาลอ่อนไม่เปลี่ยนแปลง 

น้ำฝนตกกระทบถนนดินในเส้นทางข้างหน้าเท่านั้น ทางต่อจากนี้กลายเป็นดินโคลนที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาฟ้า ดินโคลนสีน้ำตาลเข้มนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน

...นี่กลายเป็นอีกครั้งที่ถนนดินแห่งนี้ไม่ได้แห้งสนิทจนสุดทาง

เธอละมือจากดอกไม้สีแดงนั้น ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มันไม่ทัน ...

แม้จะไม่มีใครคนอื่นรู้ แต่ตัวเธอเองนั้นย่อมรู้ดีที่สุดว่าเธอไม่สามารถหักห้ามใจเพียงระยะเวลาสั้นๆได้ เส้นทางถนนดิน กลายเป็นถนนโคลนไปเสียแล้ว

เธอเศร้า เธอผิดหวัง และเสียใจไปกับการกระทำของตนเอง แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรเธอก็ไม่สามารถเปลี่ยนสีของถนนกลับมาให้เป็นแบบเดิมได้

ความท้อแท้ทำให้เธอไม่อยากที่จะเดินต่อไปในเส้นทางถนนนี้ต่อไปแล้ว

ถ้าเธอเดินกลับเส้นทางเดิม เท้าของเธอจะไม่ต้องเปื้อนโคลน แต่ว่าเธอก็จะไม่สามารถไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจจะไปให้ถึงยังอีกฟ้ากของป่าแห่งนี้ได้

ระยะทางเพียงแค่อึดใจก็จะถึงจุดหมายแล้ว แต่เธอกำลังถอดใจ เพราะไม่อยากที่จะเปื้อนโคลน 

ไม่อยากเดินบนเส้นทางที่ยากลำบาก

ตอนนี้เธอคล้ายกับผู้หนีความผิดที่ไม่อยากจะรับรู้หรือยอมรับความจริงจากสิ่งที่ตนกระทำลงไป

...เธออยากกลับบ้าน
เธออยากละทิ้งหนทางยากลำบากที่แสนน่าเบื่อนี้แล้ว

เธอเลือกที่จะหันหลังให้กับถนนโคลน แล้วตั้งใจจะเดินย้อนกลับไปทางถนนดินแห้งสนิทที่ได้เดินมาก่อนหน้านี้

แต่...คุณโมจิไม่ยอมเดินกลับ 

มันนั่งอยู่เฉยๆเหมือนรออะไรสักอย่างที่สุดทางถนนดิน แล้วจ้องไปยังถนนโคลนที่อยู่เบื่องหน้า

...ในเมื่อคุณโมจิยังไม่กลับ
เธอก็คงจะยังกลับไม่ได้

มนุษย์สองขากับสหายสี่เท้านั่งอยู่ที่ปลายทางถนนดิน ไปต่อก็ไม่อยากเปื้อนโคลน ครั้นจะย้อนกลับหลังก็เสียดายเพราะทางข้างหน้าอีกไม่ไกลก็จะถึงฝั่งฝันแล้ว

เธออยู่ตรงกลางของจุดยืนที่น่าอึดอัดเพราะความลุ่มหลง

นี้คือปัญหาใหญ่ที่เธอต้องเผชิญ


...เธอนึกขึ้นได้ว่า ในกระเป๋ายังเหลือชั้นที่ยังไม่ได้เปิดอีกหนึ่งชั้น ช่องสุดท้ายที่คุณปู่ได้เตรียมไว้ให้กับเธอ

เธอคาดหวังว่ามันจะเป็นเสบียงแสนอร่อยที่คุณปู่ได้เตรียมไว้ให้ แค่คิดว่าจะได้กินอาหาร เธอก็น้ำลายสอแล้ว

เธอรีบเปิดกระเป๋าชั้นสุดท้ายออก

...ภายในนั้นไม่ใช่อาหาร แต่มันเป็นรองเท้าบูท 1 คู่


รองเท้าบูทที่คุณปู่เตรียมไว้ให้

ไม่มีกระดาษข้อความใดๆทิ้งไว้ให้ แต่ทันทีที่เธอได้เห็นก็น้ำตาไหล

เพราะคุณปู่รู้อยู่แล้วว่าถนนจะต้องเปียก
เพราะคุณปู่รู้ว่าเธอไม่ชอบโคลน
เพราะคุณปู่อยากให้เธอไปต่อในเส้นทางนี้ และ
เพราะคุณปู่ให้โอกาสเธออีกครั้ง

ไม่มีใครเข้าใจเธอได้ดีเท่ากับคุณปู่ ความห่วงใยที่คุณปู่มีให้เธอนั้นทำให้เธอสามารถก้าวไปต่อในเส้นทางที่ยากลำบากได้อีกครั้ง



เธอสวมรองเท้าบูทคู่นั้น มันเหมาะเจาะกับชุดแดงของเธอ มันคือส่วนที่เติมเต็ม และมันคือพาหนะที่จะพาเธอก้าวต่อไปบนเส้นทางที่ยากลำบาก

...หลังจากที่เธอสวมรองเท้าบูท คุณโมจิก็ยืนขึ้น เห่าด้วยเสียงที่เล็กและแหลม เป็นสัญญาณที่มีความหมายว่า พวกเราพร้อมที่จะไปต่อ



ถนนโคลนข้างหน้าเมื่อมองดูให้ดีแล้ว มันก็กำลังค่อยๆแห้งลง สีน้ำตาลเข้มนั้นเริ่มอ่อนลง ดินเริ่มแข็งตัวพอให้เธอและคุณโมจิเดินต่อไปในเส้นทางเดิมอีกครั้ง

เธอเรียนรู้ว่าถนนดินแม้มันจะเปียก เต็มไปด้วยโคลน และเดินยากกว่าเก่าเสียหน่อย แต่เส้นทางก็ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ได้ขาดหาย และถ้ายังคงเดินบนเส้นทางนี้อยู่ ปลายทางก็ยังคงเป็นหมู่บ้านความสุขไม่เคยเปลี่ยน 

เธอก้าวเดินอีกครั้ง ใช้รองเท้าบูทเหยียบไปบนพื้นโคลน และไปถึงจุดหมายในที่สุด










^ ^

เมื่อก้าวออกจากป่าอาถรรพ์ เธอก็ได้พบกับชายคนหนึ่งที่คุ้นเคย เขายืนคอยเธออยู่ไม่ไปไหน

เธอจำใบหน้าที่เหี่ยวย่นนั้นได้ดี รอยยิ้มอบอุ่นพร้อยรอยตีนกาที่หางตา สายตาที่ไม่ว่าจะได้มองกี่ครั้งมันก็คือความสบายใจสำหรับเธอ

คุณปู่

เธอรีบวิ่งไปหาคุณปู่ เข้ากระโดดกอดโดยทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดไปที่คุณปู่ 

...ไม่ได้ห่วงใยหรือสนใจสังขารของคุณปู่เลยสักนิด ทิ้งน้ำหนักตัวโผกอดด้วยความคิดถึง

หลานสาว: คุณปู่มาที่นี่ได้อย่างไรคะ
ปู่: วันที่หนูเดินทางปู่ออกมาจากบ้านมาก่อนหลาน แล้วก็มารอหลานอยู่ที่นี่แหละ


.... หลังจากอ้อมกอดของความคิดถึง เธอก็เอะใจได้ 1 สิ่ง

หลานสาว: คุณปู่... ไม่เชื่อหนูตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมค่ะว่าหนูจะสามารถเดินออกจากป่าโดยที่ถนนแห้งจนสุดทางได้ ถึงได้เตรียมรองเท้าบูทไว้ให้

ปู่: ...

หลานสาว: เงียบ!! เงียบแบบนี้แสดงว่าไม่เคยไว้ใจหลานสาวคนนี้เลยใช่ไหม!!

ปู่: ...ไม่ใช่ปู่ไม่ไว้ใจ 

หลานรักปู่บอกหลานแล้วใช่ไหมว่าให้เปิดมันออกเมื่อมีปัญหา ซึ่งหมายความว่าถ้าไม่มีปัญหาก็ไม่ต้องเปิด ที่ปู่เตรียมไว้ให้ทุกอย่างนั้นหมายความว่า

เมื่อไรที่หนูมีปัญหา ปู่เตรียมการรับมือให้หนูไว้เสมอ

หลายสาว: แต่รองเท้าบูทที่ชั้นสุดท้ายนั้น มันก็หมายความว่าปู่ไม่ไว้ใจหนูเลยนิ

ปู่: มันหมายความว่า ถ้าหนูทำผิดหรือหนูสับสนจนถึงท้ายที่สุด ปู่ก็พร้อมที่จะให้โอกาสต่างหาก

หลานสาว: ....

ปู่: รองเท้านั้นคือโอกาสสำหรับหนู ให้หนูก้าวเดินต่ออีกครั้งในเส้นทางเดิม

แม้ว่าทางจะยากลำบาก แต่ก็ใช่ว่าจะไปต่อไม่ได้ ปู่เตรียมรองเท้าไว้ให้หนูแล้ว ปู่รู้ว่าหนูซุกซน แต่ปู่ให้อภัยหนูเสมอในความผิด

หลานสาว: ขอบคุณนะคะคุณปู่

ปู่: หนูมองที่เท้าปู่สิ

หลานสาว : !! เอ๊ะ โคลนนิ

ปู่: ใช่แล้ว ปู่ก็เปื้อนโคลนมาเหมือนกัน

ถนนดินนั้นก็เหมือนเส้นทางชีวิตคน เมื่อเป็นคนมันต้องมีสักครั้งที่เราผิดพลาด แต่ถ้าเราเลือกที่จะหนีความผิด มองข้ามโดยที่ไม่ยอมเปื้อนโคลนเดินต่อ เราก็จะไม่สามารถที่ถึงจุดหมายที่เราต้องการได้

ปู่: หนูคงจะหิวแย่แล้ว ไปหาขนมหวาน ในหมู่บ้านแห่งความสุขกันเถอะ

หลานสาว: เย้!! คุณปู่เลี้ยงใช่ไหม

ปู่: ...จ๊ะ

และแล้วทั้งสองมนุษย์กับหนึ่งสุนัขที่ได้ผ่านพ้นป่าอาถรรพ์ ก็ได้เดินอยู่ด้วยกันพร้อมกับคาบโคลนที่อยู่ที่เท้า 

แม้จะเคยเปื้อนโคลน 
แม้จะไม่ใช่คนที่ทำลายอาถรรพ์ถนนดินได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขต่างหาก

จบบริจาค
นานๆจะได้ลง 1 เรื่องหวังว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้ผิดหวังนะครับ

SHARE
Written in this book
นิทานจากฉัน
เขียนไว้อยากให้คุณได้อ่าน

Comments

_Manudwhale_
10 months ago
เรื่องนี้น่ารักมากเลยค่ะ
Reply
TheWatercat
10 months ago
คนเขียนเก่งครับ
13pp
10 months ago
อ่านแล้วลุ้นตลอดเลยค่ะ ว่าตอนจบนั้นจะเป็นแบบไหน ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องดีๆให้อ่านนะคะ
Reply
TheWatercat
10 months ago
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ
terrytaksintaweesap
10 months ago
สนุกมากเลยค่ะ อ่านแล้วได้แง่คิดและความอบอุ่น
Reply
TheWatercat
10 months ago
ขอบคุณครับ