รองเท้าบูทที่คุณปู่เตรียมไว้

“ถนนแห่งนี้ไม่เคยแห้งจนสุดทาง”

นานมาแล้ว
ณ.หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง

หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลความเจริญแห่งนี้อยู่ติดกับป่าอาถรรพ์ซึ่งเป็นที่หมายตาของเหล่านักท่องเที่ยว

...เนื่องจากตำนานที่แปลกประหลาดของป่าคอยดึงดูดให้ผู้คนมากมายเข้ามาท้าทายและพิสูจน์ว่าตำนานแห่งนี้เป็นจริงหรือไม่ ?

ป่าอาถรรพ์แห่งนี้ไม่ได้มีภูติผีปีศาจหรือวิญญาณร้าย 

ภายในนั้นป่าเต็มไปด้วยพรรณไม้ที่แปลกประหลาด ต้นไม้ทุกต้นที่นี่มีสีสันสวยงามและรวดลายวิจิตรพิสดารชวนให้ผู้ที่พบเห็นหลงไหล

 ...แต่ต้นไม้ทุกต้นรวมถึงดอกไม้ในป่าแห่งนี้ไม่สามารถนำมันออกมาได้...

ใบไม้ไม่พลิ้วไหว กิ่งก้านและลำต้นไม่เอนเอียงตามแรงลม รากไม้หยั่งลึกเกินกว่าที่จะถอนต้นขึ้นมา ครั้นจะใช้ของมีคมตัดหวังเอากิ่งก้านหรือดอกไม้ออกมาโอ้อวดสู่โลกภายนอกก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเนื้อเยื่อของต้นไม้ที่นี่เหนียว แข็ง และคงทนเกินกว่าที่จะตัดมันให้ขาดได้

ความงามของป่าทำได้เพียงเชยชม 
มิอาจครอบครองเป็นสมบัติส่วนบุคคลได้

ทุกคนที่มาที่นี่ต่างรู้เรื่องนี้ดี 

ทุกคนเข้าใจว่าดอกไม้แสนงดงามนั้นครอบครองไม่ได้
แต่ที่เหล่านักท่องเที่ยวให้ความสนใจนั้นคือตำนานถนนดินภายในป่าอาถรรพ์แห่งนี้


มันเป็นถนนดินที่ไม่เคยแห้งจนสุดทาง


ขึ้นชื่อว่าป่าอาถรรพ์ถึงแม้ไม่มีภูติผีปีศาจ แต่ย่อมต้องมีความลี้ลับอะไรสักอย่างที่ทำให้เกิดสิ่งที่เหนือธรรมชาติ 

นอกจากต้นไม้ที่ตัดไม่ขาดแล้วอีกสิ่งที่น่าประหลาดใจไม่แพ้กันคือ ถนนดินที่จะเปียกไปด้วยน้ำฝนทันทีเราสัมผัสกับต้นไม้ในป่า ...

ทันทีที่เราออกนอกเส้นทางและไปสัมผัสเข้ากับความงามที่เรารู้ทั้งรู้ว่าไม่มีประโยชน์นั้น 
ป่าจะร่ำไห้
ถนนดินที่แห้งสนิทที่เราเดินทางมาตลอดจะเปียกไปด้วยหยาดฝนที่เสมือนเป็นน้ำตาฟ้า 

ฝนที่ตกมานั้นไม่ได้ทำให้ร่างกายเปียกปอน แต่มันตกลงแค่ที่ถนนดินเท่านั้น

เมื่อฝนตกรดดินแล้ว ...ทางเดินต่อจากนี้ไปตลอดจนสุดทางจะถูกเปลี่ยนเป็นดินโคลนที่เฉอะแฉะน่ารำคาญสำหรับนักเดินทางที่ต้องการไปให้ถึงจุดหมาย

นี่แหละคือสิ่งที่เหล่านักท่องเที่ยวต้องการจะท้าทาย พวกเขาที่ย่างเท้าเข้ามาในป่าแห่งนี้อยากจะพิสูจน์ว่าตัวเขาเองสามารถผ่านป่าแห่งนี้ไปโดยที่เท้าไม่เปื้อนดินโคลนได้ไหม


...ซึ่งไม่เคยมีใครทำได้
ไม่เคยมีใครทำให้ถนนแห่งนี้แห้งได้จนสุดปลายทางที่วาดฝันไว้ 

เหล่านักท่องเที่ยวต่างลุ่มหลงไปกับสีสันแสนหวานที่มีอยู่ริมทาง จนทำให้ผืนป่าต้องร่ำไห้เสียใจไปกับการละทิ้งเส้นทางที่เดินเคียงมาตลอด 

บทลงโทษเล็กๆน้อยๆ เพียงแค่เส้นทางเปลี่ยนเป็นเปื้อนโคลน แค่ความลำบากนิดหน่อยกลับรับไม่ได้และบ่นว่า “อะไรนักหนา” จะร่ำไห้ไปทำไมเพียงแค่สัมผัสดอกไม้!! 

บางคนเลือกที่จะเมินหนี ถอยกลับแล้วออกจากป่าไปโดยที่จะไม่เดินกับถนนเปื้อนโคลนไปจนสุดทาง ทั้งๆที่คนที่ทำให้ถนนเปื้อนโคลนนั้นก็มิใช่ใครที่ไหน สาเหตุที่ทางเดินมันต้องยากลำบากขึ้นก็เป็นเพราะตัวนักท่องเที่ยวเองทั้งนั้นที่ทำให้เป็นแบบนี้



ภายในหมู่บ้านชนบทที่ติดกับป่าแห่งนี้
มีครอบครัวเล็กๆ ที่มีสมาชิกเพียงสองคนกับสุนัขหนึ่งตัว

คุณปู่อาศัยอยู่กับหลานสาวเสื้อแดงจอมซุกซน ...ด้วยความซนของเธอทำให้เพื่อนสนิทของเธอมีเพียงแค่สุนัขชื่อเหมือนขนมญี่ปุ่น “คุณโมจิ” เท่านั้น

คุณปู่เลี้ยงดูหลานสาวเพียงลำพัง เขาดูเธออยู่ไม่เคยห่างแล้วหวังเพียงให้หลานสาวเติบโตเป็นคนดีและมีชีวิตที่มีความสุข

วันหนึ่งความซุกซนของหลานสาวทำให้เธอเกิดอยากลองที่จะเข้าไปในป่าอาถรรพ์เพื่อที่จะลบล้างตำนาน ถนนดิน 

เธอจะเป็นคนแรกที่ทำให้ถนนแห่งนี้แห้งจนสุดทาง เธอจะเป็นคนที่ทำให้ป่าและถนนไม่ต้องร่ำไห้

เธอขอคุณปู่เดินทางไปในป่าอาถรรพ์เพื่อพิสูจน์ตำนานและเที่ยวเล่นตามประสาเด็กซุกซนคนหนึ่งที่อยากเที่ยวไปในสถานที่ใหม่ๆ

คุณปู่เงียบ... แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะห้ามเธอไว้ได้ นิสัยเสียอย่างหนึ่งของคุณปู่คือชอบตามใจหลานสาว เขาอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอซุกซนขนาดนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่จริงแท้แน่นอนคือ ปู่รักเธอจากใจจริง 

คุณปู่ยื่นกระเป๋าเดินทางให้หนึ่งใบโดยกำชับกับเธอว่า

หนูต้องพาโมจิไปด้วยและหนูจะเปิดกระเป๋าได้ก็ต่อเมื่อเจอปัญหาเท่านั้น

เด็กสาวพอใจกับคำอนุญาตินั้นและตั้งใจจะออกเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้นโดยทันที


เช้าวันใหม่มาถึง
เธอรีบเดินทางแต่เช้า
แต่บ้านในวันนี้เงียบผิดปกติเนื่องจาก
คุณปู่ไม่อยู่บ้าน...

เธอจึงออกจากบ้านมาโดยที่ไม่ได้ร่ำลาคุณปู่

เธอเดินกระโดดโลดเต้นเข้ามาในป่า โดยที่มีสหายสนิทคุณโมจิเดินตามเข้ามาติดๆ
ถนนดินในป่าเป็นทางตรงยาวที่ไม่มีสิ่งใดขวางกั้น 

เพียงแค่เดินตามทางไปก็จะถึงจุดหมายได้อย่างง่ายดาย... 

อีกฟ้ากหนึ่งของป่าอาถรรพ์คือหมู่บ้านที่มีชื่อว่าหมู่บ้านความสุข มีขนมและของหวานมากมายให้เธอได้เลือกซื้อจับจ่ายตามใจชอบ

เธอเดินหลงระเริงไปกับอิสระ เธอพอใจกับการเดินทางคนเดียวโดยไม่มีเสียงบ่นของคุณปู่ 

เข้ามาในป่าลึก 
ยิ่งลึกขึ้นเท่าไร ต้นไม้ก็ยิ่งสูงขึ้น ไม้สูงที่แผ่กิ่งก้านสาขาเริ่มบดบังแสงจากดวงอาทิตย์ ใบไม้ที่ไม่พลิ้วไหวและกิ่งก้านที่ไม่โน้มตัวไปกับแรงลม ทำให้ไม่ได้ยินเสียงใบไม้สั่น ซ่าๆ เหมือนป่าอื่นๆที่เธอเคยรู้จัก 

เธอเริ่มอ่อนล้า และเริ่มได้ยินเสียงเชิญชวนให้เข้าไปหาจากดอกไม้ที่สวยงามดอกอื่นๆ พวกมันคอยเรียกให้เธอออกนอกเส้นทาง 

แรงของเธอใกล้หมดแต่เธอก็ยังไม่ลืมจุดหมายที่ได้ตั้งใจไว้ว่าจะเป็น “คนแรกและคนเดียว” ที่จะผ่านป่าแห่งนี้ไปโดยที่ ถนนดินแห้งจนสุดทาง

ความอ่อนล้ามาพร้อมกับความหิว เธอสับเพลาและไม่ได้เตรียมเสบียงใดๆติดตัวมาเลย เธอจึงเปิดกระเป๋าเดินทางที่ปู่ให้มาแล้วพบว่า มันถูกแบ่งเป็นสี่ชั้น 

โดยที่แต่ละชั้นถูกขั้นเอาไว้
และมีข้อความทิ้งไว้ว่า
“เปิดอีกครั้งเมื่อมีปัญหา”

ชั้นแรกที่เธอเห็นคือเสบียงที่คุณปู่ได้เตรียมไว้ให้กับเธอและคุณโมจิ เธอไม่รอช้าเขมือบอย่างบ้าคลั่งและต้องการกินส่วนของคุณโมจิต่อ แต่โชคดีที่คุณโมจิไหวตัวทันและรีบกินเสียก่อนเธอจะแย่งกินจนหมด 

เธอกินจนพุงกางแล้วนอนพักแผ่หลาอย่างสบายใจอยู่ข้างทาง



... ถึงเวลาเดินทางต่อ ยิ่งเข้าไปลึกขึ้นดอกไม้ก็เริ่มมีสีสันที่สวยงามมากกว่าเก่า ครั้งนี้มิใช่แค่สีกับรูปทรงที่งดงามมากขึ้น แต่มันเพิ่มกลิ่น และเสียงเรียกเสน่หาคอยจักจูงให้เธอเดินออกนอกเส้นทาง เพียงแต่มันก็ยังคงไม่มากพอที่จะทำให้เธอลุ่มหลงไปกับสิ่งเหล่านั้นได้ ความตั้งใจของเธอยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความงามที่ไร้คุณค่า ...เพราะเธอรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันไม่มีอะไรที่สามารถเอากลับมาได้ 

การไปยุ่งเกี่ยวกับความลุ่มหลงเพียงชั่วครั้งคราวมีแต่จะทำให้เส้นทางข้างหน้าลำบากยิ่งขึ้น เธอยังคงเดินต่อไป สลับหยุดพักและเปิดกระเป๋านำเสบียงชั้นต่างๆในกระเป๋าเดินทางออกมาใช้ 


ชั้นที่สองก็ยังคงเป็นเสบียง อาหารที่คอยเติมเต็มกำลังให้เธอได้เดินทางต่อ

ชั้นที่สามก็เป็นมื้อค่ำและที่นอนพับไว้อย่างเรียบร้อยให้เธอได้พักผ่อนในค่ำคืนกลางป่าอาถรรพ์นี้...

(ป่าอาถรรพ์แห่งนี้ไม่มีสัตว์ร้ายหรือแมลงใดๆ คอยรบกวนการพักผ่อนของเหล่านักเดินทาง)


เช้าวันรุ่งขึ้น
การเดินทางของเธอผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นจนเธอชะล่าใจ
เธอใกล้ที่จะถึงจุดหมายอีกไม่นานแล้ว

...แต่แล้วเธอก็พบกับดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ริมทางดอกหนึ่ง มันมีสีแดงเหมือนกับเสื้อของเธอ มันช่างเหมาะเจาะที่จะประดับและเป็นส่วนหนึ่งกับร่างกายของเธอ

ความใกล้ที่อยู่เพียงเอื้อมมือ เธอคิดว่าแค่ยื่นมือออกไปคว้าก็จะได้มันมาครอบครองโดยง่าย 

แต่เธอไม่ทันได้นึกถึงผลกระทบที่ตามมา 

การสัมผัสไม้ใดๆในป่านี้จักทำให้ถนนดินที่เป็นเส้นทางให้เธอมาตลอดต้องร่ำไห้ ...


~แล้วเธอก็ทำมัน~

เธอยื่นมือออกไปด้วยความเต็มใจสูดดมไปกับรสของกลิ่นดอกไม้สีแดง ...

ทันทีที่เธอคว้ามันเล่น เธอคว้ามันอย่างตั้งใจทั้งที่รู้ว่าไม่ได้เติมเต็มความพอใจในระยะยาว

เกิดฝนตกหนักเปลี่ยนสีของถนนดินจากสีน้ำตาลอ่อนเป็นสีเข้มที่เต็มไปด้วยโคลน

บนทางเดินข้างหน้าต่อจากนี้
ถ้าเธอคิดจะไปต่อ เธอจะต้องเจอความลำบากมากขึ้น

...ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในเส้นทางกลายเป็นเรื่องไร้ค่า...

ถนนดินตอนนี้ถูกแบ่งเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน ทางที่เธอเดินมาก่อนหน้านี้มันไม่ได้ถูกน้ำฝนเปลี่ยนสี 

อดีตที่งดงามและความมั่นคงที่เธอเดินตามเส้นทางมาตลอดยังคงแห้งเป็นดินสีน้ำตาลอ่อนไม่เปลี่ยนแปลง 

น้ำฝนตกกระทบถนนดินในเส้นทางข้างหน้าเท่านั้น ทางต่อจากนี้กลายเป็นดินโคลนที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาฟ้า ดินโคลนสีน้ำตาลเข้มนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน

...นี่กลายเป็นอีกครั้งที่ถนนดินแห่งนี้ไม่ได้แห้งสนิทจนสุดทาง

เธอละมือจากดอกไม้สีแดงนั้น ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มันไม่ทัน ...

แม้จะไม่มีใครคนอื่นรู้ แต่ตัวเธอเองนั้นย่อมรู้ดีที่สุดว่าเธอไม่สามารถหักห้ามใจเพียงระยะเวลาสั้นๆได้ เส้นทางถนนดิน กลายเป็นถนนโคลนไปเสียแล้ว

เธอเศร้า เธอผิดหวัง และเสียใจไปกับการกระทำของตนเอง แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรเธอก็ไม่สามารถเปลี่ยนสีของถนนกลับมาให้เป็นแบบเดิมได้

ความท้อแท้ทำให้เธอไม่อยากที่จะเดินต่อไปในเส้นทางถนนนี้ต่อไปแล้ว

ถ้าเธอเดินกลับเส้นทางเดิม เท้าของเธอจะไม่ต้องเปื้อนโคลน แต่ว่าเธอก็จะไม่สามารถไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจจะไปให้ถึงยังอีกฟ้ากของป่าแห่งนี้ได้

ระยะทางเพียงแค่อึดใจก็จะถึงจุดหมายแล้ว แต่เธอกำลังถอดใจ เพราะไม่อยากที่จะเปื้อนโคลน 

ไม่อยากเดินบนเส้นทางที่ยากลำบาก

ตอนนี้เธอคล้ายกับผู้หนีความผิดที่ไม่อยากจะรับรู้หรือยอมรับความจริงจากสิ่งที่ตนกระทำลงไป

...เธออยากกลับบ้าน
เธออยากละทิ้งหนทางยากลำบากที่แสนน่าเบื่อนี้แล้ว

เธอเลือกที่จะหันหลังให้กับถนนโคลน แล้วตั้งใจจะเดินย้อนกลับไปทางถนนดินแห้งสนิทที่ได้เดินมาก่อนหน้านี้

แต่...คุณโมจิไม่ยอมเดินกลับ 

มันนั่งอยู่เฉยๆเหมือนรออะไรสักอย่างที่สุดทางถนนดิน แล้วจ้องไปยังถนนโคลนที่อยู่เบื่องหน้า

...ในเมื่อคุณโมจิยังไม่กลับ
เธอก็คงจะยังกลับไม่ได้

มนุษย์สองขากับสหายสี่เท้านั่งอยู่ที่ปลายทางถนนดิน ไปต่อก็ไม่อยากเปื้อนโคลน ครั้นจะย้อนกลับหลังก็เสียดายเพราะทางข้างหน้าอีกไม่ไกลก็จะถึงฝั่งฝันแล้ว

เธออยู่ตรงกลางของจุดยืนที่น่าอึดอัดเพราะความลุ่มหลง

นี้คือปัญหาใหญ่ที่เธอต้องเผชิญ


...เธอนึกขึ้นได้ว่า ในกระเป๋ายังเหลือชั้นที่ยังไม่ได้เปิดอีกหนึ่งชั้น ช่องสุดท้ายที่คุณปู่ได้เตรียมไว้ให้กับเธอ

เธอคาดหวังว่ามันจะเป็นเสบียงแสนอร่อยที่คุณปู่ได้เตรียมไว้ให้ แค่คิดว่าจะได้กินอาหาร เธอก็น้ำลายสอแล้ว

เธอรีบเปิดกระเป๋าชั้นสุดท้ายออก

...ภายในนั้นไม่ใช่อาหาร แต่มันเป็นรองเท้าบูท 1 คู่


รองเท้าบูทที่คุณปู่เตรียมไว้ให้

ไม่มีกระดาษข้อความใดๆทิ้งไว้ให้ แต่ทันทีที่เธอได้เห็นก็น้ำตาไหล

เพราะคุณปู่รู้อยู่แล้วว่าถนนจะต้องเปียก
เพราะคุณปู่รู้ว่าเธอไม่ชอบโคลน
เพราะคุณปู่อยากให้เธอไปต่อในเส้นทางนี้ และ
เพราะคุณปู่ให้โอกาสเธออีกครั้ง

ไม่มีใครเข้าใจเธอได้ดีเท่ากับคุณปู่ ความห่วงใยที่คุณปู่มีให้เธอนั้นทำให้เธอสามารถก้าวไปต่อในเส้นทางที่ยากลำบากได้อีกครั้ง



เธอสวมรองเท้าบูทคู่นั้น มันเหมาะเจาะกับชุดแดงของเธอ มันคือส่วนที่เติมเต็ม และมันคือพาหนะที่จะพาเธอก้าวต่อไปบนเส้นทางที่ยากลำบาก

...หลังจากที่เธอสวมรองเท้าบูท คุณโมจิก็ยืนขึ้น เห่าด้วยเสียงที่เล็กและแหลม เป็นสัญญาณที่มีความหมายว่า พวกเราพร้อมที่จะไปต่อ



ถนนโคลนข้างหน้าเมื่อมองดูให้ดีแล้ว มันก็กำลังค่อยๆแห้งลง สีน้ำตาลเข้มนั้นเริ่มอ่อนลง ดินเริ่มแข็งตัวพอให้เธอและคุณโมจิเดินต่อไปในเส้นทางเดิมอีกครั้ง

เธอเรียนรู้ว่าถนนดินแม้มันจะเปียก เต็มไปด้วยโคลน และเดินยากกว่าเก่าเสียหน่อย แต่เส้นทางก็ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ได้ขาดหาย และถ้ายังคงเดินบนเส้นทางนี้อยู่ ปลายทางก็ยังคงเป็นหมู่บ้านความสุขไม่เคยเปลี่ยน 

เธอก้าวเดินอีกครั้ง ใช้รองเท้าบูทเหยียบไปบนพื้นโคลน และไปถึงจุดหมายในที่สุด










^ ^

เมื่อก้าวออกจากป่าอาถรรพ์ เธอก็ได้พบกับชายคนหนึ่งที่คุ้นเคย เขายืนคอยเธออยู่ไม่ไปไหน

เธอจำใบหน้าที่เหี่ยวย่นนั้นได้ดี รอยยิ้มอบอุ่นพร้อยรอยตีนกาที่หางตา สายตาที่ไม่ว่าจะได้มองกี่ครั้งมันก็คือความสบายใจสำหรับเธอ

คุณปู่

เธอรีบวิ่งไปหาคุณปู่ เข้ากระโดดกอดโดยทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดไปที่คุณปู่ 

...ไม่ได้ห่วงใยหรือสนใจสังขารของคุณปู่เลยสักนิด ทิ้งน้ำหนักตัวโผกอดด้วยความคิดถึง

หลานสาว: คุณปู่มาที่นี่ได้อย่างไรคะ
ปู่: วันที่หนูเดินทางปู่ออกมาจากบ้านมาก่อนหลาน แล้วก็มารอหลานอยู่ที่นี่แหละ


.... หลังจากอ้อมกอดของความคิดถึง เธอก็เอะใจได้ 1 สิ่ง

หลานสาว: คุณปู่... ไม่เชื่อหนูตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมค่ะว่าหนูจะสามารถเดินออกจากป่าโดยที่ถนนแห้งจนสุดทางได้ ถึงได้เตรียมรองเท้าบูทไว้ให้

ปู่: ...

หลานสาว: เงียบ!! เงียบแบบนี้แสดงว่าไม่เคยไว้ใจหลานสาวคนนี้เลยใช่ไหม!!

ปู่: ...ไม่ใช่ปู่ไม่ไว้ใจ 

หลานรักปู่บอกหลานแล้วใช่ไหมว่าให้เปิดมันออกเมื่อมีปัญหา ซึ่งหมายความว่าถ้าไม่มีปัญหาก็ไม่ต้องเปิด ที่ปู่เตรียมไว้ให้ทุกอย่างนั้นหมายความว่า

เมื่อไรที่หนูมีปัญหา ปู่เตรียมการรับมือให้หนูไว้เสมอ

หลายสาว: แต่รองเท้าบูทที่ชั้นสุดท้ายนั้น มันก็หมายความว่าปู่ไม่ไว้ใจหนูเลยนิ

ปู่: มันหมายความว่า ถ้าหนูทำผิดหรือหนูสับสนจนถึงท้ายที่สุด ปู่ก็พร้อมที่จะให้โอกาสต่างหาก

หลานสาว: ....

ปู่: รองเท้านั้นคือโอกาสสำหรับหนู ให้หนูก้าวเดินต่ออีกครั้งในเส้นทางเดิม

แม้ว่าทางจะยากลำบาก แต่ก็ใช่ว่าจะไปต่อไม่ได้ ปู่เตรียมรองเท้าไว้ให้หนูแล้ว ปู่รู้ว่าหนูซุกซน แต่ปู่ให้อภัยหนูเสมอในความผิด

หลานสาว: ขอบคุณนะคะคุณปู่

ปู่: หนูมองที่เท้าปู่สิ

หลานสาว : !! เอ๊ะ โคลนนิ

ปู่: ใช่แล้ว ปู่ก็เปื้อนโคลนมาเหมือนกัน

ถนนดินนั้นก็เหมือนเส้นทางชีวิตคน เมื่อเป็นคนมันต้องมีสักครั้งที่เราผิดพลาด แต่ถ้าเราเลือกที่จะหนีความผิด มองข้ามโดยที่ไม่ยอมเปื้อนโคลนเดินต่อ เราก็จะไม่สามารถที่ถึงจุดหมายที่เราต้องการได้

ปู่: หนูคงจะหิวแย่แล้ว ไปหาขนมหวาน ในหมู่บ้านแห่งความสุขกันเถอะ

หลานสาว: เย้!! คุณปู่เลี้ยงใช่ไหม

ปู่: ...จ๊ะ

และแล้วทั้งสองมนุษย์กับหนึ่งสุนัขที่ได้ผ่านพ้นป่าอาถรรพ์ ก็ได้เดินอยู่ด้วยกันพร้อมกับคาบโคลนที่อยู่ที่เท้า 

แม้จะเคยเปื้อนโคลน 
แม้จะไม่ใช่คนที่ทำลายอาถรรพ์ถนนดินได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขต่างหาก

จบบริจาค
นานๆจะได้ลง 1 เรื่องหวังว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้ผิดหวังนะครับ

SHARE
Written in this book
นิทานจากฉัน
เขียนไว้อยากให้คุณได้อ่าน
Writer
Suyseiy
13/40
love only you

Comments

_Manudwhale_
2 months ago
เรื่องนี้น่ารักมากเลยค่ะ
Reply
Suyseiy
2 months ago
คนเขียนเก่งครับ
13pp
2 months ago
อ่านแล้วลุ้นตลอดเลยค่ะ ว่าตอนจบนั้นจะเป็นแบบไหน ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องดีๆให้อ่านนะคะ
Reply
Suyseiy
2 months ago
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ
สนุกมากเลยค่ะ อ่านแล้วได้แง่คิดและความอบอุ่น
Reply
Suyseiy
2 months ago
ขอบคุณครับ