'หนังสือ' วัตถุใกล้ตายที่ทำให้ฉันมีเป้าหมายในชีวิต
มีคนบอกว่าหนังสือ คือวัตถุที่จะตายลงไปอย่างรวดเร็วในอีกไม่ช้า...หลายสำนักพิมพ์ปิดตัวลงแม้จะเคยมีชื่อและยิ่งใหญ่มาก่อน อาจด้วยกิจวัตรของคนเปลี่ยน เทคโนโลยีที่พัฒนา และความต้องการในชีวิตหันเห... แต่กลับมีเพียงสิ่งเดียวที่กวักเรียกฉัน คนที่บ่อยครั้งอ่านหนังสือเฉลี่ยแค่8บรรทัด จำเป็นต้องเลือกหนังสือสักเล่มติดตัวไปขึ้นรถเมย์

ชีวิตเปลี่ยน การงานการเงินป่วน ทำฉันต้องมานั่งเจื่อนบนถนนเส้นลาดพร้าวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โทรศัพท์ที่ควรจะเป็นเพื่อนคู่ใจก็มีอุปนิสัยแบตเสื่อม นั่นบังคับให้ฉันต้องงดโพสต์สเตตัสบ่นรถติดเป็นระยะๆ

จนเมื่อได้หลงไปกับเรื่องราวในหนังสือฆ่าเวลาเล่มแรกในปีนี้(ปีนึงฉันก็ไม่ได้อ่านเกิน3เล่มหรอกนะ...ชีวิต) นั่นทำให้ฉันกลับต้องรีบหาหนังสือเล่มใหม่มาอ่านต่ออย่างรวดเร็ว ด้วยเพราะเนื้อหามันตรึงใจจนสามารถอ่านตัวหนังสือจากกระดาษ200กว่าหน้า หมดในบรรยากาศรถติดของ5วัน (แม้จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่สำหรับคนที่เคยอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ8บรรทัดอย่างฉัน ก็เก่งอยู่นะ...ปรบมือให้ตัวเอง)

หลังจากรับรู้ถึงการอยู่ไม่สุขเมื่อหนังสือเล่มแรกถูกอ่านจบลง ใคร่ครวญพอเป็นพิธีจึงพบว่า...ฉันต้องการหนังสืออีกเล่มมาเพื่อเป็นยาแก้ประสาทยามรถขนส่งมวลชนติดแหง็กบนถนนที่มวลชนต่างออกมาใช้รถ (วกวนชวนมึน)

ถ้าเราซื้อหนังสือเล่มใหม่...เราจะได้อ่านหนังสือใหม่ แค่ไม่กี่เล่ม
แต่ถ้าเราซื้อหนังสือมือสอง...เราจะได้อ่านหนังสือเนื้อหาใหม่และจำนวน ' หลายเล่ม ' 
วิชาคณิตศาสตร์ หมวด งก ใช้ได้ผลเสมอ ...ปรบมือให้ตัวเอง

เอาล่ะ...ทุกการผจญภัยในยุคนี้มันเริ่มจากกูเกิ้ลทั้งนั้นแหละ ฉันจึงทำการค้นหาร้านหนังสือมือสองคัดสรรค์จนเหลือเพียงหนึ่งร้านที่ได้รับผ้ากันเปื้อน..(ถึงตอนนี้คงรู้แล้วว่าฉันติดรายการอะไร) ไม่ใช่สิ..!

เอาเถอะ...แต่เมื่อได้พิกัดมาแล้วทริปที่มี สาวต่างจังหวัดผู้ชำนาญเส้นทางในกรุงเทพฯมากๆอย่างเรา (หราาาาาา)
จึงเริ่มขึ้น...

เราคือชนที่มีมวลจึงเลือกใช้บริการรถขนส่งมวลชนในการเดินทางครั้งนี้ พูดได้เต็มปากว่าฉันเป็นคนดีมากคนหนึ่ง (ปรบมือให้ตัวเอง) ที่ทำตามนโยบาย..ง่วงก็หลับ แล้วทิ้งให้เพื่อนถ่างตาหาจุดหมายอยู่ลำพังร่วมชั่วโมง ( นั่นมันง่วงไม่ขับโว๊ยยยยย )

เอาล่ะ...เส้นทางที่ผ่านมาเราเดินทางจากรามคำแหงด้วยรถเมล์สาย 93 มุ่งตรงไปลงยังหน้าห้าง MBK แล้วเดินเลาะทางเดินไปยัง 'รั้ว' จามจุรีเพื่อนั่งรถต่อไปยังเยาวราช

เส้นทางที่ว่าใกล้...ก็ไกลได้แค่อยู่ในสถานการณ์รถติดและเราติดอยู่บนรถ ฉันรับรู้ถึงความร้อน ควัน และแข้งที่ออกอาการประท้วงจากการยืนโหนรถเมล์เป็นเวลานาน สำหรับฉันการเสียเวลาโดยไม่มีสาระหรือผลลัพธ์ที่ดี ในบางเรื่องก็ถือเป็นสิ่งเปล่าประโยชน์และชวนหงุดหงิด (ขนาดหลับคอเอียงมาแล้วนะ)

เอาล่ะ...ถนนเยาวราชในช่วง4โมงเย็นนิดๆ ที่ป้ายตามร้านรวงยังไม่พร้อมจะติดไฟให้แสงสว่างกับตัวอักษรนีออน แต่มันก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คน และดูจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ สำหรับร้านค้าแล้วยังคงเป็นเวลางาน แต่สำหรับเจ้าหน้าที่กวาดขยะคงเป็นเวลาพักเสียที น่าแปลกที่ใบหน้าอิดโรยของคุณป้านั้นยังยิ้มละไมอย่างเป็นมิตรโดยมี 'ไม้กวาด' ประจำตำแหน่งวางไม่ห่างตัว

"ซอยมะขามไม่ได้อยู่ฝั่งนี้ หนูต้องเดินเลาะทางตรงนั้นไปออกอีกเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย" น้ำเสียงใจดีของป้าราวกับตะปูตำเท้า มันแปลว่าฉันขี้เกียจเดินแล้วและไม่เข้าใจเส้นทาง แต่เหมือนป้าจะสังเกตเห็นเสี้ยวความรู้อันน้อยนิดและไหวพริบที่ริบหรี่ของเราทั้งสอง

"นั่งวินไปก็ได้.." ป้าบอกพร้อมร้อยยิ้มเดิม

ที่จริงแล้วพวกเราถามทางตั้งแต่ลงจากรถเมล์เลยทีเดียว แม้ในครั้งแรกๆจะไม่ได้คำตอบแต่เราเห็นความพยายามของพี่สาวร้านขนมปังไส้ไหลที่ออกจากร้านไปถามทางให้ หรือแม้แต่น้องๆพนักงานร้านสะดวกซื้อที่ถามต่อๆกัน แม้จะไม่มีคำตอบกลับมาแต่ก็ทำให้เห็นน้ำใจบริสุทธิ์ ชั่วขณะ...เหตุการณ์นั้นทำให้รู้สึกดี

ครู่เดียวพี่วิน (มอเตอร์ไซค์) ก็พาเราลัดเลาะผ่านตึกรามบ้านช่องเก่าแก่มาโผล่ที่ตึกแถวบรรยากาศอึมครึม ในซอยมะขาม 2 ถ้าเป็นในนิยายพ่อมด...ฉันคงหาไม้กวาดหรือไม้กายสิทธิ์จากที่นี่ได้ แต่ร้านหนังสือมือสองในชื่อ ' หนังสือเก่าเยาวราช ' แห่งนี้ มีโลกที่กว้างกว่าโลกเวทมนตร์นัก เพราะหน้าร้านมีป้ายที่ถูกเขียนขึ้นมาง่ายๆว่า "อ่าน สู่ อิสรภาพ"

ในบริเวณร้านหนังสือไม่มีการตกแต่งด้วยสิ่งอื่นใดนอกจากหนังสือ มีหนังสือเก่าเก็บ หลายเนื้อหา วางเรียงกันเป็นผนังและกำแพงสูงท่วมหัว บางกองสูงกั้นเป็นห้องเป็นซอย แน่นอนว่าตัวหนังสือที่อัดแน่นอยู่ในร้านแห่งนี้มีตั้งแต่สมัยของพิมพ์ดีดและขยับมาพิมพ์ดิจิตอล. ให้ความรู้สึกขลัง เหมือนกำลังเดินอยู่ในมิติเวลา เพราะบางเล่มราวกับเขียนเสร็จก่อนที่ตึกเก่าแก่นี้จะสร้างขึ้นด้วยซ้ำ ยิ่งได้ขึ้นไปยังชั้นสองของร้านที่หนังสือทำการออกแบบภายในให้กับสองห้องด้วยตัวมันเองแล้วละก็ ทำให้ยิ่งคิดถึงฉากในหนังภาพยนตร์ แอบอยากเห็นผู้กำกับสักคนใช้โลเคชั่น หรือนำเอาบรรยากาศของร้านหนังสือมือสอง มาเขียนบทหนัง มันคงจะช่วยพยุงให้หนังสือฉบับกระดาษเหล่านี้ตายช้าลงกว่าที่กำลังจะเป็น

พูดถึงแล้ว ร้านหนังสือมือสองแห่งนี้มีคาแรคเตอร์ที่ชัดพอๆกับเจ้าของร้าน และถึงแม้ในรีวิวที่อ่านมาจะบอกว่า ...ตอนที่อ่านรีวิวมาอีกทีก็ไม่ได้หวังว่าจะได้เจอคุณลุงในสภาพเดียวกัน...(ลุงนั่งชิล ไม่ใส่เสื้อ ในกางเกงสีกากี) ซึ่งเมื่อฉันคิดถึงเรื่องนี้แล้วทำให้นึกตลก คุณเคยมีโปสการ์ดที่องค์ประกอบทุกอย่างเหมือนเป๊ะกันไปหมดเมื่อคุณนำรูปในโปสการ์ดไปเทียบกับของจริงไหมล่ะ แม้อิริยาบทของพ่อค้าก็ด้วยนะ!

บทสนทนาระหว่างเรากับคุณลุงเจ้าของร้านมีเรื่องหนังสือเพียงน้อยนิดแต่กลับแลกเปลี่ยนกันเรื่องศาสนา และสังคมเสียมากกว่า และเพราะมีกลิ่นสุราจางๆที่ลุงยืนยันว่า ' ลุงกินไม่เยอะ ' นั่นเองทำให้เพื่อนว่าที่หมออดไม่ได้ต้องแนะนำให้ลุงเลิกสุราเพื่อประคองตับไว้ ขณะเดียวกันฉันที่เป็นสายนิเทศฯทำเพียงเป็นคำสร้อยเสริมทัพไปจางๆ

" อยากมีบ้านที่มีห้องแบบนี้ " เพื่อนว่าที่หมอพูดออกมาอย่างหลงไหล ขณะที่สายตาของฉันกระทบเข้ากับสันหนังสือชื่อ ' อินเดียนน่าโจน '


" เดี๋ยวนี้คนเขาไม่ซื้อหนังสือกันแล้ว " คุณลุงเจ้าของร้านตัดพ้อเรียบๆ

                                                    ...........

เมื่อสังเกตการณ์และเลือกหนังสือมาได้แล้ว แทนที่จะโบกรถกลับบ้านในทันที แต่กิเลสที่มีนั้นร้อนรุ่มดั่งไฟที่สุมอยู่ในเตาต้มพุดดิ้ง และด้วยเพราะร้านเนืองแน่นไปด้วยคน นั่นเป็นสัญลักษณ์สากลว่าเป็นของอร่อย~ กับพุดดิ้งนมหน้าเงาะถ้วยละร้อยกว่าบาท ซึ่งแน่นอนที่เราจะสั่งมาเพียงถ้วยเดียว สำหรับครั้งแรกในชั่วโมงอัตคัต ถ้าใจมันจะลองจริงๆ ก็ต้องชิมกันไป

อืม...รสชาติของพุดดิ้งเนื้อดีรสจืด ให้ความรู้สึกเหมือนโยเกิร์ตเนื้อแข็งแบบบัลแกเรียนโยเกิร์ต(แต่ต้องเกทนะว่ามันคือพุดดิ้ง ยังไงต้องคนละเนื้ออยู่แล้ว) มีกลิ่นนมแทรกเข้ามาจางๆและรู้สึกเหมือนแทบจะไม่ได้มีรสชาติอะไร ท้อปด้วยน้ำแข็งใส่เนื้อหยาบกว่าบิงซู2สเต็ป และเงาะแช่อิ่มให้อารมณ์เงาะกระป๋อง ความหอมหวานหนุบหนับของเงาะกินคู่กับพุดดิ้งนมขาวเนียนแน่นแต่นุ่ม...จึงเป็นสิ่งรองท้องแสนเบาให้เราในค่ำนั้น

สถานีรถไฟหัวลำโพงยามกลางวันที่ว่าสวยแล้ว เมื่อตกค่ำเหมือนกลายเป็นแกลลอรี่งานสถาปัตยกรรมชิ้นงามของเมือง แม้มีการรีโนเวทแต่สถานที่ระดับประวัติศาสตร์แห่งนี้ก็ไม่เคยหยุดขลัง

และเพราะการที่เรามาโผล่ที่นี่นั้นมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่นัก การขึ้นรถเมล์ที่ต้นสายเพื่อผ่านถนนเส้นที่รถติดและแวะรับผู้โดยสารตลอดระยะทางยาวเหยียดนั้น...แค่เพราะสาเหตุที่ว่ามา การได้มีที่นั่งเป็นของตัวเองจึงถือว่าควรค่ากับเหตุผลที่สุดแล้ว และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

ที่นั่งบนรถเมล์คือพื้นที่ทรงอิทธิพลที่สุดบนถนนของกรุงเทพ...
เป็นทั้งที่พัก หรือบางครั้งและบ่อยครั้งเป็นที่สำหรับ ฮีโร่
ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเราอาจไม่จำเป็นที่จะต้องเล่ารายละเอียดยิบย่อยถ้าแค่หากอยากจะไปซื้อหนังสือสักเล่ม เเต่ในการเดินทาง...เมื่อเราได้สัมผัสถึงความพิเศษรอบข้าง ไม่ว่าจะจากผู้คนหรือสถานที่ นั่นกลับเป็นสิ่งที่น่า 'จด' จำ เสียเหลือเกิน เพราะเนื้อหาจากความธรรมดาที่ทำให้รู้สึกพิเศษได้นั้นราบเรียบและลึกซึ้ง มีค่า

.......................................

เผื่อใครสงสัยอยากไปยืนอยู่ในบรรยากาศแบบเดียวกันฉันจะทิ้งลายแทงไว้ให้
าน 'หนังสือเก่าเยาวราช' ซอยมะขาม 2 ถ.ป้อมปราบศัตรูพ่าย เปิด เวลา 13.00 - 19.30 น. (ปิดวันพุธ) / Facebookใช้ชื่อเดียวกับชื่อร้าน ที่เท่ห์คือในความเก่ายังมีความสะดวกสบายรองรับให้กับคนที่ไม่สะดวกเดินทางสามารถสั่งหนังสืออนไลน์ได้ แค่เพียงคุณจะไม่ได้คุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกับลุงเจ้าของร้าน หรือมายืนซึมซับความเก่าของตึกรามและหนังสือ ก็เท่านั้น

หรือฉันควรจะบอกลายแทงร้านพุดดิ้ง เพื่อที่ใครอยากจะนั่งพักเรียกความสดชื่น ในร้านคลาคล่ำไปด้วยผู้คนรอต่อเข้าคิวไม่ขาดสาย 'ปาเฮ่าเถียนมี่' คือชื่อร้านที่ The Standart เรียกสไตล์ของร้านว่าเป็น โมเดิร์นไชนีส ที่ขายพุดดิ้งตามที่เล่ามาข้างต้น

แล้วถ้าหากเผื่อใครสงสัยถึงหนังสือเล่มแรกแห่งปี(นี้) ที่ทำให้ฉันตั้งเป้าหมายในการหาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางมาอ่านให้ได้เยอะที่สุด หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า ' The Appalachian Trail ใจก้าวเท้าเดิน ' เรื่องราวที่เล่าถึงการ 'เดิน' ผ่าน 14 รัฐ อันเป็นเส้นทาง 1 ใน 3 การเดินเท้าที่ยาวที่สุดในโลก นามปากกาของผู้เขียนคือ ' Can do ' ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับ trail Name ของเธอ และเธอคือหญิงไทยคนแรกบนเส้นทางนั้น

ฉันซาบซึ้งกับการเดินทางครั้งนี้เพราะทำให้มีเป้าหมายดีๆในชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง ซาบซึ้งที่เพื่อนปล่อยให้ฉันได้หลับคอพับเพื่อตื่นขึ้นมาเดินทางต่อไปกับมันอย่างมีแรงกว่าเดิม (แม้สุดท้ายรองเท้าเจ้ากรรมของมันจะสร้างอุปสรรคในตอนกลับบ้านก็เถอะ) ฉันซาบซึ้งในทุกคนที่พยายามบอกทางไปร้านหนังสือ และซาบซึ้งที่ตัวเองยอมออกมาจากความรู้สึกสับสนแล้วเลือกจะมุ่งหน้าออกมาจากห้อง 4 เหลี่ยมนั้น และฉันซาบซึ้งที่ฉันได้กลับมา 'อ่าน'
SHARE
Written in this book
หญิงต่างจังหวัด ผู้ไม่ช่ำชองในอะไรทั้งสิ้น!
หญิงสาวลักษณะห้าวหาญอย่างขี้ขลาด พกเรื่อง(มา)เล่าหลังจากไปเจออะไรมา~ ... เพื่อนบอกหน้าตาเหมือนคนกินเหล้า แต่อ๊าวววว...เรากินแต่นม เนื้อ ผักและผลไม้ !
Writer
Yingtangjangwat
Writer , Mobilegrapher , Food
Just หญิงต่างจังหวัด story

Comments

Primrose
3 months ago
เราชอบกลิ่นของหนังสือเก่ามากเลยค่ะ
อ่านแล้วก้ส่งต่อได้ ไม่เสียดายเท่ามือหนึ่ง
Reply
Yingtangjangwat
3 months ago
อารมณ์ที่ยืนอยู่ในร้านหนังสือมือสองมันก็วิเศษจริงๆค่ะ การย้อนเวลาด้วยการหาหนังสือจากอดีตก็สนุกดี ครั้งนี้เราได้หนังสือ 'อินเดียนน่า..โจ๋ย บางจาก' มาอ่านฆ่ารถติด อ่านมันส์มากค่ะ :) และก็จริงอย่างที่ primrose ว่า หนังสือเก่าชวนส่งต่อจริงๆ เพราะรู้สึกว่าเล่มนี้เจ๋ง อยากแนะนำ!!!
nananatte
3 months ago
น่าไปตามรอยมากค่ะ ไว้มีโอกาสเข้าเมืองเดี๋ยวจะลองไปตามหาร้านนี้ดูนะคะ ขอบคุณมากค่ะ :-)
Reply
Yingtangjangwat
3 months ago
ร้านนี้จะเน้นหนักไปในทางนวนิยายเลยค่ะ แต่เนื้อหาอื่นๆ ก็มีเยอะอยู่ ลองไปเที่ยวดูค่ะ